รีวิวหนัง Doctor Strange in the Multiverse of Madness (2022) จอมเวทย์มหากาฬ ในมัลติเวิร์สมหาภัย การกลับมาของแซม ไรมี และรอยร้าวในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล เมื่อกล่าวถึงจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล (Marvel Cinematic Universe – MCU) ในเฟสที่ 4 สิ่งที่ผู้ชมและนักวิจารณ์ต่างสัมผัสได้คือความพยายามในการ “ทดลอง” และ “ขยายขอบเขต” ของแนวทางภาพยนตร์ (Genre) ให้หลากหลายยิ่งขึ้น จากซิทคอมใน WandaVision สู่หนังสายลับใน Black Widow และเมื่อมาถึงคิวของจอมเวทย์สูงสุดใน Doctor Strange in the Multiverse of Madness (2022) มาร์เวลได้ตัดสินใจเดินหมากที่กล้าหาญที่สุดครั้งหนึ่ง ด้วยการดึงตัว แซม ไรมี (Sam Raimi) ปรมาจารย์หนังสยองขวัญและผู้บุกเบิกหนังซูเปอร์ฮีโร่ยุคใหม่ (Spider-Man ไตรภาคเดิม) ให้กลับมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับ
ผลลัพธ์ที่ได้มิใช่เพียงภาพยนตร์ภาคต่อของ Doctor Strange ธรรมดา แต่คือการปะทะสังสรรค์กันระหว่าง “สูตรสำเร็จของมาร์เวล” และ “ลายเซ็นอันจัดจ้านของไรมี” ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นไฮบริดระหว่างแอ็กชันแฟนตาซีและสยองขวัญโกธิค (Gothic Horror) ที่นำพาผู้ชมดำดิ่งลงไปสำรวจหลุมดำในจิตใจของตัวละคร ภายใต้ฉากหน้าของการเดินทางข้ามมิติที่บ้าคลั่ง! บทวิพากษ์ฉบับนี้ จะทำการผ่าตัดและวิเคราะห์องค์ประกอบหลักของภาพยนตร์อย่างละเอียด ทั้งในเชิงโครงสร้าง “เนื้อเรื่อง” ที่สำรวจความสุขและความเสียใจ, “ภาพ” ที่เต็มไปด้วยจินตนาการอันวิปลาสและสไตล์สยองขวัญคลาสสิก, และ “การแสดง” ที่ต้องแบกรับความซับซ้อนทางอารมณ์ท่ามกลางเทคนิคพิเศษ เพื่อสืบค้นว่าภายใต้ความโกลาหลของมัลติเวิร์ส สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์อย่างไร

แม้หน้าหนังจะดูเหมือนเป็นอีเวนต์ใหญ่ที่เน้นความตื่นตาตื่นใจของพหุจักรวาล แต่แก่นแท้ของบทภาพยนตร์ที่เขียนโดย ไมเคิล วัลดรอน (Michael Waldron) กลับมุ่งเน้นไปที่การสำรวจจิตวิทยาตัวละคร (Character Study) อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง “ความสุข” (Happiness) และ “การปล่อยวาง” (Letting Go)
คำถามที่ไร้คำตอบ: “คุณมีความสุขไหม?”! เนื้อเรื่องเริ่มต้นและถูกหล่อเลี้ยงด้วยคำถามเชิงอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง: “Are you happy?” (คุณมีความสุขไหม?) ทั้ง ดร. สตีเฟน สเตรนจ์ และ วันด้า แม็กซิมอฟฟ์ ต่างเป็นตัวละครที่มีพลังอำนาจระดับเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงได้ แต่ทั้งคู่กลับล้มเหลวในการจัดการกับความว่างเปล่าในจิตใจตนเอง
สตีเฟน สเตรนจ์: เรื่องราวของเขาคือการเรียนรู้ที่จะ “วางมีดลง” (Put down the knife) หรือการลดละอัตตา (Ego) ที่ต้องการควบคุมทุกอย่าง สเตรนจ์ในภาคนี้ต้องเผชิญหน้ากับ “ตัวแปร” (Variants) ของตนเองในจักรวาลอื่น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีจุดจบที่เลวร้ายเพราะความยึดติดและการพยายามแบกโลกไว้คนเดียว เนื้อเรื่องทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ “Hero Complex” ของสเตรนจ์ ว่าแท้จริงแล้วมันคือความกลัวที่จะสูญเสียการควบคุม มากกว่าความเสียสละที่บริสุทธิ์
วันด้า แม็กซิมอฟฟ์ (The Scarlet Witch): หากสเตรนจ์คือด้านของความยึดติดในหน้าที่ วันด้าคือด้านมืดของ “ความยึดติดในความรัก” บทภาพยนตร์ได้เปลี่ยนสถานะของวันด้าจากฮีโร่ผู้สูญเสีย ให้กลายเป็น “Villain” (ตัวร้าย) ที่น่าเห็นใจที่สุด เรื่องราวของเธอคือโศกนาฏกรรมของความเป็นแม่ (Motherhood) ที่บิดเบี้ยว การไล่ล่าหาลูกชายในมัลติเวิร์ส ไม่ใช่ความชั่วร้ายโดยกำเนิด แต่เป็นผลพวงของความเศร้าโศก (Grief) ที่ไม่ได้รับการเยียวยา และถูกครอบงำด้วยคัมภีร์ Darkhold
การรื้อสร้างโครงสร้างฮีโร่ (Deconstructing the Hero)! ความน่าสนใจของเนื้อเรื่องคือการที่มาร์เวลกล้าที่จะให้ตัวเอก (วันด้า) กลายเป็นศัตรูที่โหดเหี้ยม และให้ฮีโร่ (สเตรนจ์) ต้องใช้วิธีการที่ “สกปรก” (เช่น การสิงศพ – Dreamwalking into a corpse) เพื่อกอบกู้สถานการณ์! ภาพยนตร์ไม่ได้นำเสนอมัลติเวิร์สในฐานะ “สวนสนุก” (Theme Park) ที่มีแต่ความตื่นเต้นแบบ Spider-Man: No Way Home แต่ใช้มันเป็น “กระจกเงา” ที่สะท้อน “ความเป็นไปได้ที่เลวร้ายกว่า” (Worst Case Scenarios) ของตัวละคร มันคือเรื่องราวเตือนใจ (Cautionary Tale) ว่าพลังอำนาจที่ปราศจากสติปัญญาและการยับยั้งชั่งใจ จะนำมาซึ่งหายนะ
จุดอ่อนเชิงการเล่าเรื่อง: จังหวะที่เร่งรีบ (Pacing Issues)! อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าด้วยความยาวของหนังที่ไม่ถึง 2 ชั่วโมง 10 นาที ทำให้การเล่าเรื่องมีความ “รวบรัด” และ “เร่งรีบ” ในหลายจุด การเดินทางข้ามจักรวาลบางครั้งรู้สึกเหมือนเป็นเพียงฉากหลัง (Backdrop) มากกว่าการสำรวจโลกใหม่อย่างแท้จริง และประเด็นของกลุ่ม “Illuminati” ที่แม้จะสร้างความฮือฮา แต่ในแง่การเล่าเรื่อง พวกเขากลับถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อโชว์ความแข็งแกร่งของวันด้า (Worf Effect) ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมบางส่วนรู้สึกเสียดายศักยภาพ
งานภาพใน Doctor Strange in the Multiverse of Madness คือชัยชนะทางศิลปะที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นออกมาจากขนบธรรมเนียมเดิมๆ ของ MCU แซม ไรมี ได้นำสไตล์ส่วนตัว (Auteur Style) มาใส่อย่างเต็มที่ จนทำให้หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้มีกลิ่นอายของหนังเกรดบีสยองขวัญ (B-Movie Horror) ที่มีทุนสร้างมหาศาล
สุนทรียศาสตร์แห่งความสยองขวัญ (The Aesthetics of Horror)
มุมกล้องและการตัดต่อ: ไรมีใช้เทคนิคที่เป็นลายเซ็นของเขาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น “Dutch Angle” (มุมกล้องเอียง) เพื่อสื่อถึงความไม่มั่นคงทางจิตใจ, การซูมภาพเข้าใบหน้าอย่างรวดเร็ว (Snap Zoom) เพื่อสร้างความตลกปนสยอง, และการใช้เงาสะท้อนในกระจกหรือนัยน์ตา
ฉากการสังหาร: ความโหดดิบ (Brutality) ในเรื่องนี้ก้าวข้ามขีดจำกัด PG-13 ของมาร์เวลไปไกล การตายของกลุ่ม Illuminati หรือฉากวันด้าบุกคามาร์-ทาจ เต็มไปด้วยภาพความรุนแรงที่สร้างสรรค์ (เช่น การระเบิดสมองจากภายใน, การถูกตัดครึ่งตัว) ซึ่งสร้างความรู้สึกกดดันและตึงเครียดให้กับผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยม
จินตนาการที่ไร้ขอบเขต (Unbound Imagination)! นอกเหนือจากความสยอง งานวิชวลเอฟเฟกต์ (VFX) ในเรื่องนี้มีความคิดสร้างสรรค์สูงมาก
ฉากการต่อสู้ด้วยดนตรี (Musical Battle): นี่คือหนึ่งในฉากที่สร้างสรรค์ที่สุดในประวัติศาสตร์หนังฮีโร่ การเปลี่ยนตัวโน้ตจากบทเพลงคลาสสิก (Beethoven vs. Bach) ให้กลายเป็นอาวุธเวทมนตร์ เป็นการแสดงออกถึง “Synesthesia” (ปรากฏการณ์รับรู้ข้ามประสาทสัมผัส) ทางภาพยนตร์ที่งดงามและแปลกใหม่
การข้ามมิติ: ฉากที่สเตรนจ์และอเมริกา ชาเวซ ร่วงหล่นผ่านจักรวาลต่างๆ (Paint Universe, Cube Universe ฯลฯ) เป็นการโชว์ศักยภาพของ CGI ที่ตระการตาและชวนเวียนหัว สะท้อนความ “บ้าคลั่ง” (Madness) ตามชื่อเรื่องได้เป็นอย่างดี
Zombie Strange: ความงามแบบโกธิค (Gothic Beauty)! การปรากฏตัวของ “Zombie Strange” ในช่วงท้ายเรื่อง คือจุดพีคของการผสมผสานระหว่างฮีโร่และสยองขวัญ ภาพของจอมเวทย์ในสภาพศพเน่าเปื่อย สวมผ้าคลุมที่ทำจากวิญญาณปีศาจ ลอยอยู่เหนือท้องฟ้าสีเลือด คือภาพจำที่ติดตาและทรงพลัง มันคือสัญลักษณ์ของการยอมรับ “ความตาย” และการใช้ด้านมืดเพื่อสร้างแสงสว่าง

ท่ามกลางเทคนิคพิเศษที่ท่วมท้น สิ่งที่ยึดโยงภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้กับความเป็นมนุษย์คือการแสดงอันยอดเยี่ยมของนักแสดงนำ โดยเฉพาะการปะทะบทบาทระหว่าง คัมเบอร์แบตช์ และ โอลเซ่น
เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (Benedict Cumberbatch) ในบท ดร. สตีเฟน สเตรนจ์
คัมเบอร์แบตช์ ต้องรับบทบาทที่ท้าทายในการเล่นเป็นสเตรนจ์หลายเวอร์ชัน (Earth-616, Sinister Strange, Defender Strange)
ความละเอียดอ่อน: เขาไม่ได้แค่เปลี่ยนชุด แต่เปลี่ยนภาษากาย น้ำเสียง และแววตา ในบท Sinister Strange เขาถ่ายทอดความบ้าคลั่งและความโดดเดี่ยวของคนที่สูญเสียทุกอย่างได้อย่างน่าขนลุก ในขณะที่สเตรนจ์เวอร์ชันหลัก เขาแสดงให้เห็นถึงความเปราะบาง (Vulnerability) ภายใต้หน้ากากของความเย่อหยิ่ง
พัฒนาการ: คัมเบอร์แบตช์ทำให้เราเห็นการเติบโตของตัวละคร จากคนที่ต้อง “ถือมีดผ่าตัด” เองเสมอ มาเป็นคนที่ยอม “ยื่นมีด” ให้คนอื่น (เชื่อใจอเมริกา ชาเวซ) ในตอนจบ
เอลิซาเบธ โอลเซ่น (Elizabeth Olsen) ในบท วันด้า แม็กซิมอฟฟ์ / สการ์เล็ต วิทช์
ปฏิเสธไม่ได้ว่า โอลเซ่น คือ “MVP” (Most Valuable Player) ของภาพยนตร์เรื่องนี้ การแสดงของเธอคือหัวใจและวิญญาณที่ขับเคลื่อนความน่ากลัวและความเศร้าของเรื่อง
มิติของความชั่วร้าย: โอลเซ่นไม่ได้เล่นเป็นตัวร้ายแบบมิติเดียว แต่เธอเล่นเป็น “แม่ที่ใจสลาย” การเปลี่ยนอารมณ์ของเธอจากความอ่อนโยนในจินตนาการ ไปสู่ความเกรี้ยวกราดที่อำมหิตในโลกความจริง ทำได้อย่างไร้รอยต่อ
ภาษากาย: การเคลื่อนไหวของเธอในฉากต่อสู้ ไม่ได้ดูเหมือนนักสู้ แต่ดูเหมือนวิญญาณร้ายในหนังสยองขวัญ (การเดินกะเผลก, การเอียงคอ, สายตาที่จ้องมองทะลุกล้อง) เธอใช้เสียงกระซิบที่แผ่วเบาเพื่อสร้างความน่าเกรงขาม มากกว่าการตะโกน
ฉากไคลแมกซ์: ในฉากที่เธอเผชิญหน้ากับลูกๆ ในอีกจักรวาล การแสดงออกทางสีหน้าของเธอที่ตระหนักว่าตัวเองกลายเป็น “สัตว์ประหลาด” ในสายตาลูก คือช่วงเวลาที่บีบหัวใจที่สุด และยกระดับหนังทั้งเรื่องให้กลายเป็นดราม่าชั้นดี
โซชีต์ โกเมซ (Xochitl Gomez) และ เบเนดิกต์ หว่อง (Benedict Wong)
โซชีต์ โกเมซ (อเมริกา ชาเวซ): ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของความไร้เดียงสาและความหวัง แม้บทบาทของเธอจะเป็นเหมือน “MacGuffin” (วัตถุที่ทุกคนตามหา) ในช่วงแรก แต่โกเมซก็มอบเสน่ห์และความสดใสที่ทำให้ผู้ชมอยากเอาใจช่วย
เบเนดิกต์ หว่อง (หว่อง): มอบความหนักแน่น (Gravitas) ในฐานะจอมเวทย์สูงสุด เขาคือสมอที่ยึดโยงสเตรนจ์ไว้กับความเป็นจริง และเคมีระหว่างเขากับคัมเบอร์แบตช์ก็ยังคงยอดเยี่ยมเสมอ

Doctor Strange in the Multiverse of Madness (2022) มิใช่ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ มันมีความยุ่งเหยิง มีจังหวะที่สะดุด และมีความบ้าคลั่งที่อาจไม่ถูกจริตผู้ชมทุกคน แต่สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่า มาร์เวลยังคงกล้าที่จะเสี่ยง และกล้าที่จะมอบอำนาจให้กับผู้กำกับที่มีวิสัยทัศน์! แซม ไรมี ได้เปลี่ยนบทภาพยนตร์ที่ว่าด้วยพหุจักรวาล ให้กลายเป็น “บ้านผีสิง” (Haunted House) ระดับบล็อกบัสเตอร์ ที่ซึ่งความรักและความยึดติดกลายเป็นปีศาจร้ายที่น่ากลัวที่สุด! ในเชิงเนื้อเรื่อง มันคือบทสรุปของความสัมพันธ์ที่แตกร้าวและการเรียนรู้ที่จะก้าวต่อไป, ในเชิงภาพ มันคืองานศิลปะที่ผสมผสานความงามและความสยองขวัญได้อย่างลงตัว, และในเชิงการแสดง มันคือเวทีปล่อยของที่ เอลิซาเบธ โอลเซ่น ได้จารึกชื่อของเธอไว้ในฐานะตัวร้ายที่น่าจดจำที่สุดคนหนึ่ง! ท้ายที่สุด ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเราว่า แม้เราจะมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงจักรวาลได้ แต่สิ่งเดียวที่เราต้องเอาชนะให้ได้จริงๆ ไม่ใช่อสูรกายจากต่างมิติ แต่คือ “ความทุกข์” ในใจเราเอง การยอมรับความจริงและการปล่อยวาง อาจเป็นเวทมนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จอมเวทย์คนใดจะร่ายได้ รับชมหนัง Doctor Strange in the Multiverse of Madness (2022) จอมเวทย์มหากาฬ ในมัลติเวิร์สมหาภัย ได้ที่ movie24hd