รีวิวหนัง Fast Five (2011) เร็ว…แรงทะลุนรก 5 ในประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์ มีแฟรนไชส์เพียงไม่กี่เรื่องที่สามารถ “นิยามตัวเองใหม่” (Reinvent) ได้อย่างสมบูรณ์และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยงในขณะที่กำลังดำเนินอยู่ หากภาพยนตร์สี่ภาคแรกของ “The Fast and the Furious” คือการสำรวจวัฒนธรรมการแข่งรถใต้ดิน (Street Racing) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว “Fast Five” (2011) หรือ “เร็ว…แรงทะลุนรก 5” ก็คือการ “ปฏิวัติ” ที่เด็ดขาดและกล้าหาญ มันคือการประกาศก้องว่านี่ไม่ใช่ภาพยนตร์เกี่ยวกับรถอีกต่อไป แต่คือ “อุปรากรแห่งการโจรกรรม” (Heist Opera) ที่ใช้รถยนต์เป็นเครื่องมือ และใช้ “ครอบครัว” เป็นศูนย์กลางของจักรวาล! ผลงานการกำกับของ จัสติน ลิน (Justin Lin) ในภาคนี้ ไม่เพียงแต่ยกระดับมาตรฐานของแฟรนไชส์ แต่ยังได้สร้าง “พิมพ์เขียว” ที่จะกลายเป็นสูตรสำเร็จพันล้านในทศวรรษต่อมา “Fast Five” คือจุดหลอมรวม, คือการสถาปนา, และคือหมุดหมายที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำนานนี้ บทวิจารณ์ฉบับนี้จะละเว้นการสรุปย่อเหตุการณ์ แต่จะมุ่งเน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบสามประการที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นมากกว่าภาคต่อ แต่คือ “จุดกำเนิดใหม่” ที่แท้จริง
ความอัจฉริยะประการแรกและสำคัญที่สุดของ “Fast Five” อยู่ในบทภาพยนตร์ของ คริส มอร์แกน (Chris Morgan) ซึ่งตระหนักรู้ว่า “การแข่งรถ” ได้เดินทางมาถึงทางตันแล้ว เขาจึงทำการ “เปลี่ยนประเภท” (Genre Shift) ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ภาคต่อ! การสลายวัฒนธรรมเดิม สู่ การสร้าง “ครอบครัว”! ภาพยนตร์เรื่องนี้ “จงใจ” ทำลายรากเหง้าของตนเองตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง การช่วยเหลือ ดอมินิก ทอเร็ตโต (วิน ดีเซล) จากรถบัสเรือนจำ คือการประกาศว่าตัวละครเหล่านี้ได้ก้าวข้าม “กฎ” ของโลกใบเดิมไปแล้ว พวกเขาไม่ได้แข่งรถเพื่อเงิน, เพื่อศักดิ์ศรี หรือเพื่อรถอีกต่อไป แต่พวกเขาคือ “อาชญากร” (Outlaws) ที่ถูกไล่ล่าในระดับนานาชาติ
การย้ายฉากหลังไปยัง รีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนทิวทัศน์ แต่คือการ “ตัดขาด” พวกเขาออกจาก “บ้าน” (ลอสแอนเจลิส) อย่างถาวร ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคยนี้ สิ่งเดียวที่พวกเขามีคือ “กันและกัน”! นี่คือจุดที่ “Fast Five” สถาปนาแก่นเรื่องที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งจะกลายเป็นลายเซ็นของแฟรนไชส์ นั่นคือ “ครอบครัว” (Family) ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่การรวมตัวของนักแข่งรถ แต่คือการ “รวมทีม” (Assemble) ในขนบของภาพยนตร์โจรกรรมชั้นครูอย่าง “Ocean’s Eleven” การกลับมาของตัวละครจากทุกภาค (ฮาน, จิเซล, โรมัน, เทจ, ลีโอ และ ซานโตส) ไม่ใช่การบริการแฟนๆ (Fan Service) ที่ไร้เหตุผล แต่คือการสร้าง “ครอบครัวที่เลือกเอง” (Chosen Family) ที่มีความหลากหลายทางทักษะและชาติพันธุ์ นี่คือการยกระดับความสัมพันธ์ส่วนตัว (ระหว่าง ดอม และ ไบรอัน) ให้กลายเป็นอุดมการณ์ของ “กลุ่ม”

โครงสร้างการโจรกรรมในฐานะเครื่องมือเล่าเรื่อง
การที่เป้าหมายคือ “เงิน” จำนวน 100 ล้านดอลลาร์ จากจอมอิทธิพล เฮอร์นัน เรเยส ไม่ได้ทำให้ภาพยนตร์ตื้นเขิน แต่กลับมอบ “โครงสร้าง” ที่ชัดเจนและมีพลังขับเคลื่อนสูงให้กับเรื่องราว
การที่ “ครอบครัว” ของดอมต้องต่อสู้กับศัตรูสองขั้วนี้พร้อมกัน สร้างเดิมพันที่สูงลิบ และทำให้การโจรกรรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปล้น แต่คือ “การประกาศสงคราม” กับระบบที่บิดเบี้ยวทั้งสองด้าน! การสถาปนา “ตำนาน” (Mythology) เนื้อเรื่องของ “Fast Five” คือจุดที่ ดอมินิก ทอเร็ตโต ถูกยกระดับจาก “หัวหน้าแก๊ง” สู่ “ผู้นำตระกูล” (Patriarch) และ ไบรอัน โอคอนเนอร์ (พอล วอล์กเกอร์) ได้ทำการเปลี่ยนผ่านอย่างสมบูรณ์ จาก “ตำรวจ” สู่ “อาชญากร” และ “พ่อ” การที่เขาเลือกจะทิ้งอดีตทั้งหมดเพื่อครอบครัวใหม่ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้การรวมทีมครั้งนี้มีความหมายทางอารมณ์
หากเนื้อเรื่องคือการปฏิวัติ งานภาพและฉากแอ็คชั่นใน “Fast Five” คือการ “ประกาศศักดา” มันคือการที่ จัสติน ลิน และผู้กำกับภาพ สตีเฟน เอฟ. วินดอน ได้ค้นพบ “ภาษาภาพ” ที่สมบูรณ์แบบของแฟรนไชส์
สเกล, น้ำหนัก และ พลวัต (Scale, Weight, and Kinetics)
“Fast Five” ทิ้งสุนทรียศาสตร์แบบ “นีออน” ที่ฉูดฉาดในภาคก่อนๆ และหันมาใช้ “แสงแดด” ที่แผดจ้าของรีโอเดจาเนโร การย้ายฉากหลังไปยังเมืองที่เต็มไปด้วยความ contrast (ระหว่างความหรูหราของชายหาดและความแออัดของสลัมฟาเวลา) ทำให้ภาพยนตร์มี “สเกล” (Scale) ที่ใหญ่โตขึ้นอย่างก้าวกระโดด! สิ่งที่ จัสติน ลิน ทำได้อย่างยอดเยี่ยมคือการสร้าง “น้ำหนัก” (Weight) ให้กับฉากแอ็คชั่น แม้ว่ามันจะท้าทายกฎฟิสิกส์ แต่มันไม่เคย “เบา” เหมือนการ์ตูน (ในภาคนี้นะ) เมื่อรถชนกัน เรา “รู้สึก” ถึงแรงปะทะของเหล็ก เมื่อตัวละครต่อสู้กัน เรา “รู้สึก” ถึงความเจ็บปวด
“ตรีเอกานุภาพ” แห่งฉากแอ็คชั่น (The Holy Trinity of Set Pieces)
“Fast Five” ไม่ได้มีแค่ฉากแอ็คชั่นที่ดี แต่มีฉากแอ็คชั่นที่กลายเป็น “ตำนาน” ถึงสามฉาก ซึ่งแต่ละฉากทำหน้าที่แตกต่างกัน:

“Fast Five” ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เรียกร้องการแสดงที่ลึกซึ้งในระดับออสการ์ แต่มันเรียกร้อง “การสวมบทบาท” (Embodiment) และ “เสน่ห์ดึงดูด” (Charisma) ที่สามารถแบกรับสเกลที่ใหญ่โตของเรื่องได้ และทีมนักแสดงก็ทำได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ การมาถึงของ “เดอะ ร็อค” (The Arrival of “The Rock”)
การคัดเลือก ดเวย์น จอห์นสัน มารับบท ลุค ฮ็อบส์ คือการตัดสินใจที่ “เปลี่ยนเกม” ของแฟรนไชส์นี้ จอห์นสันไม่ได้มาในฐานะ “ผู้ร้าย” เขามาในฐานะ “แรงต้าน” (Counter-Force) ที่สมน้ำสมเนื้อกับ วิน ดีเซล
สมดุลแห่งอารมณ์และอารมณ์ขัน

“Fast Five” (2011) ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในแฟรนไชส์ (ซึ่งเป็นที่ถกเถียง) แต่มันคือภาพยนตร์ที่ “สำคัญที่สุด” อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง มันคือสถาปนิกที่วางเสาหลัก, คาน และโครงสร้างทั้งหมดของสิ่งที่จะตามมา! ด้วยการปฏิวัติโครงสร้างการเล่าเรื่องอย่างกล้าหาญ เปลี่ยนจากวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มไปสู่มหกรรมการโจรกรรมระดับโลก, การออกแบบฉากแอ็คชั่นที่ท้าทายจินตนาการและกลายเป็นสัญลักษณ์ และการนำ “พลัง” ใหม่ในรูปแบบของ ดเวย์น จอห์นสัน เข้ามาปะทะกับ “แรงโน้มถ่วง” เดิมของ วิน ดีเซล “Fast Five” ได้สร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่าง “ความบ้าคลั่ง” ของฉากแอ็คชั่น กับ “หัวใจ” ของคำว่าครอบครัว! มันคือจุดที่แฟรนไชส์นี้เลิกสนใจ “ความเป็นไปได้” (Reality) และโอบรับ “ความเป็นไปไม่ได้” (Spectacle) อย่างเต็มภาคภูมิ และจารึกชื่อตัวเองในฐานะหนึ่งในภาพยนตร์แอ็คชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งทศวรรษ รับชมหนัง Fast Five (2011) เร็ว…แรงทะลุนรก 5 ได้ที่ movie24hd