รีวิวหนัง Godzilla (2014) ก็อดซิลล่า การรื้อฟื้นราชันย์แห่งสัตว์ประหลาด ภายใต้สุนทรียศาสตร์แห่งความหายนะและอำนาจของธรรมชาติ หากปี 1954 คือจุดกำเนิดของ Gojira ในฐานะฝันร้ายและบาดแผลทางนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น และปี 1998 คือความล้มเหลวในการพยายามแปลงสภาพสัตว์ประหลาดในตำนานให้กลายเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานในภาพยนตร์เกรดบีฮอลลีวูด ภาพยนตร์ Godzilla ฉบับปี 2014 ของผู้กำกับ แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ (Gareth Edwards) จึงเปรียบเสมือนการ “ไถ่บาป” และการ “สถาปนา” สถานะของราชันย์ให้กลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง! เอ็ดเวิร์ดส์ ไม่ได้เลือกที่จะสร้างภาพยนตร์แอ็กชันสัตว์ประหลาดตีกัน (Kaiju Eiga) ในรูปแบบดั้งเดิมที่เน้นความฉูดฉาด แต่นำเสนอผ่านเลนส์ของ “ภาพยนตร์ภัยพิบัติ” (Disaster Movie) ที่มีความเคร่งขรึม สมจริง และเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศที่กดดัน ภายใต้แนวคิดที่ว่ามนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับพลานุภาพของธรรมชาติ บทวิพากษ์ฉบับนี้จะทำการผ่าตัดองค์ประกอบทางศิลปะของภาพยนตร์ ทั้งในเชิงโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ท้าทายความอดทน, งานภาพที่เน้นสเกลความยิ่งใหญ่, และการแสดงที่ทำหน้าที่เป็นพยานรู้เห็นต่อเหตุการณ์วันสิ้นโลก

จุดที่น่าสนใจและเป็นประเด็นถกเถียงมากที่สุดของ Godzilla (2014) คือโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ “Slow Burn” หรือการค่อยๆ ไต่ระดับความตึงเครียด เอ็ดเวิร์ดส์ได้รับอิทธิพลอย่างชัดเจนจากภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง Jaws (1975) และ Alien (1979) ซึ่งเลือกที่จะ “ซ่อน” สัตว์ประหลาดไว้ให้นานที่สุด เพื่อสร้างความคาดหวังและความหวาดกลัวให้กับผู้ชม
มุมมองของมนุษย์ตัวจ้อย (The Human Perspective)
บทภาพยนตร์เลือกที่จะจำกัดมุมมองของผู้ชมให้อยู่ในระดับสายตาของมนุษย์ (Eye-level perspective) เราแทบจะไม่ได้เห็นภาพมุมกว้างแบบ “God’s Eye View” ที่ฉายให้เห็นสัตว์ประหลาดทั้งตัวต่อสู้กันอย่างชัดเจนในช่วงแรก แต่เรากลับได้รับรู้เหตุการณ์ผ่านหน้าต่างรถบัส, ผ่านกระจกหน้ากากกันแก๊ส, หรือผ่านจอโทรทัศน์ที่สัญญาณขาดๆ หายๆ! วิธีการเล่าเรื่องเช่นนี้ แม้จะสร้างความหงุดหงิดให้กับผู้ชมที่โหยหาฉากแอ็กชัน แต่ในเชิงศิลปะ มันคือการจำลองสถานการณ์จริง หากเกิดเหตุการณ์ไคจูบุกโลก มนุษย์เราคงไม่ได้เห็นภาพรวมที่สวยงาม แต่จะเห็นเพียงฝุ่นควัน ซากปรักหักพัง และเงาทะมึนที่บดบังท้องฟ้า เนื้อเรื่องจึงทำหน้าที่ตอกย้ำความ “ไร้อำนาจ” (Powerlessness) ของมนุษย์ และลดทอนบทบาทของเราจากผู้คุมกฎธรรมชาติ ให้กลายเป็นเพียงผู้เฝ้าดูความโกลาหล
ปรัชญา: ความเย่อหยิ่งของมนุษย์ (The Arrogance of Man)
แก่นสารัตถะ (Theme) ที่แข็งแรงที่สุดของเรื่อง ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละคร ดร. อิชิโระ เซริซาว่า (เคน วาตานาเบะ) ที่กล่าวว่า “The arrogance of man is thinking nature is in our control and not the other way around.” (ความเย่อหยิ่งของมนุษย์คือการคิดว่าเราควบคุมธรรมชาติได้ ทั้งที่จริงแล้วธรรมชาติควบคุมเรา)! ก็อดซิลล่าในเวอร์ชันนี้ จึงไม่ใช่ทั้งฮีโร่ผู้พิทักษ์คุณธรรมและไม่ใช่ปีศาจร้ายที่จ้องทำลายล้าง แต่เขาคือ “กลไกการรักษาสมดุลของธรรมชาติ” (Force of Nature) เป็นดั่งพายุเฮอริเคนหรือสึนามิที่มีชีวิต เขาตื่นขึ้นมาเพื่อกำจัดปรสิต (MUTO) ที่จะทำลายสมดุลโลก และเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น เขาก็กลับลงสู่ห้วงมหาสมุทร โดยไม่แยแสต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ นี่คือการตีความที่ยกระดับก็อดซิลล่าให้มีความเป็น “พระเจ้า” (Deity) ตามชื่อของมันอย่างแท้จริง
จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง: การเปลี่ยนผ่านตัวละคร (The Protagonist Shift)
อย่างไรก็ตาม จุดบอดที่ปฏิเสธไม่ได้ของเนื้อเรื่อง คือการตัดสินใจสังหารตัวละคร โจ โบรดี้ (ไบรอัน แครนสตัน) ในช่วงจบองก์แรก การเปลี่ยนจุดศูนย์กลางของเรื่องจากตัวละครที่มีแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์สูง มีปมดราม่าที่เข้มข้น ไปสู่ตัวละคร ฟอร์ด โบรดี้ (แอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน) ซึ่งเป็นทหารที่มีบุคลิกราบเรียบ (Flat Character) ส่งผลให้กราฟอารมณ์ของหนังดิ่งลงในช่วงกลาง! ภาพยนตร์สูญเสีย “หัวใจ” ในการเล่าเรื่อง และแปรเปลี่ยนเป็นภารกิจกู้ระเบิดของทหารทั่วไป แม้จะมีความสมเหตุสมผลในแง่ที่ต้องใช้ทหารในการเดินเรื่องเข้าสู่พื้นที่อันตราย แต่ในแง่ของความผูกพันทางอารมณ์ ผู้ชมกลับรู้สึกห่างเหินและเฝ้ารอเพียงการปรากฏตัวของไคจูเพื่อกอบกู้ความน่าสนใจกลับคืนมา
หากเนื้อเรื่องมีจุดที่น่าวิพากษ์ งานภาพของ Godzilla (2014) กลับเป็นสิ่งที่ไร้ข้อกังขา นี่คือหนึ่งในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่มีงานกำกับภาพ (Cinematography) ที่วิจิตรบรรจงและทรงพลังที่สุดในทศวรรษ ผู้กำกับภาพ เชมัส แมคการ์วีย์ (Seamus McGarvey) ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับหนังแนวสัตว์ประหลาด
สุนทรียศาสตร์แห่งขนาด (The Aesthetics of Scale)! ความสำเร็จสูงสุดของงานภาพคือการถ่ายทอด “ขนาด” (Scale) ที่แท้จริงของก็อดซิลล่า การเลือกมุมกล้องที่มองจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องฟ้า (Low-angle shots) ทำให้สัตว์ประหลาดดูมหึมาอย่างน่าเกรงขาม การถ่ายผ่านวัตถุบังหน้า (Foreground objects) เช่น ซากตึก, กระจกสนามบิน หรือประตูรถโรงเรียน ช่วยสร้างมิติความลึกและทำให้เรารู้สึกถึงระยะห่างที่ปลอดภัยแต่ก็เปราะบาง! งาน CGI ไม่ได้เน้นแค่ความละเอียด แต่เน้น “น้ำหนัก” (Weight) ทุกย่างก้าวของก็อดซิลล่าให้ความรู้สึกหนักแน่น แรงสั่นสะเทือนส่งผ่านจอภาพยนตร์ ฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายตามรอยเท้า และคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเมื่อเขาขึ้นฝั่ง ทุกอย่างถูกคำนวณตามหลักฟิสิกส์เพื่อให้เกิดความสมจริงสูงสุด ก็อดซิลล่าในภาคนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวรวดเร็วเหมือนนักกีฬา แต่เคลื่อนไหวด้วยความเชื่องช้า สง่างาม และทรงพลังดั่งขุนเขาที่เดินได้
ฉาก HALO Jump: ศิลปะท่ามกลางนรก! จะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือฉากกระโดดร่มแบบ HALO Jump (High Altitude Low Opening) ซึ่งถือเป็น Masterpiece ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ภาพทหารที่ดิ่งพสุธาผ่านกลุ่มเมฆพายุฝนฟ้าคะนอง โดยมีพลุควันสีแดง (Red Flare) ตัดกับความมืดมิดของท้องฟ้า และเผยให้เห็นเงาตะคุ่มของการต่อสู้ระหว่างสัตว์ประหลาดเบื้องล่าง! ฉากนี้ไม่ได้เป็นเพียงฉากแอ็กชัน แต่คืองานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดนรกภูมิ (Inferno) ดนตรีประกอบของ อเล็กซานเดร เดสพลาต์ (Alexandre Desplat) ที่ใช้บทเพลง Requiem ของ György Ligeti ช่วยขับเน้นความรู้สึกสยดสยองและงดงามในเวลาเดียวกัน มันคือการกระโดดลงไปสู่ปากเหวของวันสิ้นโลกที่ถูกรังสรรค์ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
การเล่นกับความมืดและเงา (Shadow and Silhouette)! เอ็ดเวิร์ดส์เลือกใช้ความมืดและฝุ่นควันเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างบรรยากาศ หลายฉากการต่อสู้เกิดขึ้นในความมืดที่มีเพียงแสงไฟสลัวๆ หรือแสงจากลำแสงปรมาณู (Atomic Breath) ส่องสว่าง การเห็นเพียงเงาตะคุ่ม (Silhouette) ของหางที่ฟาดฟัน หรือแสงสีฟ้าที่ค่อยๆ ไล่ระดับขึ้นมาจากหางสู่ปาก ช่วยกระตุ้นจินตนาการและสร้างความตื่นเต้นได้มากกว่าการเห็นทุกอย่างชัดเจนแจ้ง นี่คือศิลปะของการ “เปิดเผยทีละน้อย” ที่ทรงประสิทธิภาพ

ในภาพยนตร์ที่สัตว์ประหลาดคือพระเอกตัวจริง นักแสดงมนุษย์มักตกอยู่ในสถานะตัวประกอบ หรือเครื่องมือในการเล่าเรื่อง ซึ่งใน Godzilla (2014) ก็เป็นเช่นนั้น แต่ก็มีความพยายามที่น่าสนใจในการใช้นักแสดงเพื่อสื่อสารประเด็นต่างๆ
ไบรอัน แครนสตัน (Bryan Cranston) ในบท โจ โบรดี้! แครนสตัน คือ “ศูนย์กลางทางอารมณ์” (Emotional Core) ของภาพยนตร์ในช่วงต้น การแสดงของเขาเต็มไปด้วยพลังงานแห่งความหวาดระแวง ความเศร้าโศก และความมุ่งมั่นที่จะค้นหาความจริง เขาถ่ายทอดความเจ็บปวดของการสูญเสียภรรยาและความคับแค้นใจที่ไม่มีใครเชื่อฟังคำเตือนของเขาได้อย่างยอดเยี่ยม การแสดงที่เข้มข้นของเขาทำให้ผู้ชมรู้สึก “เชื่อ” ในวิกฤตการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น น่าเสียดายที่บทบาทของเขาสั้นเกินไป จนทำให้พลังของหนังลดฮวบลงเมื่อเขาจากไป
แอรอน เทย์เลอร์-จอห์นสัน (Aaron Taylor-Johnson) ในบท ฟอร์ด โบรดี้! เทย์เลอร์-จอห์นสัน รับบททหาร EOD ผู้มีความเชี่ยวชาญ แต่การแสดงของเขากลับถูกวิจารณ์ว่า “จืดชืด” เมื่อเทียบกับแครนสตัน อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของการออกแบบตัวละคร ฟอร์ด โบรดี้ ถูกสร้างมาให้เป็น “Avatar” หรือตัวแทนของผู้ชม ที่ทำหน้าที่พาเราเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เขาคือพยานรู้เห็นเหตุการณ์ (Witness) ที่มีทักษะเอาตัวรอด การแสดงที่นิ่งเงียบและเน้นการกระทำ อาจเป็นความตั้งใจเพื่อให้ผู้ชมโฟกัสไปที่เหตุการณ์รอบข้างมากกว่าตัวบุคคล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันขาดเสน่ห์ดึงดูด (Charisma) ที่จะแบกหนังทั้งเรื่อง
เคน วาตานาเบะ (Ken Watanabe) ในบท ดร. เซริซาว่า วาตานาเบะ ทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศทางศีลธรรม” และตัวเชื่อมโยงจิตวิญญาณดั้งเดิมของก็อดซิลล่า การแสดงของเขาเน้นความนิ่งลึก สายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและความเคารพยำเกรงต่อธรรมชาติ ประโยค “Let them fight” กลายเป็นประโยคคลาสสิกที่สรุปทัศนคติของเรื่องได้ดีที่สุด เขาคือตัวแทนของมนุษย์ที่ยอมรับในความต่ำต้อยของตนเอง และเฝ้ามองธรรมชาติจัดการกับปัญหาด้วยความศรัทธา
เอลิซาเบธ โอลเซ่น (Elizabeth Olsen) ในบท เอลล์ โบรดี้ โอลเซ่น ในบทภรรยาและพยาบาล คือตัวแทนของ “เหยื่อ” และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องรับผลกระทบจากภัยพิบัติ บทบาทของเธอเน้นไปที่การแสดงปฏิกิริยาต่อความกลัว (Reaction) และความห่วงใยต่อครอบครัว แม้จะไม่ได้มีบทบาทในการขับเคลื่อนพล็อตหลัก แต่การแสดงของเธอช่วยเพิ่มมิติความสูญเสียและความน่ากลัวในระดับภาคพื้นดินให้จับต้องได้

Godzilla (2014) คือภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จในการกอบกู้ศักดิ์ศรีของราชันย์แห่งสัตว์ประหลาด มันมิใช่ภาพยนตร์ที่ไร้ที่ติ การเดินเรื่องที่เชื่องช้าและการเปลี่ยนผ่านตัวเอกที่ผิดพลาดอาจเป็นรอยด่างพร้อย แต่ในแง่ของ “งานศิลปะภาพยนตร์” (Cinematic Art) และการตีความ ก็อดซิลล่า ในฐานะสัญลักษณ์ของพลังธรรมชาติที่ไม่อาจต้านทาน ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำคะแนนได้เต็ม! แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า บล็อกเกอร์บัสเตอร์ฤดูร้อนไม่จำเป็นต้องไร้สมอง แต่สามารถแฝงปรัชญา ความงามทางภาพ และความเคารพต่อต้นฉบับไว้ได้ การนำเสนอความน่าสะพรึงกลัวผ่านมุมมองของมนุษย์ตัวเล็กๆ ทำให้เราตระหนักถึงความเปราะบางของอารยธรรม และเมื่อเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ดังก้องขึ้นในฉากจบ พร้อมกับการพ่นลำแสงสีฟ้าที่รอคอยมานาน มันคือช่วงเวลาที่ผู้ชมทั่วโลกต่างยอมรับโดยดุษณีว่า “ราชาได้กลับมาแล้ว” ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นรากฐานที่มั่นคงและสง่างามสำหรับจักรวาล MonsterVerse ที่ตามมา และเป็นหมุดหมายสำคัญที่เตือนใจเราว่า ท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ธรรมชาติยังคงเป็นผู้ถือครองอำนาจที่แท้จริงเสมอ รับชมหนัง Godzilla (2014) ก็อดซิลล่า ได้ที่ movie24hd