รีวิวหนัง Helios (2015) ล่าคมถล่มเมือง ในภูมิทัศน์ของวงการภาพยนตร์ฮ่องกงร่วมสมัย ที่ซึ่งการแสวงหา “อัตลักษณ์” ใหม่หลังยุคทองของหนังมาเฟียและกังฟูยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น, “Helios” (2015) หรือ “ล่าคมถล่มเมือง” ถือกำเนิดขึ้นในฐานะ “อภิมหาโครงการ” (Mega-Project) ที่เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานระดับทวีป มันคือความพยายามครั้งยิ่งใหญ่ของผู้กำกับคู่หู ลองแมน เหลียง และ ซันนี่ ลก (ผู้สร้างปรากฏการณ์ “Cold War”) ที่จะยกระดับ “หนังทริลเลอร์การเมือง” (Political Thriller) ของฮ่องกง ให้ก้าวข้ามพรมแดนสู่เวทีระดับโลก! “Helios” ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์แอ็คชั่นธรรมดา แต่มันคือ “อุปรากรแห่งการจารกรรม” (Espionage Opera) ที่ถูกออกแบบมาให้ยิ่งใหญ่, ซับซ้อน และตื่นตาตื่นใจในทุกมิติ มันคือการระดม “สุดยอดดารา” (Pan-Asian All-Stars) จากสี่ฟากฝั่งของเอเชีย (ฮ่องกง, จีนแผ่นดินใหญ่, เกาหลีใต้, ไต้หวัน) มาไว้ในสมรภูมิเดียวที่เดิมพันด้วยความมั่นคงของโลก
อย่างไรก็ตาม “Helios” คือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของสภาวะที่ “ความทะเยอทะยาน” (Ambition) นั้นยิ่งใหญ่กว่า “การดำเนินการ” (Execution) มันคือมหกรรมที่ตระการตาซึ่งพยายามจะเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนเกินไป จนสุดท้ายกลับพังทลายลงภายใต้น้ำหนักของสเกลที่ใหญ่โตและบทภาพยนตร์ที่กระจัดกระจายของมันเอง! บทวิจารณ์ฉบับนี้จะทำการวิเคราะห์องค์ประกอบหลักสามประการ—โครงสร้างการเล่าเรื่อง, สุนทรียศาสตร์ทางภาพ และการแสดง—เพื่อสำรวจว่าเหตุใดมหากาพย์ที่ควรจะเป็นผลงานชิ้นเอกแห่งทศวรรษนี้ จึงกลายเป็นเพียงอนุสาวรีย์ที่งดงามแต่กลวงเปล่าของความตั้งใจที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ความล้มเหลวที่ใหญ่หลวงที่สุดของ “Helios” ไม่ได้อยู่ที่แนวคิด แต่คือการ “จัดการ” แนวคิดนั้น (Conceptual Management)
1. “MacGuffin” ที่ยิ่งใหญ่และการปะทะกันของ “เขตอำนาจ”
แกนกลางของเรื่องคือ “DC8” อุปกรณ์จุดชนวนนิวเคลียร์แบบพกพาที่ทรงพลังที่สุดในโลก ซึ่งถูกขโมยโดยอาชญากรลึกลับนาม “Helios” นี่คือ “MacGuffin” (สิ่งที่ตัวละครในเรื่องตามหา) ที่ยอดเยี่ยม มันยกระดับเดิมพันจาก “สงครามแก๊ง” (แบบฮ่องกงดั้งเดิม) ไปสู่ “วิกฤตการณ์ระดับโลก” (Global Crisis) ในทันที
เช่นเดียวกับใน “Cold War” ผู้กำกับทั้งสองยังคงหมกมุ่นกับ “ธีม” (Theme) หลักของพวกเขา นั่นคือ “การปะทะกันของเขตอำนาจศาล” (Jurisdictional Conflict) นี่คือจุดที่บทภาพยนตร์ควรจะแข็งแกร่งที่สุด:
ความตึงเครียดที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การไล่ล่า “Helios” แต่คือ “สงครามเย็น” (Cold War) ขนาดย่อมที่เกิดขึ้นระหว่างพันธมิตรที่จำใจต้องมาร่วมมือกันนี้เอง
2. การล่มสลายภายใต้ “การรวมดารา” (The Collapse of the Ensemble)
นี่คือจุดที่ความทะเยอทะยานเริ่มทำลายตัวเอง การที่บทภาพยนตร์ต้อง “แบ่งเวลา” (Allocate Screen Time) ให้กับดาราระดับแม่เหล็กจาก 4 ชาติ ทำให้โครงสร้างการเล่าเรื่อง “แตกเป็นเสี่ยง” (Fragmented)
3. จุดจบที่ทรยศต่อผู้ชม (The Sequel-Bait Betrayal)
บาปที่ร้ายแรงที่สุดของ “Helios” คือ “บทสรุป” (Conclusion) ภาพยนตร์เรื่องนี้ “ไม่มี” บทสรุปที่แท้จริง มันคือการ “ปูเรื่อง” (Setup) ความยาว 2 ชั่วโมงเต็ม เพื่อนำไปสู่ “ภาคต่อ” (Sequel) ที่ (ณ ปัจจุบัน) ไม่เคยเกิดขึ้น! การตัดสินใจเชิงพาณิชย์นี้ได้ทำลายความสมบูรณ์ของเรื่องเล่าทั้งหมด มันทิ้งปมปัญหาทุกอย่างไว้ค้างคา, ปฏิเสธที่จะมอบความพึงพอใจ (Satisfaction) ให้กับผู้ชม และทำให้การเดินทางทั้งหมดที่ผ่านมา “ไร้ความหมาย” ในที่สุด โครงสร้างการเล่าเรื่องของ “Helios” จึงเปรียบดั่งอาคารที่ออกแบบอย่างวิจิตรตระการตา แต่ลืมสร้างบันไดทางลง

หากบทภาพยนตร์คือความล้มเหลว “งานภาพ” (Cinematography) และ “งานสร้าง” (Production Design) ก็คือความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบ “Helios” คือภาพยนตร์ที่ “ดูแพง” (Looks Expensive) ในทุกเฟรม และเป็นมาตรฐานใหม่ของ “Blockbuster” ฮ่องกงในยุคนั้น
1. สุนทรียศาสตร์ “โลหะ” (The Metallic Aesthetic): ผู้กำกับภาพ เจสัน ขวั่น (Jason Kwan) สานต่อสุนทรียศาสตร์ “สีเย็น” (Cool Palette) ที่เขาใช้ใน “Cold War” แต่ยกระดับมันขึ้น
2. การออกแบบฉากแอ็คชั่น: จาก “กังฟู” สู่ “ยุทธวิธี” (From Kung Fu to Tactical) นี่คือการประกาศ “ยุคใหม่” ของหนังแอ็คชั่นฮ่องกงอย่างชัดเจน การต่อสู้ใน “Helios” (ออกแบบโดย เฉิน กา-ล๊ก) ไม่ได้เน้น “ศิลปะการต่อสู้” (Martial Arts) แต่เน้น “ยุทธวิธีทางทหาร” (Military Tactics)
3. การออกแบบงานสร้าง (Production Design): ความใส่ใจในรายละเอียดของ “เทคโนโลยี” คือจุดเด่น ห้องบัญชาการตำรวจฮ่องกง (CTRU) ที่เต็มไปด้วยหน้าจอ, อุปกรณ์สื่อสารที่ล้ำสมัย และตัว “DC8” เองที่ถูกออกแบบมาให้ดูน่าเชื่อถือและอันตรายในเวลาเดียวกัน “Helios” ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้าง “โลก” (World-Building) ที่ไฮเทคและน่าเกรงขาม! สรุปได้ว่า “Helios” คือผลงานที่ “ตระการตา” (Spectacular) มันคือความเพลิดเพลินทางสายตาที่บริสุทธิ์ แม้ว่าสมองจะต้องทำงานหนักเพื่อพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวที่ขาดวิ่นก็ตาม

“Helios” คือภาพยนตร์ที่ “ขาย” (Marketed) ด้วยการรวมตัวของนักแสดงระดับ A-List ซึ่งแต่ละคนคือ “ไอคอน” (Icon) ในประเทศของตนเอง ภาระของพวกเขาจึงไม่ใช่แค่ “การแสดง” แต่คือการ “แบกรับ” (Embody) ภาพลักษณ์ของชาติที่ตนเป็นตัวแทน
1. เฉินเต้าหมิง (Wang Xueqi) ในบท อธิบดีซ่ง (จีน):
นี่คือการแสดงที่ใช้ “บารมี” (Gravitas) อย่างแท้จริง หวัง เสวี่ยฉี แทบไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าการ “ปรากฏตัว” เขาสื่อถึง “อำนาจ” (Authority) และ “ความเด็ดขาด” ของจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านสายตาที่เยือกเย็นและน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบขาด ทุกฉากที่เขาปรากฏตัว คือการประกาศว่า “รัฐบาลกลางกำลังจับตามอง” เขาคือ “ผู้คุมเกม” ที่แท้จริง
2. จาง เสวียโหย่ว (Jacky Cheung) ในบท ศาสตราจารย์ลี (ฮ่องกง):
ในขณะที่คนอื่นคือ “นักรบ”, จาง เสวียโหย่ว คือ “จิตวิญญาณ” (Conscience) ของเรื่อง เขาคือนักฟิสิกส์ที่เป็นกลาง ผู้พยายามใช้ “เหตุผล” (Logic) ในโลกที่เต็มไปด้วย “ความรุนแรง” (Violence) “ราชาเพลง” ผู้นี้ มอบการแสดงที่ “ละเอียดอ่อน” (Nuanced) และเปี่ยมไปด้วยความเป็นมนุษย์ เขาคือสมอเรือทางอารมณ์เพียงหนึ่งเดียวในภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความเย็นชา
3. จาง เจียฮุย (Nick Cheung) ในบท สารวัตรเอริค ลี (ฮ่องกง):
จาง เจียฮุย คือตัวแทนของ “ตำรวจฮ่องกง” ที่ทำงานหนักและอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล เขาแสดงความ “เข้มข้น” (Intensity) และ “ความมุ่งมั่น” (Determination) ได้ตามมาตรฐานที่ยอดเยี่ยมของเขา แต่น่าเสียดายที่บทภาพยนตร์ไม่ได้ให้อะไรเขาทำมากนัก นอกจากการเป็น “ผู้ปฏิบัติการ” ที่เก่งกาจ
4. จาง เจิ้น (Chang Chen) ในบท ผู้ส่งสาร/Helios (ไต้หวัน):
จาง เจิ้น คือ “สไตล์” (Style) ที่เป็นรูปธรรม เขาคือนักแสดงที่มี “เสน่ห์” (Charisma) แบบศิลปินภาพยนตร์ (Art-House) ที่อันตราย เขารับบทวายร้ายได้อย่างเยือกเย็น, มีระดับ และคาดเดาไม่ได้ การแสดงของเขาคือ “ความลึกลับ” (Enigma) ที่น่าค้นหา แม้ว่าบทจะเปิดเผยตัวเขาเร็วเกินไปก็ตาม
5. ทีมเกาหลี (Ji Jin-hee และ Choi Siwon):
ทั้งสองคือนักแสดงที่ “มีความสามารถ” (Competent) และนำเสนอภาพลักษณ์ของ “หน่วยปฏิบัติการพิเศษ” เกาหลีได้อย่างน่าเชื่อถือ ชเว ชีวอน (ในฐานะไอดอลที่ผันตัวมาแสดง) ทำได้ดีในฉากแอ็คชั่น และ จี จินฮี ก็ดูสุขุมในฐานะผู้นำ อย่างไรก็ตาม พวกเขาถูกจำกัดด้วย “ภาษา” และ “หน้าที่” ในพล็อต ทำให้ไม่สามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่
ปัญหาของการรวมดาว: ปัญหาหลักคือ “การขาดปฏิสัมพันธ์” (Lack of Interaction) นักแสดงเหล่านี้เหมือนกำลังแสดงอยู่ใน “ภาพยนตร์ของตัวเอง” ที่ถูกนำมาตัดต่อรวมกัน พวกเขาขาด “เคมี” (Chemistry) ในฐานะทีม เพราะบทภาพยนตร์จงใจแยกพวกเขาออกจากกันเพื่อสะท้อนความไม่ไว้วางใจระหว่างประเทศ ซึ่งแม้จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่ก็ทำให้ภาพยนตร์ขาด “หัวใจ” ในการขับเคลื่อน
“Helios” (2015) คือ “ปรากฏการณ์” ที่น่าศึกษา มันคือภาพยนตร์ที่ “ต้องดู” เพื่อสัมผัสถึง “สเกล” และ “ความทะเยอทะยาน” ของวงการภาพยนตร์เอเชียยุคใหม่! มันคือผลงานที่ “สุนทรียศาสตร์ทางภาพ” ชนะ “โครงสร้างการเล่าเรื่อง” อย่างขาดลอย มันคือมหกรรมที่ยิ่งใหญ่, ตระการตา, และเต็มไปด้วยดาราระดับแม่เหล็ก แต่ในขณะเดียวกันก็ “สับสน,” “กระจัดกระจาย,” และ “ไม่สมบูรณ์” อย่างน่าผิดหวัง! หาก “Cold War” คือ “เกมหมากรุก” (Chess Game) ที่ตึงเครียดและชาญฉลาด “Helios” ก็คือ “เกม Risk” (เกมกระดานสงครามโลก) ที่ผู้เล่นทุกคนพยายามจะเดินหมากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพร้อมกัน จนกระดานทั้งใบพังทลายลง มันคือภาพยนตร์ที่น่าชื่นชมใน “ความกล้า” แต่ก็น่าเสียดายใน “ผลลัพธ์” รับชมหนัง Helios (2015) ล่าคมถล่มเมือง ได้ที่ movie24hd