รีวิวหนัง Hopeless (2023) คน/จน/ตรอก คือภาพยนตร์เกาหลีแนว นีโอนัวร์ (Neo-Noir) / ดราม่าอาชญากรรม ที่ดำดิ่งสู่ด้านมืดของสังคมอย่างถึงแก่น หนังเรื่องนี้ไม่ได้นำเสนออาชญากรรมในแง่ของความเท่หรือความรวดเร็ว แต่เป็น การสำรวจบาดแผลของมนุษย์ ที่ถูกกดทับด้วยความรุนแรง ความยากจน และความสิ้นหวัง จนต้องจำยอมเดินเข้าสู่วงจรแห่งความโหดร้ายที่ไร้ทางออก ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากการเข้าฉายในสาย Un Certain Regard ของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ซึ่งยืนยันคุณภาพในการตีแผ่เรื่องราวที่หนักหน่วงและสะเทือนอารมณ์ได้อย่างทรงพลัง
เนื้อเรื่อง: วงจรแห่งความรุนแรงที่สืบทอดกันผ่านความสิ้นหวัง
แก่นของ Hopeless คือการเล่าเรื่องของ ยอนกยู (ฮงซาบิน) เด็กหนุ่มวัย 18 ปีที่ใช้ชีวิตใน เมืองสมมติที่เสื่อมโทรม ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงในทุกระดับ ตั้งแต่การถูกทำร้ายร่างกายจากพ่อเลี้ยงที่บ้าน ไปจนถึงการถูกรังแกในโรงเรียน ยอนกยูมีเพียงความฝันเล็ก ๆ ที่อยากจะหนีไปจากนรกแห่งนี้พร้อมกับแม่
เมื่อเขาถูกต้อนจนหลังชนฝา เขาตัดสินใจเข้าขอความช่วยเหลือจาก ชีกอน (ซงจุงกิ) หัวหน้าแก๊งอาชญากรรมระดับกลางที่ดูเย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน การพบกันของสองตัวละครนี้คือ จุดเริ่มต้นของการทำลายล้าง ที่ไม่อาจย้อนกลับ
สิ่งที่ทำให้เนื้อเรื่องของ Hopeless โดดเด่นคือ ความโหดร้ายที่สมจริง หนังไม่ได้ให้ความหวังกับตัวละครตามชื่อเรื่อง แต่ฉายให้เห็นว่า ทุกการตัดสินใจนำไปสู่ความเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
- ธีมการสืบทอดบาดแผล: ความสัมพันธ์ระหว่างยอนกยูกับชีกอนมีความเป็น อาจารย์-ศิษย์ ในโลกใต้ดิน แต่ขณะเดียวกันก็เป็น การสะท้อนตัวตนในอดีต ของชีกอนเอง ชีกอนที่เติบโตมาจากความรุนแรงในครอบครัวเช่นกัน ได้เห็นภาพตัวเองในตัวยอนกยู และความพยายามที่จะช่วย (หรืออย่างน้อยก็ปกป้อง) ยอนกยู กลายเป็น โศกนาฏกรรม ที่แสดงให้เห็นว่า การจะหลุดพ้นจากวงจรแห่งความรุนแรงนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
- การตีแผ่สังคมที่ไร้ทางออก: หนังไม่ได้เน้นไปที่ความยิ่งใหญ่ของแก๊งค์อาชญากรรม แต่เน้นไปที่ ธุรกิจสีเทา ในระดับท้องถิ่นที่ทุกคนต้องพึ่งพาและทำร้ายกันเพื่อความอยู่รอด ทุกคนในเมืองนี้ถูกจำกัดด้วยความยากจนและขาดโอกาส ทำให้ความรุนแรงกลายเป็น ภาษาเดียว ที่ใช้ในการสื่อสารและการแก้ไขปัญหา
- ความรุนแรงที่ไม่งดงาม: ฉากความรุนแรงในเรื่องมีความ กราฟิกและดิบเถื่อนสูง แต่หนังไม่พยายามทำให้มันดูเท่หรือน่าชื่นชม แต่เน้นไปที่ ผลที่ตามมา ของความเจ็บปวดและการทำลายล้างที่เกิดขึ้นกับจิตวิญญาณของตัวละครแต่ละตัว จังหวะการเล่าเรื่องนั้น เชื่องช้า แต่น่าติดตาม อย่างยิ่ง มันเป็นการค่อย ๆ ดึงผู้ชมให้ดำดิ่งลงไปสู่ความสิ้นหวังของตัวละคร จนในท้ายที่สุด เราก็รู้สึกว่าความตายอาจจะเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่สำหรับพวกเขา
ภาพ: บรรยากาศหม่นหมองของ “ฟิล์มนัวร์ยุคใหม่”
งานภาพของ Hopeless คือ องค์ประกอบสำคัญ ที่สร้างบรรยากาศแห่งความสิ้นหวังได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผู้กำกับภาพ (Lee Jae-woo) ร่วมกับทีมงานออกแบบงานสร้าง ได้สร้างโลกที่รู้สึก สกปรก มืดมิด และอับชื้น
- โทนสี: หนังใช้ โทนสีเข้มและมืดหม่น เป็นหลัก โดยเฉพาะสีน้ำตาลเข้ม สีเทา และการใช้ แสงนีออนสีส้ม/เหลือง (Sodium-lit) ในฉากกลางคืนตามท้องถนนและซอยแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันและสิ่งสกปรก โทนสีนี้ช่วยตอกย้ำ ความเป็นนีโอนัวร์ และสะท้อนให้เห็นถึง ความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม ของเมือง
- การจัดองค์ประกอบภาพ: มุมกล้องมักจะเน้นไปที่ พื้นที่จำกัดและแออัด ไม่ว่าจะเป็นในห้องเช่าแคบ ๆ ที่เต็มไปด้วยจานชามที่ไม่ล้าง หรือถนนแคบ ๆ ที่ให้ความรู้สึกว่าตัวละครถูก จองจำและไม่มีทางหนี มุมกล้องบางมุมทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนเป็น ผู้บุกรุก ที่กำลังแอบดูชีวิตอันแสนรันทดของยอนกยู
- ความไม่หวือหวาแต่เฉียบขาด: งานโปรดักชันดีไซน์ของหนังไม่ได้เน้นความหรูหรา แต่เน้น ความสมจริงของความยากจน ตั้งแต่เสื้อผ้าที่ดูเก่าและสกปรก ไปจนถึงร่องรอยบาดแผลที่ดูเป็นธรรมชาติบนใบหน้าและร่างกายของตัวละคร ภาพที่ปรากฏออกมาจึงดู ดิบเถื่อนและไม่ปรุงแต่ง ซึ่งช่วยเสริมความหนักแน่นของเนื้อหาได้เป็นอย่างดี งานภาพของ Hopeless ไม่ได้สวยงามแบบหนังบล็อกบัสเตอร์ แต่เป็นความงามที่เกิดจาก ความสมจริงและความตั้งใจ ที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความเย็นชาและไร้ซึ่งความหวังของสภาพแวดล้อมที่ตัวละครอาศัยอยู่

การแสดง: บทบาทที่พลิกโฉมและพลังของนักแสดงหน้าใหม่
Hopeless คือเวทีที่รวมเอาการแสดงที่ ทรงพลังและน่าประทับใจ ไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของซงจุงกิ และการแจ้งเกิดของนักแสดงหน้าใหม่
- ซงจุงกิ (Song Joong-ki) ในบท ชีกอน: นี่คือการพลิกบทบาทที่ น่าจับตาที่สุด ในอาชีพของซงจุงกิ เขาละทิ้งภาพลักษณ์พระเอกหน้าหวานมาเป็น หัวหน้าแก๊งค์มาดดิบ ที่เต็มไปด้วยบาดแผลภายใน ชีกอนเป็นคนที่มี ความอ่อนโยน ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งกระด้างและโหดเหี้ยม ซงจุงกิถ่ายทอดความขัดแย้งภายในนี้ผ่าน สีหน้าและแววตาที่ว่างเปล่า แต่แฝงด้วยความเจ็บปวดได้อย่างยอดเยี่ยม งานสายตาของเขาในฉากสำคัญ ๆ ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึง ชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ได้อย่างลึกซึ้ง