รีวิวหนัง Inferno (2016) โลกันตนรก ในบรรยากาศของภาพยนตร์กระแสหลักที่โหยหา “ความบันเทิงเชิงปัญญา” (Intellectual Entertainment) แฟรนไชส์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ แดน บราวน์ (Dan Brown) เคยเป็นดั่งประภาคารที่ส่องสว่าง “Inferno” (2016) หรือ “โลกันตนรก” ถือเป็นการกลับมาครั้งที่สามของทีมผู้สร้างชุดเดิม—ผู้กำกับ รอน ฮาวเวิร์ด และนักแสดงนำผู้เป็นสัญลักษณ์อย่าง ทอม แฮงส์—ซึ่งแบกรับความคาดหวังในการถอดรหัสปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ท่ามกลางฉากหลังอันงดงามของประวัติศาสตร์ศิลป์ยุโรป
“Inferno” ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ล้มเหลวในแง่ของ “งานสร้าง” (Production) มันคือผลงานที่ตระการตา, ถ่ายทำในสถานที่จริงที่น่าทึ่ง และดำเนินเรื่องด้วยจังหวะที่ “บ้าคลั่ง” (Frantic) อย่างไม่หยุดหายใจ แต่น่าเสียดายที่มันคือ “ความบ้าคลั่ง” ที่กลบเกลื่อน “ความว่างเปล่า” (Hollowness) ที่อยู่ภายใน
นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่าด้วย “การลดน้อยถอยลงของผลตอบแทน” (Diminishing Returns) มันคือภาพยนตร์ที่ “สับสน” (Convoluted) จนไร้ซึ่งความซับซ้อน (Complexity) และ “เร่งรีบ” (Rushed) จนปราศจากความตึงเครียด (Tension) “Inferno” ได้ลดทอนมหากาพย์ “นรก” ของดันเต อาลีกีเอรี ให้เหลือเพียง “ฉากหลัง” (Backdrop) ของการวิ่งไล่จับที่น่าเหนื่อยหน่าย และได้ตั้งคำถามที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับ “การมีประชากรล้นโลก” (Overpopulation) เพียงเพื่อจะปัดมันทิ้งไปอย่างไม่ใยดี! บทวิจารณ์ฉบับนี้จะทำการวิเคราะห์องค์ประกอบหลักสามประการ—โครงสร้างการเล่าเรื่อง, สุนทรียศาสตร์ทางภาพ และการแสดง—เพื่อสำรวจว่าเหตุใด “Inferno” แม้จะเปี่ยมไปด้วยศักยภาพเชิงสัญลักษณ์ กลับกลายเป็นเพียงเงาจางๆ ของอดีตที่เคยรุ่งโรจน์ และเป็นบทพิสูจน์ถึงความเหนื่อยล้าของสูตรสำเร็จที่เคยปฏิวัติวงการ

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยายของ แดน บราวน์ คือการรักษาสมดุลระหว่าง “ปริศนา” (Puzzle) “ประวัติศาสตร์” (History) และ “การไล่ล่า” (Chase) ในขณะที่สองภาคแรก (โดยเฉพาะ The Da Vinci Code) สร้างสมดุลนี้ได้อย่างตึงเครียด “Inferno” กลับเลือกที่จะ “ทำลาย” สมดุลนั้นด้วยการเลือกใช้เครื่องมือที่อันตรายที่สุด: ภาวะความจำเสื่อม (Amnesia)
1. ภาวะความจำเสื่อม: อาวุธที่ทำลายตัวเอก
จุดเด่นของ โรเบิร์ต แลงดอน คือ “อาวุธ” ที่ทรงพลังที่สุดของเขา: “สมอง” (His Mind) เขาคือศาสตราจารย์ด้านสัญลักษณ์วิทยาที่ความรู้และความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลคือพลังวิเศษของเขา
“Inferno” ตัดสินใจที่จะ “ริบ” อาวุธนี้ไปตั้งแต่ห้านาทีแรก การที่แลงดอนต้องสูญเสียความทรงจำ ทำให้เขาเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ล่า” (Predator) ทางปัญญา กลายเป็น “ผู้ถูกล่า” (Prey) ที่สับสนและเปราะบาง นี่คือการตัดสินใจที่ “ทำลาย” แก่นของตัวละครอย่างสิ้นเชิง
แทนที่เราจะได้เห็นแลงดอน “ไขปริศนา” อย่างชาญฉลาด เรากลับได้เห็นแลงดอน “พยายามนึก” ว่าเกิดอะไรขึ้น บทภาพยนตร์จึงเต็มไปด้วย “การป้อนข้อมูล” (Exposition) ที่น่าอึดอัด ซึ่งมาจากตัวละครอื่นๆ (โดยเฉพาะ ดร. เซียนนา บรูคส์) ที่ต้องคอย “บอก” แลงดอน (และผู้ชม) ว่าเกิดอะไรขึ้น นี่คือการลดทอนความสามารถของตัวละครเอกให้เหลือเพียง “พาหนะ” (Vehicle) ที่ถูกลากจูงไปตามเรื่อง โดยปราศจาก “เจตจำนง” (Agency) ของตนเอง
2. การลดทอน “ดันเต” สู่ “แผนที่ขุมทรัพย์”
หัวใจของ “Inferno” ควรจะเป็นมหากาพย์ “The Divine Comedy” ของดันเต ซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานที่ลึกซึ้งที่สุดของวรรณกรรมตะวันตก มันคือการเดินทางเชิงอภิปรัชญาผ่านนรก, แดนชำระ และสวรรค์! แต่น่าเสียดายที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ “ลดทอน” (Reduce) มหากาพย์ที่ซับซ้อนนี้ ให้เหลือเพียง “อุปกรณ์ประกอบฉาก” (Prop) หรือ “แผนที่ขุมทรัพย์” (Treasure Map) “นรก” ของดันเตไม่ได้ถูกใช้ในเชิง “ธีม” (Thematic) เพื่อสำรวจความผิดบาปของมนุษย์ หรือการไถ่ถอนทางจิตวิญญาณ แต่มันถูกใช้ในเชิง “สัญญะ” (Literal) เพื่อเป็น “กุญแจ” ไขรหัสไปสู่สถานที่ต่อไป! ความลึกซึ้งทางปรัชญาถูกแทนที่ด้วย “ปริศนาอักษรไขว้” (Crossword Puzzle) ที่ผิวเผิน การเชื่อมโยงต่างๆ ดูเหมือนถูก “ยัดเยียด” เข้ามา มากกว่าที่จะถูก “ค้นพบ” อย่างเป็นธรรมชาติ
3. การทรยศต่อธีม “การมีประชากรล้นโลก”
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของโครงสร้างการเล่าเรื่องนี้ คือการ “ทรยศ” ต่อธีมหลักของตนเอง “เบอร์แทรนด์ โซบริสต์” (เบน ฟอสเตอร์) ถูกวางตัวให้เป็น “วายร้าย” (Villain) แต่ “แรงจูงใจ” (Motivation) ของเขานั้น กลับเป็นประเด็นที่น่าสนใจและน่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลกยุคใหม่: “การมีประชากรล้นโลก” (Overpopulation)! เขาคือผู้ก่อการร้ายชีวภาพที่มองว่ามนุษยชาติคือ “มะเร็ง” ที่กำลังทำลายโลก และการ “คัดสรร” (Cull) ประชากรคือ “การรักษา” (The Cure) นี่คือประเด็นทางจริยธรรมที่ซับซ้อนและไม่มีคำตอบที่ง่ายดาย
แต่แทนที่ “Inferno” จะ “กล้า” (Dare) ที่จะสำรวจความขัดแย้งทางศีลธรรมนี้อย่างจริงจัง ภาพยนตร์กลับเลือกทางที่ “ง่าย” ที่สุด: มันตัดสินว่าโซบริสต์เป็นเพียง “คนบ้า” (Madman) และเปลี่ยนพล็อตจาก “วิกฤตการณ์ทางอุดมการณ์” (Ideological Crisis) ให้กลายเป็น “การไล่ล่าเชื้อโรค” (Chasing the MacGuffin) ที่แสนธรรมดา! บทภาพยนตร์จึงเต็มไปด้วย “การหักมุม” (Plot Twists) ที่ไร้เหตุผล, การทรยศที่คาดเดาได้ และการตัดสินใจของตัวละครที่ขัดแย้งกับตรรกะ เพียงเพื่อจะขับเคลื่อน “การไล่ล่า” ให้ดำเนินต่อไป โครงสร้างของ “Inferno” จึงเปรียบดังเขาวงกตที่สร้างขึ้นอย่างประณีต แต่กลับไม่มี “ศูนย์กลาง” (Center) หรือ “ความหมาย” (Meaning) ใดๆ รออยู่ที่ปลายทาง

หากโครงสร้างการเล่าเรื่องคือความล้มเหลว “งานภาพ” (Cinematography) โดย ซัลวาตอเร โตติโน และการกำกับของ รอน ฮาวเวิร์ด คือ “ความสำเร็จ” ที่ขัดแย้งในตัวเอง
1. “โปสการ์ด” จากยุโรป (The European Postcard):
จุดแข็งที่ปฏิเสธไม่ได้ของแฟรนไชส์นี้ คือ “การท่องเที่ยว” (Travelogue) “Inferno” คือภาพยนตร์ที่ “งดงาม” อย่างปฏิเสธไม่ได้
2. สุนทรียศาสตร์แห่ง “นรก” (The “Inferno” Aesthetic):
ความพยายามที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ทางภาพในภาคนี้ คือ “ภาพนิมิต” (Hallucinations) ของแลงดอนที่เกิดจากอาการบาดเจ็บ นิมิตเหล่านี้คือการตีความ “นรก” ของดันเตในแบบสมัยใหม่
3. การตัดต่อที่บ้าคลั่ง (The Frantic Editing):
ในความพยายามที่จะถ่ายทอด “ความสับสน” (Disorientation) ของแลงดอน รอน ฮาวเวิร์ด และทีมตัดต่อ เลือกใช้ “การตัดต่อที่รวดเร็ว” (Hyper-kinetic Editing)
“Inferno” จึงเป็นภาพยนตร์ที่ “สวยงาม” เมื่อมันหยุดนิ่ง แต่กลับ “น่าเวียนหัว” (Nauseating) เมื่อมันเคลื่อนไหว

“Inferno” ระดมทีมนักแสดงนานาชาติที่มีความสามารถอย่างสูง ซึ่งทำให้การที่ภาพยนตร์ล้มเหลวในการใช้ประโยชน์จากพวกเขานั้น น่าเจ็บปวดยิ่งขึ้น
1. ทอม แฮงส์ (Tom Hanks) ในบท โรเบิร์ต แลงดอน:
ทอม แฮงส์ คือ “สมบัติของชาติ” (National Treasure) เขาสามารถมอบ “ความน่าเชื่อถือ” (Believability) และ “บารมี” (Gravitas) ให้กับทุกบทบาทที่เขาสัมผัส
2. เฟลิซิตี้ โจนส์ (Felicity Jones) ในบท ดร. เซียนนา บรูคส์:
โจนส์ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นสุดขีดในอาชีพการงานของเธอ รับบทบาทที่ดูเหมือน “ถูกออกแบบมา” สำหรับสูตรสำเร็จ
3. เออร์ฟาน ข่าน (Irrfan Khan) ในบท แฮร์รี “เดอะ โพรโวสต์” ซิมส์:
นี่คือ “แสงสว่าง” (The Beacon) เพียงหนึ่งเดียวของภาพยนตร์เรื่องนี้ เออร์ฟาน ข่าน คือนักแสดงเพียงคนเดียวที่ “เข้าใจ” ว่าเขากำลังเล่นอยู่ในภาพยนตร์แบบใด
4. เบน ฟอสเตอร์ (Ben Foster) และนักแสดงสมทบ:
เบน ฟอสเตอร์ ในบท โซบริสต์ คือ “วายร้าย Ted Talk” ที่ทรงพลัง แต่ปรากฏตัวน้อยเกินไป (ส่วนใหญ่อยู่ในวิดีโอ) และถูกกำจัดเร็วเกินไป ส่วน โอมาร์ ซี (Omar Sy) และ ซิดเซ่ บาเบ็ตต์ คนูดเซน (Sidse Babett Knudsen) คือนักแสดงยุโรปชั้นครูที่ถูก “ใช้แล้วทิ้ง” (Wasted) ในบทบาทที่แบนราบและไร้มิติ
“Inferno” (2016) ไม่ใช่ “นรก” ในความหมายที่ดันเตจินตนาการไว้ มันคือ “แดนชำระ” (Purgatory) แห่งความธรรมดาและความซ้ำซาก มันคือภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นอย่าง “มืออาชีพ” (Professional) แต่ “ปราศจากแรงบันดาลใจ” (Uninspired)! ด้วยโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ทำลายตัวเอกของตัวเอง, การทรยศต่อธีมที่ลึกซึ้ง, สุนทรียศาสตร์ทางภาพที่ “สวยงาม” แต่ “โกลาหล” และการแสดงที่ “เหนื่อยล้า” จากทีมนักแสดงระดับโลก! “Inferno” คือบทพิสูจน์ว่า แม้จะมีส่วนผสมที่ดีที่สุด—ประวัติศาสตร์, ศิลปะ, สถานที่งดงาม และดาราแม่เหล็ก—หาก “สูตรสำเร็จ” (Formula) นั้นถูกใช้จน “หมดอายุ” (Expired) ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ใช่ “มหากาพย์” แต่เป็นเพียง “การวิ่ง” ที่เหนื่อยเปล่า และท้ายที่สุด… ก็น่าลืมเลือน รับชมหนัง Inferno (2016) โลกันตนรก ได้ที่ movie24hd