รีวิวหนัง Jack Reacher (2012) แจ็ค รีชเชอร์ ยอดคนสืบระห่ำ ในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์สมัยใหม่ มีปรากฏการณ์เพียงไม่กี่ครั้งที่สามารถสั่นสะเทือนรากฐานและเปลี่ยนแปลง “กระบวนทัศน์” (Paradigm) ของการสร้างภาพยนตร์กระแสหลักได้อย่างถอนรากถอนโคน “The Avengers” (2012) หรือ “ดิ อเวนเจอร์ส” ผลงานการกำกับและเขียนบทโดย จอสส์ วีดอน (Joss Whedon) คือหนึ่งในปรากฏการณ์นั้น นี่ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ภาคต่อ แต่คือ “บทสรุป” (Culmination) อันทะเยอทะยานของโครงการภาพยนตร์ที่ใช้เวลาฟูมฟักนานหลายปี, คือการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของ Marvel Studios ที่นำเอาทรัพย์สินทางปัญญาที่แตกต่างกันสุดขั้วมาหลอมรวมกัน
“The Avengers” ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้ แต่คือ “บทพิสูจน์” (Testament) ว่าแนวคิด “จักรวาลภาพยนตร์ร่วม” (Shared Cinematic Universe) สามารถเกิดขึ้นได้จริงและทรงพลัง มันได้สร้างพิมพ์เขียวที่สตูดิโออื่นๆ ทั่วฮอลลีวูดพยายามลอกเลียนแบบตลอดทศวรรษต่อมา! บทวิจารณ์ฉบับนี้จะละเว้นการสรุปย่อเหตุการณ์เชิงพรรณนา แต่จะมุ่งเน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบหลักสามประการที่ทำให้ “The Avengers” เป็นมากกว่าการรวมตัวของซูเปอร์สตาร์: โครงสร้างการเล่าเรื่องที่ท้าทายขนบ, สถาปัตยกรรมทางภาพและเสียงที่ยิ่งใหญ่ และพลวัตการแสดงของเหล่าตัวละครที่เปี่ยมไปด้วย “อัตตา”
ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ “The Avengers” ไม่ใช่การสร้างภัยคุกคามจากนอกโลกที่น่าสะพรึงกลัว แต่คือการหา “เหตุผล” ที่สมน้ำสมเนื้อให้เหล่าตัวละครเอกผู้เป็นดั่ง “ดาวฤกษ์” ที่มีวงโคจรของตัวเอง (ไอรอนแมน, กัปตันอเมริกา, ธอร์, ฮัลค์) ต้องมารวมตัวกัน โดยไม่ทำลายตัวตนที่แฟนๆ รักและผูกพันจากภาพยนตร์เดี่ยวของพวกเขา! บทภาพยนตร์ของ จอสส์ วีดอน คือความอัจฉริยะในการ “เข้าใจ” จุดนี้ เขาทราบดีว่า “ภัยคุกคาม” ที่แท้จริงในองก์ที่หนึ่งและสอง ไม่ใช่ โลกิ หรือกองทัพชิทอรี แต่คือ “ความขัดแย้งภายใน” (Internal Conflict) ของทีมที่ยังไม่ได้ก่อตั้งนี้เอง! การใช้ “โลกิ” ในฐานะตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงจิตวิทยา! โลกิ (ทอม ฮิดเดิลสตัน) ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ถูกยกระดับจากการเป็นเพียง “วายร้าย” (Villain) ไปสู่การเป็น “ผู้ก่อกวน” (Agent of Chaos) ที่สมบูรณ์แบบ อาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของเขาไม่ใช่คทา แต่คือ “วาจา” ที่เฉียบคม เขารู้จักจุดอ่อนของมนุษย์ และรู้ว่าการทำลายล้างที่ได้ผลที่สุดคือการทำลายจากภายใน

บทภาพยนตร์ใช้โลกิเป็นเครื่องมือในการ “ปลดปล่อย” ความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ระหว่างเหล่าฮีโร่:
“ฮัลค์” ในฐานะระเบิดเวลา และ “โคลสัน” ในฐานะกาวใจ! โครงสร้างการเล่าเรื่องยังชาญฉลาดในการใช้ บรูซ แบนเนอร์ (มาร์ค รัฟฟาโล) หรือ ฮัลค์ เป็น “ระเบิดเวลา” (Ticking Time Bomb) ที่เดินได้ ความตึงเครียดบนยานเฮลิแคร์เรียร์ไม่ได้มาจากภัยคกคามภายนอกเท่านั้น แต่มาจากความกลัวว่า “พันธมิตร” ของตนเองจะระเบิดออกเมื่อใดก็ได้! และเมื่อความขัดแย้งถึงจุดแตกหัก บทภาพยนตร์ได้ใช้ “การเสียสละ” ของ เอเจนต์ ฟิล โคลสัน เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยาทางอารมณ์” (Emotional Catalyst) ที่ทรงพลังที่สุด มันคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ “การต่อสู้เพื่ออัตตา” กลายเป็นการ “ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์” การตายของโคลสัน (ในขณะนั้น) คือสิ่งที่ นิค ฟิวรี่ ต้องการ เพื่อมอบ “เหตุผล” ให้เหล่าฮีโร่ที่แตกแยกได้กลับมารวมกัน! ดังนั้น “เนื้อเรื่อง” ของ “The Avengers” จึงไม่ใช่การที่ฮีโร่มารวมตัวกันเพื่อสู้ศัตรู แต่คือการที่ “มนุษย์” ผู้มีอัตตาสูงส่งเหล่านี้ ต้องเรียนรู้ที่จะ “ก้าวข้าม” ความเป็นปัจเจกของตน เพื่อกลายเป็น “ทีม”
ในยุคที่ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์มักจมอยู่กับ “ความโกลาหลที่อ่านไม่ออก” (Incoherent Chaos) ของ CGI, “The Avengers” โดดเด่นขึ้นมาในฐานะ “Masterclass” ของการกำกับฉากแอ็คชั่นสเกลใหญ่! จอสส์ วีดอน ผู้มีพื้นฐานมาจากการเขียนและการกำกับโทรทัศน์ นำ “ความชัดเจน” (Clarity) มาสู่สมรภูมิที่ใหญ่ที่สุด เขาเข้าใจว่าสเกลที่ใหญ่โตจะไร้ความหมาย หากผู้ชม “ไม่รู้” ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือ “ไม่ผูกพัน” กับตัวละครที่กำลังต่อสู้
การออกแบบสมรภูมิ: จาก “Pressure Cooker” สู่ “สมรภูมิเปิด”
วีดอนแบ่งสุนทรียศาสตร์ทางภาพออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน:
“ความชัดเจนทางภูมิศาสตร์” (Geographical Clarity) ในสมรภูมินิวยอร์ก
นี่คือความสำเร็จสูงสุดของ “The Avengers” วีดอนและผู้กำกับภาพ ซีมัส แมคการ์วีย์ สร้าง “กฎ” ของสมรภูมิให้ผู้ชมเข้าใจ:
การที่ผู้ชม “รู้” ว่าใครทำอะไร และ “ที่ไหน” ทำให้ทุกการกระทำมีความหมาย เราไม่ได้ดูแค่ CGI ชนกัน แต่เรากำลังดู “ทีม” ทำงานประสานกันเป็นครั้งแรก! ช็อต 360 องศา: การประกาศชัยชนะเชิงสัญลักษณ์! ช็อต “Long Take” แบบ 360 องศา ที่กล้องแพนไปรอบวงของเหล่าอเวนเจอร์สที่ยืนรวมกันเป็นวงกลมท่ามกลางซากปรักหักพัง ไม่ใช่แค่ “ช็อตเท่ๆ” มันคือ “บทสรุป” ของภาพยนตร์ทั้งเรื่องที่ถูกเล่าในภาพเดียว มันคือการประกาศว่า “การรวมตัว” ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเองอีกต่อไป แต่ต่อสู้ “ในฐานะทีม”

การนำนักแสดงระดับ A-List ที่เป็น “หน้าตา” ของแฟรนไชส์ของตัวเองมารวมกัน คือความเสี่ยงที่อาจเกิด “การขโมยซีน” (Scene-Stealing) หรือ “การไม่เข้ากัน” (Lack of Chemistry) แต่ “The Avengers” กลับกลายเป็นภาพยนตร์ที่ “การแสดง” คือหนึ่งในจุดที่แข็งแกร่งที่สุด
คู่ปรับที่สมบูรณ์แบบ: โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ vs. คริส อีแวนส์
ผู้ที่ถูก “ค้นพบ” ใหม่: มาร์ค รัฟฟาโล และ สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน
วายร้ายผู้สมบูรณ์แบบ: ทอม ฮิดเดิลสตัน (โลกิ)! หากไม่มี “วายร้าย” ที่มีเสน่ห์พอ “ฮีโร่” ก็จะดูจืดชืด ทอม ฮิดเดิลสตัน คือ “วายร้าย” ที่สมบูรณ์แบบสำหรับ “The Avengers” เขาไม่ใช่จอมพลัง แต่คือ “นักแสดงละคร” (Performer) ผู้เปี่ยมเสน่ห์ การแสดงของเขาผสมผสานความเกรี้ยวกราดแบบเช็คสเปียร์, ความเจ้าเล่ห์, และ “ความเจ็บปวด” จากการเป็น “เบี้ยล่าง” โลกิคือ “กาว” ที่ยึดฮีโร่ไว้ด้วยกัน เพราะเขาคือ “ศัตรูร่วม” ที่ทั้งแข็งแกร่งและน่าดูถูกในเวลาเดียวกัน (โดยเฉพาะในฉากที่สู้กับฮัลค์)

“The Avengers” (2012) ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ไร้ที่ติ แต่คือภาพยนตร์ที่ “สมบูรณ์แบบ” ในสิ่งที่มันตั้งใจจะเป็น มันคือ “การทดลอง” ที่ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จ แต่ยังได้ “จารึก” พิมพ์เขียวใหม่ให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์! ด้วยการเล่าเรื่องที่ชาญฉลาดซึ่งมุ่งเน้นไปที่ “ความขัดแย้งภายใน” มากกว่า “ภัยคุกคามภายนอก”, การกำกับฉากแอ็คชั่นสเกลใหญ่ที่ “ชัดเจน” และ “มีความหมาย” ทางอารมณ์, และการหลอมรวมการแสดงของเหล่าซูเปอร์สตาร์ให้กลายเป็น “วงดนตรี” ที่ลงตัว! “The Avengers” จึงเป็นมากกว่าภาพยนตร์ มันคือ “เหตุการณ์” (Event) คือ “จุดเปลี่ยน” (Turning Point) และคือการพิสูจน์ว่า หากทำด้วยความเข้าใจและความเคารพในตัวละคร ต่อให้เป็นเรื่องราวที่เหนือจินตนาการที่สุด ก็สามารถสร้าง “หัวใจ” ที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่รักของผู้ชมทั่วโลกได้ รับชมหนัง Jack Reacher (2012) แจ็ค รีชเชอร์ ยอดคนสืบระห่ำ ได้ที่ movie24hd