รีวิวหนัง Kill em All 2 (2024) ฆ่าให้เหี้ยน 2 ในภูมิทัศน์อันกว้างใหญ่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ มีแขนงย่อยหนึ่งที่เปรียบเสมือน “แดนสนธยา” (Twilight Zone) ที่ซึ่ง “ชื่อเสียง” (Fame) และ “ความคิดถึง” (Nostalgia) ถูกนำมาแปรสภาพเป็น “ผลิตภัณฑ์” (Product) ที่ผลิตซ้ำอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นั่นคือตลาด “Direct-to-Video” (DTV) หรือ “วิดีโอออนดีมานด์” (VOD) มันคือสุสานที่ “แอ็คชั่นสตาร์” (Action Stars) จากยุค 80s และ 90s เดินทางมาเพื่อ “คงอยู่” (Exist) มากกว่าที่จะ “สร้างสรรค์” (Create)! “Kill ’em All 2” (2024) หรือในชื่อไทย “ฆ่าให้เหี้ยน 2” คือ “อนุสาวรีย์” ที่สมบูรณ์แบบของปรากฏการณ์นี้ มันคือการกลับมาของตำนานอย่าง ฌอง-โกลด แวน แดมม์ (Jean-Claude Van Damme) ในภาคต่อของภาพยนตร์ปี 2017 ที่แทบไม่มีผู้ใดจดจำได้ การมีอยู่ของ “Kill ’em All 2” ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ “ความจำเป็น” (Necessity) ทางศิลปะ หรือ “เสียงเรียกร้อง” (Demand) จากผู้ชม แต่มันเกิดขึ้นเพราะ “ความเป็นไปได้” (Possibility) ของอัลกอริทึมในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “หนังที่แย่” (A Bad Film) แต่มันคือ “กรณีศึกษา” (A Case Study) ที่น่าเศร้าและน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน ว่าด้วยการล่มสลายของ “ขนบ” (Genre), การเสื่อมค่าของ “ดารา” (Stardom) และ “สุนทรียศาสตร์” (Aesthetics) ที่ติดกับดักอยู่ในอดีตอย่างถอนตัวไม่ขึ้น! บทวิจารณ์ฉบับนี้ จะทำการผ่าตัดและประเมินคุณค่า (หรือการขาดหายไปซึ่งคุณค่า) ของ “Kill ’em All 2” ในสามองค์ประกอบหลัก เพื่อสืบเสาะว่าภายใต้ชื่อของตำนานที่ขายได้ มันซ่อนไว้ซึ่งความว่างเปล่าทางศิลปะที่ลึกซึ้งเพียงใด

หากภาพยนตร์แอ็คชั่นคลาสสิกในยุค 90s คือ “ซิมโฟนี” (Symphony) แห่งความรุนแรงที่ถูกประพันธ์ขึ้นอย่างมีจังหวะจะโคน “Kill ’em All 2” ก็คือ “เสียงรบกวน” (Static Noise) ที่เกิดจากการนำ “โน้ต” (Notes) ที่คุ้นเคยมาเล่นซ้ำๆ จนไร้ซึ่งจิตวิญญาณ
สถาปัตยกรรมแห่ง “ข้ออ้าง” (The Architecture of Excuse)
บทภาพยนตร์ของ “Kill ’em All 2” (ซึ่งกำกับโดย วาเลรี มิเลฟ – Valeri Milev) ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อ “เล่าเรื่อง” (To Tell a Story) มันถูกเขียนขึ้นเพื่อ “เป็นข้ออ้าง” (To Justify) ให้เกิด “ฉาก” (Scenes) ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
“โครงเรื่อง” (The “Plot”) ว่าด้วยการล้างแค้น (Vengeance) ที่ซึ่งตัวร้ายคนใหม่ (น้องชายของตัวร้ายภาคแรก) ออกตามล่า ฟิลิป (แวน แดมม์) และ วาเนสซ่า (แจ็คเกอลีน เฟอร์นานเดซ) ผู้เป็นลูกสาว—นี่ไม่ใช่ “โครงเรื่อง” แต่คือ “แม่แบบ” (Template) ที่ถูกใช้งานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในตลาด DTV! บทภาพยนตร์ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการสร้าง “เดิมพัน” (Stakes) ที่แท้จริง เราไม่ “รู้สึก” ถึงอันตราย, ไม่ “ผูกพัน” (Invested) กับชะตากรรมของตัวละคร และไม่ “เชื่อ” (Believe) ในแรงจูงใจใดๆ ทั้งสิ้น
ธีมที่ตายด้าน: “พ่อ-ลูก” และ “การไถ่ถอน” (The Dead Themes: “Father-Daughter” and “Redemption”)
ภาพยนตร์พยายามอย่างยิ่งที่จะ “สอดแทรก” (Inject) “หัวใจ” (Heart) เข้าไปในเรื่องราวผ่านความสัมพันธ์แบบ “พ่อ-ลูกสาว” (Father-Daughter Dynamic) ระหว่าง ฟิลิป และ วาเนสซ่า นี่คือความพยายามที่จะเลียนแบบความสำเร็จของภาพยนตร์อย่าง Taken หรือ Logan! แต่มันคือ “ความพยายามที่ล้มเหลว” (A Failed Attempt)! “ความสัมพันธ์” นี้ไม่ได้ถูก “สำรวจ” (Explored) ผ่านการกระทำหรือบทสนทนาที่ลึกซึ้ง แต่ถูก “บอกเล่า” (Told) ผ่าน “บทบรรยายสถานการณ์” (Exposition) ที่แข็งทื่อ ความพยายามในการสร้าง “ดราม่า” (Drama) ระหว่างพ่อผู้ห่างเหินกับลูกสาวที่โหยหา จึงกลายเป็นเรื่อง “น่าอึดอัดใจ” (Awkward) และ “ไม่จริงใจ” (Insincere) มันคือ “ไขมันส่วนเกิน” (Excess Fat) ที่ถ่วงรั้งจังหวะของสิ่งที่ควรจะเป็น “แอ็คชั่น” ที่ไร้สมอง! ธีม “การไถ่ถอน” (Redemption) ของ ฟิลิป ซึ่งเป็นแกนหลักของภาคแรก ก็ถูกละลายไปจนหมดสิ้น เขาไม่ได้กำลังต่อสู้เพื่อไถ่ถอนอีกต่อไป เขาแค่กำลัง “เอาชีวิตรอด” (Surviving) ในภาพยนตร์ภาคต่อที่ไม่มีใครต้องการ
“บทสนทนา” (Dialogue) ในฐานะ “เสียงประกอบ” (Background Noise)
บทสนทนาใน “Kill ’em All 2” คือ “ความทรมาน” (Torture)! ที่แท้จริง มันคือ “การประกอบสร้าง” (Construction) ของ “คำพูดเท่ๆ” (Cliches) ที่ถูกนำมาเรียงต่อกันโดยปราศจาก “ตรรกะ” (Logic) หรือ “ความเป็นมนุษย์” (Humanity)
ประโยคเหล่านี้ไม่ได้ “ขับเคลื่อน” (Drive) เนื้อเรื่อง แต่ทำหน้าที่ “เติมเต็ม” (Fill) ความเงียบระหว่างฉากแอ็คชั่นที่ไร้แรงบันดาลใจ มันคือ “ภาษา” (Language) ที่ “ตายแล้ว” (Dead) ซึ่งสะท้อนถึง “ความคิดสร้างสรรค์” (Creativity) ที่ตายแล้วของตัวบทภาพยนตร์เอง

“Kill ’em All 2” คือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของ “สุนทรียศาสตร์แบบ DTV” (Direct-to-Video Aesthetics) มันคือโลกที่ “ประสิทธิภาพ” (Efficiency) (ถ่ายทำได้เร็วแค่ไหน) สำคัญกว่า “ศิลปะ” (Artistry) (ถ่ายทำได้สวยงามแค่ไหน)
การกำกับภาพ: “ความสวยงาม” ที่ว่างเปล่า (Empty Beauty)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ (ตามที่นักวิจารณ์จาก Times of India ชี้ไว้) เต็มไปด้วย “สถานที่ถ่ายทำที่สวยงาม” (Beautiful Locations) (เช่น อิตาลี) แต่ความงามนั้น “ไร้ความหมาย” (Meaningless)
การออกแบบฉากต่อสู้: “การเคลื่อนไหว” ที่ปราศจาก “พลัง” (Movement Without Impact)
นี่คือ “ความล้มเหลว” ที่เจ็บปวดที่สุด
ฌอง-โกลด แวน แดมม์ คือ “ตำนาน” (Legend) ที่สร้างชื่อจาก “ศิลปะการต่อสู้” (Martial Arts) ที่! “งดงาม” (Beautiful) และ “ทรงพลัง” (Impactful) (เช่น ท่าเตะ “Helicopter Kick” หรือการ “ฉีกขา” (The Splits))
แต่ “Kill ’em All 2” กลับ “บ่อนทำลาย” (Sabotage) ตำนานนั้นอย่างสิ้นเชิง
มันคือการ “ทรยศ” (Betrayal) ต่อ “แก่น” (Core) ของสิ่งที่ทำให้ แวน แดมม์ เป็น แวน แดมม์

“Kill ’em All 2” คือ “ละครสัตว์” (Circus) ของการคัดเลือกนักแสดง ที่ซึ่ง “ชื่อ” (The Name) สำคัญกว่า “ความสามารถ” (The Talent)
ฌอง-โกลด แวน แดมม์ (Jean-Claude Van Damme) ในบท ฟิลิป
การเฝ้าดู แวน แดมม์ ใน “Kill ’em All 2” คือประสบการณ์ที่ “เจ็บปวด” (Painful) สำหรับแฟนๆ ของเขา มันคือการเห็น “เงา” (Shadow) ของอดีตที่ยิ่งใหญ่
แจ็คเกอลีน เฟอร์นานเดซ (Jacqueline Fernandez) ในบท วาเนสซ่า
ในฐานะ “การเปิดตัวในฮอลลีวูด” (Hollywood Debut) ของดาราสาวจากบอลลีวูด นี่คือ “หายนะ” (A Disaster)
นักแสดงสมทบชื่อดัง (The “Name” Cameos)
การกลับมาของ ปีเตอร์ สตอร์แมร์ (Peter Stormare) และ มาเรีย คอนชิตา อลอนโซ (María Conchita Alonso) คือ “กลยุทธ์ทางการตลาด” (Marketing Tactic) ที่ชัดเจนที่สุด
ทายาท (The Son): นิโคลัส แวน วาเรนเบิร์ก (Nicholas Van Varenberg)
การปรากฏตัวของ “ลูกชาย” (Van Damme’s Son) ในภาพยนตร์ของพ่อ กลายเป็น “ขนบ” (Trope) ที่น่าเศร้า! มันตอกย้ำถึง “ธุรกิจครอบครัว” (Family Business) ของวงการ DTV แต่มันไม่ได้ “เพิ่ม” (Add) คุณค่าใดๆ ให้กับภาพยนตร์ การแสดงของเขา (ในบทสมทบ) ก็จืดจางไม่ต่างจากนักแสดงคนอื่นๆ
“Kill ’em All 2” (2024) ไม่ใช่แค่ “ภาคต่อ” (Sequel) ที่ล้มเหลว! แต่มันคือ “สัญลักษณ์” (Symbol) ของ “ความตาย” (The Death) ของแนวทางหนึ่ง มันคือการ “ฆ่า” (Killing) “ความคิดถึง” (Nostalgia) ที่ผู้ชมมีต่อ “แอ็คชั่นสตาร์” ในตำนานอย่าง ฌอง-โกลด แวน แดมม์! ในด้านเนื้อเรื่อง มันคือ “สูตรสำเร็จ” (Formula) ที่ “ซีดจาง” (Faded) และ “ไร้จิตวิญญาณ” (Soulless) ในด้านภาพ มันคือ “ความฉาบฉวย” (Superficiality) ที่พยายามใช้ “โลเคชั่น” (Locations) ที่สวยงาม กลบเกลื่อน “ความน่าเบื่อ” (Boredom) ของฉากแอ็คชั่น และในด้านการแสดง มันคือ “การรวมตัว” (Reunion) ที่น่าเศร้า ของ “เงา” (Shadows) แห่งอดีตที่ยิ่งใหญ่! ภาพยนตร์เรื่องนี้ (ตามที่นักวิจารณ์จาก Times of India กล่าวไว้) คือ! “บทเรียนขั้นปรมาจารย์แห่งความไร้สาระทางภาพยนตร์” (A Masterclass in Cinematic Mediocrity) อย่างแท้จริง มันคือ “สัมภาระ” (Baggage) ที่ แวน แดมม์ ไม่ควรจะต้อง “แบก” (Carry) อีกต่อไป! มันไม่ได้ “ฆ่าให้เหี้ยน” ซึ่งตัวร้าย… แต่มัน “ฆ่าให้เหี้ยน” ซึ่ง! “เวลา” (Time) ของผู้ชม และ “มรดก” (Legacy) ของดาราที่เคยเป็นที่รัก รับชมหนัง Kill em All 2 (2024) ฆ่าให้เหี้ยน 2 ได้ที่ movie24hd