รีวิวหนัง Mad Max (1979) แมดแม็กซ์ กำเนิดตำนานจากปลายมีดหมอสู่แผ่นฟิล์ม! ก่อนที่โลกจะรู้จัก แมด แม็กซ์ ในฐานะสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมป๊อปยุคหลังโลกาวินาศ (Post-Apocalyptic) ที่เต็มไปด้วยทะเลทรายแห้งแล้งและรถยนต์ดัดแปลงหลุดโลกอย่างที่เห็นในภาคต่อๆ มา ย้อนกลับไปในปี 1979 จอร์จ มิลเลอร์ (George Miller) อดีตแพทย์ห้องฉุกเฉินชาวออสเตรเลีย ได้รังสรรค์ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาด้วยงบประมาณอันจำกัดจำเขี่ย ภายใต้ชื่อ Mad Max ภาพยนตร์เรื่องนี้มิได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแฟรนไชส์ที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นหมุดหมายสำคัญของกระแสภาพยนตร์ “Ozploitation” (ภาพยนตร์เกรดบีสัญชาติออสเตรเลีย) ที่สามารถสั่นสะเทือนวงการภาพยนตร์โลกด้วยความดิบเถื่อนและสุนทรียศาสตร์แห่งความรุนแรง! Mad Max ภาคแรกนี้ มีความแตกต่างจากภาคต่ออย่างสิ้นเชิง มันมิใช่เรื่องราวในโลกที่ล่มสลายไปแล้ว แต่เป็นบันทึกเหตุการณ์ของ “สังคมที่กำลังพังทลาย” (Collapsing Society) โลกที่กฎหมายเริ่มไร้ความหมาย และเส้นแบ่งระหว่างผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กับอาชญากรเริ่มเลือนลาง บทวิพากษ์ฉบับนี้จะทำการผ่าตัดและวิเคราะห์องค์ประกอบหลักของภาพยนตร์ ทั้งในเชิงโครงสร้างการเล่าเรื่องที่เป็นโศกนาฏกรรม, งานภาพที่บุกเบิกเทคนิคการถ่ายทำฉากไล่ล่า, และการแสดงที่แจ้งเกิด เมล กิ๊บสัน ให้กลายเป็นดาวค้างฟ้า เพื่อสืบค้นว่าเหตุใดภาพยนตร์ทุนต่ำเรื่องนี้ จึงทรงพลังพอที่จะจุดชนวนความบ้าคลั่งที่ส่งผลกระทบยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Mad Max (1979) คือการจำกัดความมันว่าเป็นหนังแอ็กชันล้างแค้น ทว่าในความเป็นจริง โครงสร้างของมันมีความใกล้เคียงกับภาพยนตร์สยองขวัญ (Horror) และโศกนาฏกรรม (Tragedy) มากกว่า
สังคมดิสโทเปียระยะเริ่มต้น (Pre-Apocalyptic Dystopia)
บทภาพยนตร์นำเสนอโลกในสภาวะ “อนาคตอันใกล้” ที่น่าขนลุก เรายังเห็นตึกรามบ้านช่อง เห็นร้านสะดวกซื้อ และเห็นป้ายบอกทาง แต่สถาบันทางสังคมกำลังผุกร่อน สำนักงานตำรวจ “Main Force Patrol” (MFP) อยู่ในสภาพทรุดโทรม เจ้าหน้าที่ตำรวจดูเหมือนแก๊งอันธพาลในเครื่องแบบมากกว่าผู้พิทักษ์กฎหมาย การนำเสนอเช่นนี้สะท้อนความวิตกกังวลของยุค 70 เกี่ยวกับวิกฤตน้ำมันและความล้มเหลวของรัฐ! เนื้อเรื่องไม่ได้พาเราไปสู่ฉากแอ็กชันในทันที แต่ค่อยๆ ฉายภาพความเสื่อมทรามของสังคมผ่านกลุ่มแก๊งมอเตอร์ไซค์ที่นำโดย “Toecutter” พวกเขาก่อกวน ปล้นฆ่า และข่มขืน โดยที่กฎหมายเอื้อมมือไปไม่ถึง นี่คือการปูพื้นฐานทางอารมณ์ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” และ “อึดอัด” ซึ่งเป็นภาวะที่ตัวละคร แม็กซ์ ร็อกคาแทนสกี้ ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน
การเดินทางสู่ความบ้าคลั่ง (The Descent into Madness)
แก่นแท้ของเรื่องไม่ใช่การปราบผู้ร้าย แต่คือการสำรวจ “จิตวิญญาณ” ของแม็กซ์ ในช่วงครึ่งแรกของเรื่อง แม็กซ์ไม่ใช่ฮีโร่สายบู๊ที่ไร้หัวใจ เขาคือชายหนุ่มผู้รักครอบครัว เป็นสามีที่อ่อนโยน และเป็นพ่อที่เห่อลูก แต่เขาก็มีความหวาดกลัวที่ลึกซึ้ง—ความกลัวที่ว่าเขากำลังสนุกกับความรุนแรง และกลัวว่าจะกลายเป็นเหมือนพวกคนเถื่อนที่เขาไล่ล่า! บทภาพยนตร์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสร้าง “ความหวัง” ให้ผู้ชมเห็นว่าแม็กซ์สามารถมีชีวิตปกติได้ เขาพยายามจะลาออก พยายามพาครอบครัวไปพักผ่อน แต่แล้วบทหนังก็ทำลายความหวังนั้นลงอย่างโหดเหี้ยม การสูญเสียครอบครัวไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นของการล้างแค้น แต่มันคือจุดจบของ “แม็กซ์ผู้เป็นมนุษย์”! ช่วงสุดท้ายของหนังที่แม็กซ์ออกไล่ล่าคนร้าย ไม่ได้ถูกนำเสนอด้วยความสะใจแบบหนังฮีโร่ แต่ถูกนำเสนอด้วยความเงียบงันและเย็นชา แม็กซ์ไม่ได้พูดจาคมคาย เขาฆ่าด้วยความไร้ความรู้สึก นี่คือโศกนาฏกรรมของการกำเนิด “Mad Max” ชายผู้เหลือเพียงเปลือกนอกที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณดิบ
งานภาพของ Mad Max คือตำราเรียนชั้นเลิศสำหรับผู้สร้างภาพยนตร์อิสระ มันคือการใช้ข้อจำกัดทางงบประมาณมาผลักดันความคิดสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เรียกว่า “Guerrilla Filmmaking” (การทำหนังแบบกองโจร)
สุนทรียศาสตร์แห่งความเร็วและเลนส์กว้าง (Speed and Wide Angles)! ผู้กำกับภาพ เดวิด เอ็กก์บี้ (David Eggby) เลือกใช้เลนส์กว้าง (Wide Lens/Anamorphic) ในการถ่ายทำฉากบนท้องถนน ซึ่งมีผลทางจิตวิทยาอย่างมาก มันทำให้ถนนดูยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด และทำให้ยานพาหนะดูพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงกว่าความเป็นจริง! การจัดวางองค์ประกอบภาพ (Composition) มักจะให้ถนนเป็นจุดนำสายตา (Leading Line) ที่พุ่งไปสู่ขอบฟ้าที่ว่างเปล่า สื่อสัญญะถึงอนาคตที่มืดมนและไร้จุดหมาย ทัศนียภาพของชนบทออสเตรเลียที่ดูแห้งแล้งแต่ยังไม่เป็นทะเลทรายเต็มตัว สร้างบรรยากาศที่แปลกแยก (Alienating) และน่ากริ่งเกรง
มุมกล้องระดับพื้นถนน (Low Angle & POV)! จอร์จ มิลเลอร์ ซึ่งเคยเห็นอุบัติเหตุทางรถยนต์มามากมายในฐานะหมอ เลือกที่จะถ่ายทอดความรุนแรงของอุบัติเหตุด้วยความสมจริงที่น่าสะพรึงกลัว กล้องมักจะถูกติดไว้ในจุดที่เสี่ยงอันตราย เช่น กันชนหน้ารถ หรือระดับล้อ เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังถูกบดขยี้ไปกับท้องถนน! การใช้มุมมองบุคคลที่หนึ่ง (POV) ผ่านกระจกหน้ารถ หรือผ่านสายตาของนักล่า (เช่น ฉากเปิดเรื่องที่มองผ่านศูนย์เล็งปืนของตำรวจ) ช่วยดึงผู้ชมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรง บังคับให้เราจ้องมองความตายโดยไม่สามารถหลบเลี่ยงได้
ความดิบของ Practical Effects! ในยุคที่ไม่มี CGI ทุกการชน การระเบิด และการสตั้นท์ คือของจริง ความดิบ (Grittiness) นี้คือเสน่ห์ที่หาไม่ได้ในหนังยุคปัจจุบัน เราเห็นรถหมุนคว้างอย่างไร้การควบคุม เราเห็นนักแสดงสตั้นท์กระเด็นไปตามแรงฟิสิกส์จริงๆ ความไม่สมบูรณ์แบบของภาพ—ฝุ่นที่เกาะเลนส์ แสงแฟลร์ที่ไม่ได้ตั้งใจ—กลับกลายเป็น Texture ที่เพิ่มความสมจริงและความขลังให้กับภาพยนตร์ มันทำให้โลกรู้สึก “จับต้องได้” และอันตรายจริง
แม้บทสนทนาในเรื่องจะมีไม่มากนัก แต่การแสดงใน Mad Max กลับมีความโดดเด่นในการสร้างคาแรคเตอร์ที่มีความ “ลึก” และมีความเป็น “ละครเวที” (Theatricality) ผสมผสานอยู่
เมล กิ๊บสัน (Mel Gibson) ในบท แม็กซ์ ร็อกคาแทนสกี้
เมล กิ๊บสัน ในวัย 23 ปี (ขณะถ่ายทำ) ยังไม่มีรัศมีดาราฮอลลีวูด แต่เขามีสิ่งที่หายากยิ่งกว่า นั่นคือ “ความเปราะบางที่แข็งกร้าว” (Vulnerable Toughness)
การแสดงแบบ Underacting: กิ๊บสันเลือกที่จะเล่นน้อย (Subtle) เขาใช้สายตาและสีหน้าในการสื่อสารความวิตกกังวลภายในใจ มากกว่าการตะโกนโวยวาย ในฉากที่เขาคุยกับหัวหน้าเรื่องความกลัวที่จะกลายเป็นคนบ้า กิ๊บสันถ่ายทอดความสับสนของชายหนุ่มที่ยืนอยู่บนปากเหวทางศีลธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ
การเปลี่ยนแปลง: จุดที่น่าชื่นชมคือการเปลี่ยนผ่านในช่วงท้าย จากชายหนุ่มที่มีรอยยิ้มอบอุ่น กลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่แววตาว่างเปล่า การเดินกะเผลกจากการถูกยิงที่ขาในตอนท้าย ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นสัญลักษณ์ของความพิการทางใจที่เขาจะต้องแบกรับไปตลอดกาล
ฮิว คียส์-เบิร์น (Hugh Keays-Byrne) ในบท โทคัตเตอร์ (Toecutter)
หากแม็กซ์คือความนิ่ง โทคัตเตอร์คือความบ้าคลั่ง ฮิว คียส์-เบิร์น (ผู้ซึ่งกลับมารับบท Immortan Joe ใน Fury Road) มอบการแสดงระดับปรากฏการณ์ในฐานะตัวร้าย
ความชั่วร้ายที่มีเสน่ห์: โทคัตเตอร์ไม่ใช่โจรธรรมดา แต่มีบุคลิกเหมือนผู้นำลัทธิ เขามีวาทศิลป์ มีปรัชญาบิดเบี้ยว และมีการเคลื่อนไหวร่างกายที่เหมือนนักแสดงละครเวที คียส์-เบิร์นสร้างตัวร้ายที่น่ากลัวไม่ใช่เพราะเขากล้ามโต แต่เพราะเขา “คาดเดาไม่ได้” (Unpredictable) และมีความสุขกับการทำลายล้างอย่างแท้จริง สายตาที่เขามองเหยื่อมีความวิปริตที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกขนลุก
สตีฟ บิสลีย์ (Steve Bisley) ในบท กูส (Goose)
กูส เพื่อนคู่หูของแม็กซ์ เป็นตัวแทนของ “ความบ้าระห่ำที่ไร้เดียงสา” บิสลีย์แสดงออกด้วยพลังงานที่ล้นเหลือ (High Energy) เขาคือขั้วตรงข้ามของแม็กซ์ที่เก็บกด การแสดงของเขาทำให้ผู้ชมรักและผูกพัน ซึ่งทำให้ชะตากรรมของเขาส่งผลกระทบทางอารมณ์ต่อทั้งแม็กซ์และผู้ชมอย่างรุนแรง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันแม็กซ์เข้าสู่ความมืดมิด
Mad Max (1979) อาจดูเชยหรือสเกลเล็กเมื่อเทียบกับ Fury Road ในปัจจุบัน แต่มันคือรากฐานที่สำคัญที่สุด หากปราศจากความกล้าหาญและความดิบเถื่อนของภาคแรกนี้ จักรวาลแมดแม็กซ์คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ จอร์จ มิลเลอร์ ไม่ได้สร้างแค่หนังแอ็กชันไล่ล่า แต่เขาสร้าง “ตำนานสมัยใหม่” (Modern Myth) เกี่ยวกับความล่มสลายของมนุษยธรรม ในเชิงเนื้อเรื่อง มันคือโศกนาฏกรรมที่เตือนใจเราว่า เส้นแบ่งระหว่างอารยธรรมและความป่าเถื่อนนั้นบางเบาเพียงใด ในเชิงภาพ มันคืองานศิลปะแบบ DIY ที่พิสูจน์ว่าวิสัยทัศน์สำคัญกว่างบประมาณ และในเชิงการแสดง มันคือการแจ้งเกิดของแอนตี้ฮีโร่ (Anti-Hero) ที่น่าจดจำที่สุดคนหนึ่งในโลกภาพยนตร์ ฉากจบที่แม็กซ์ขับรถหายลับไปในความมืดของถนนสายเปลี่ยว ทิ้งความยุติธรรมและกฎหมายไว้เบื้องหลัง คือบทสรุปที่สมบูรณ์แบบและเย็นยะเยือกที่สุด มันคือวินาทีที่ “แม็กซ์” ตายจากไป และ “แมด แม็กซ์” ได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อเดินทางต่อไปในดินแดนรกร้างชั่วนิรันดร์ รับชมหนัง Mad Max (1979) แมดแม็กซ์ ได้ที่ movie24hd