รีวิวหนัง Mortal Engines (2018) สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ ในประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์ มีผลงานจำนวนไม่น้อยที่พยายามผลักดันขอบเขตของ “จินตนาการทางภาพ” (Visual Imagination) ไปสู่จุดสูงสุด และ “Mortal Engines” (สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ) คือหนึ่งในความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งทศวรรษ 2010 นี่คือผลงานที่สวมวิญญาณของมหากาพย์ สตีมพังค์ (Steampunk) อย่างเต็มตัว โดยมีนามของ ปีเตอร์ แจ็คสัน (Peter Jackson) เป็นตราประทับแห่งความอลังการ! ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอแค่โลกหลังการล่มสลาย (Post-Apocalyptic) ธรรมดา แต่นำเสนอแนวคิดที่น่าทึ่งและบ้าคลั่งที่สุดแนวคิดหนึ่ง: “ดาร์วินนิยมเทศบาล” (Municipal Darwinism) โลกที่เมืองต่างๆ ไม่ได้ตั้งอยู่กับที่อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “เมืองนักล่า” (Traction Cities) ขนาดยักษ์ ติดตั้งล้อและเครื่องจักรไอน้ำ เคลื่อนที่ไล่ล่า “กลืนกิน” เมืองที่เล็กกว่าเพื่อทรัพยากร
นี่คือ “แนวคิด” (Concept) ที่ทรงพลังและมีศักยภาพในการสร้างจักรวาลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่เทียบเคียงมหากาพย์เรื่องอื่นๆ ทว่า “Mortal Engines” กลับกลายเป็นกรณีศึกษาที่เจ็บปวดและน่าหลงใหลที่สุด ว่าด้วยความขัดแย้ง (Paradox) ของภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์สมัยใหม่! มันคือ “ชัยชนะอันสมบูรณ์แบบ” ของสุนทรียศาสตร์ทางภาพ และในขณะเดียวกัน ก็คือ “ความล้มเหลวอันน่าทึ่ง” ของโครงสร้างการเล่าเรื่อง นี่คือบทวิเคราะห์เชิงลึก ที่จะผ่าตัด “ซาก” ของจักรกลมรณะอันงดงามนี้ เพื่อค้นหาว่าเหตุใดเครื่องยนต์ที่ดูยิ่งใหญ่ที่สุด จึงไม่สามารถขับเคลื่อนหัวใจของผู้ชมได้

“แนวคิด” ที่กลืนกิน “เรื่องเล่า”
ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของ “Mortal Engines” ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่มัน “เป็น” แต่อยู่ที่สิ่งที่มัน “พยายามจะเป็น” บทภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายของ ฟิลิป รีฟ (Philip Reeve) แบกรับภาระที่หนักอึ้งในการ “สร้างโลก” (World-Building) ที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง
ภาพยนตร์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการ “อธิบาย” โลกของมัน—อธิบายว่าเมืองเคลื่อนที่ได้อย่างไร, อธิบายว่า “เหตุการณ์ 60 นาที” คืออะไร, อธิบายว่า “เทคโนโลยีเก่า” (Old-Tech) คืออะไร, อธิบายว่าสมาพันธ์ต่อต้านเมืองเคลื่อนที่คือใคร—การอธิบายที่ยัดเยียด (Forced Exposition) เหล่านี้ ทำให้ภาพยนตร์ขาด “พื้นที่หายใจ” ทางอารมณ์
แทนที่ผู้ชมจะได้ “เรียนรู้” โลกผ่านประสบการณ์ของตัวละคร เรากลับถูก “สอน” โลกผ่านบทสนทนาที่ฝืนธรรมชาติ ทำให้การเดินทางในช่วงแรกขาดเสน่ห์อย่างรุนแรง
เมื่อเราปอกเปลือก “แนวคิด” อันน่าทึ่งของ “เมืองนักล่า” ออกไป สิ่งที่เหลืออยู่คือโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ “ซ้ำซาก” (Derivative) และหยิบยืมมาจากมหากาพย์เรื่องอื่นอย่างโจ่งแจ้ง จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็น “ภาพปะติด” (Collage) ของความสำเร็จในอดีต:
ความซ้ำซากนี้บ่อนทำลาย “เอกลักษณ์” ที่ภาพยนตร์พยายามสร้างอย่างหนัก “Mortal Engines” มี “เปลือก” ที่เป็นของตัวเอง แต่ “แก่น” ของมันกลับเป็นของคนอื่น
เนื่องจากบทภาพยนตร์มัวแต่วุ่นวายกับการขับเคลื่อน “พล็อต” และ “สร้างโลก” มันจึงละเลยสิ่งที่สำคัญที่สุด: “ตัวละคร”
ภาพยนตร์ดำเนินเรื่องด้วยความเร็วสูงจากฉากแอ็คชั่นหนึ่งไปสู่อีกฉากหนึ่ง ความเร่งรีบนี้ทำให้ “ผลกระทบทางอารมณ์” (Emotional Impact) แทบไม่เกิดขึ้น ไม่มีเวลาให้ตัวละคร (และผู้ชม) ได้ซึมซับความสูญเสีย, ความกลัว หรือชัยชนะ “Mortal Engines” กลัว “ความเงียบ” และ “ความเนิบช้า” ซึ่งเป็นสองสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความผูกพัน
โครงเรื่องย่อยของ “ไชรค์” (The Shrike Subplot): โศกนาฏกรรมที่ถูกวางผิดที่
จุดที่น่าสนใจและมีมิติทางอารมณ์มากที่สุดในภาพยนตร์ กลับกลายเป็นโครงเรื่องย่อยของ “ไชรค์” (Shrike) หุ่นยนต์นักล่า (Stalker) ผู้เป็น “มนุษย์คืนชีพ” (Resurrected Man)

“ชัยชนะอันสมบูรณ์แบบ” ของจินตนาการ
หากโครงสร้างการเล่าเรื่องคือ “ความล้มเหลว” งานภาพของ “Mortal Engines” ก็คือ “ผลงานชิ้นเอก” (Masterpiece) นี่คือจุดที่อิทธิพลของ ปีเตอร์ แจ็คสัน และพลังของ Weta Digital ได้สำแดงอานุภาพอย่างเต็มกำลัง
นี่คือดาวเด่นของภาพยนตร์ทั้งเรื่อง “เมืองนักล่า” โดยเฉพาะ “ลอนดอน” ไม่ได้เป็นเพียง “ฉาก” (Setting) แต่เป็น “ตัวละคร” (Character) ที่มีชีวิต
ฉาก 10 นาทีแรกของ “Mortal Engines” ที่ลอนดอนกำลังไล่ล่าเมืองเหมืองแร่เล็กๆ อย่าง “ซาลซ์เฮาม์” (Salzhagen) อาจเป็นหนึ่งในฉากเปิดตัวที่ “น่าตื่นตาตื่นใจ” (Spectacular) ที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไซไฟ มันคือการ “ส่งมอบ” ทุกสิ่งที่ผู้ชมคาดหวังจากแนวคิดนี้: ความอลังการ, ความตื่นเต้น, และจินตนาการที่บ้าคลั่ง
เช่นเดียวกับโครงเรื่องของเขา การออกแบบตัวละคร “ไชรค์” คือความสำเร็จทางภาพอีกประการหนึ่ง เขาคือส่วนผสมที่น่าขนลุกระหว่างซากศพที่ถูกรักษาสภาพ, โครงกระดูกจักรกล, และดวงตาสีเขียวที่เปี่ยมไปด้วย “วิญญาณ” ที่แตกสลาย เขาคือ “หุบเขาอันแคนนี” (Uncanny Valley) ที่ถูกจงใจสร้างขึ้น และมันก็ได้ผลอย่างสมบูรณ์
ข้อจำกัดของความอลังการ แม้จะน่าทึ่งเพียงใด แต่งานภาพก็มีจุดที่สะดุด “แอร์เฮเวน” (Airhaven) เมืองลอยฟ้าที่สวยงามราวกับหลุดมาจากสตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) หรือ “กำแพงโล่” (Shield Wall) ของชาน-กั๋ว (Shan Guo) แม้จะสวยงาม แต่กลับรู้สึก “สะอาด” และ “แฟนตาซี” เกินไป เมื่อเทียบกับความ “สกปรก” และ “สมจริง” ของเมืองนักล่าที่ปูพื้นมาในตอนต้น มันทำให้โทนของภาพยนตร์แกว่งไปมาระหว่าง “สตีมพังค์” ที่หนักแน่น กับ “แฟนตาซี” ที่ล่องลอย

นักแสดง: ผู้รอดชีวิตจากบทภาพยนตร์ที่อ่อนแอ
การวิจารณ์การแสดงใน “Mortal Engines” นั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เพราะนักแสดงทุกคนต้องต่อสู้กับ “บท” ที่ไม่ได้มอบมิติเชิงลึกให้พวกเขาเลย พวกเขาไม่ใช่ “ตัวละคร” แต่เป็น “ฟันเฟือง” ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนพล็อตที่เร่งรีบ
ฮิลมาร์ แบกรับภาระที่หนักที่สุด เธอต้องถ่ายทอดความซับซ้อนของตัวละครที่ถูกกำหนดโดย “แผลเป็น” (ซึ่งในภาพยนตร์ถูกลดทอนความรุนแรงลงจากในหนังสือ) เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดง “ความแข็งกร้าว” ของผู้รอดชีวิต แต่บทภาพยนตร์กลับดึงเธอให้กลับไปสู่ “แบบฉบับ” (Archetype) ของนางเอก YA (Young Adult) ที่เปราะบาง การแสดงของเธอจึง “ถูกจำกัด” โดยกรอบของพล็อต
ชีแฮน มีเสน่ห์ตามธรรมชาติ แต่ตัวละคร ทอม นั้น “จืดชืด” อย่างน่าเหลือเชื่อ เขาคือ “คนดี” ที่ไร้มิติ หน้าที่ของเขาคือการตั้งคำถามโง่ๆ และตื่นตระหนก เพื่อให้ตัวละครอื่นได้อธิบายโลกให้ฟัง ชีแฮนทำได้ดีที่สุดเท่าที่บทจะเอื้ออำนวย แต่ตัวละครนี้คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเรื่อง
วีฟวิง คือมืออาชีพที่แท้จริง เขานำ “บารมี” (Gravitas) มาสู่บทบาทวายร้ายที่ถูกเขียนมาอย่างผิวเผิน เขาสามารถถ่ายทอดความทะเยอทะยาน, ความเยือกเย็น, และความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของตนเอง (แม้ว่าอุดมการณ์นั้นจะคลุมเครือ) ได้ผ่านน้ำเสียงและการจ้องมอง เขา “ขาย” ความเป็นวายร้ายได้สำเร็จ แม้ว่าบทจะไม่ได้สนับสนุนเขาก็ตาม
การแสดงที่ “ดีที่สุด” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ กลับมาจากการแสดงผ่าน “โมชั่นแคปเจอร์” (Motion Capture) แลง มอบ “จิตวิญญาณ” ที่แตกสลายให้กับไชรค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เสียงของเขาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด, ความโหยหา, และความเกรี้ยวกราดเชิงกลไก คือสิ่งที่มอบ “หัวใจ” ที่แท้จริง (แม้จะเป็นหัวใจที่บิดเบี้ยว) ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ มันคือโศกนาฏกรรมที่การแสดงอันทรงพลังนี้ ถูกบดบังโดยเรื่องราวหลักที่อ่อนแอกว่ามาก
“Mortal Engines” (2018) จะถูกจดจำในฐานะ “ความล้มเหลวอันงดงาม” (A Magnificent Failure) มันคือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า “แนวคิด” (Concept) และ “ความอลังการทางภาพ” (Spectacle) ไม่สามารถชดเชย “การเล่าเรื่อง” (Storytelling) และ “การพัฒนาตัวละคร” (Character) ที่ล้มเหลวได้! ภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบได้กับ “เมืองนักล่า” ของมันเอง: ภายนอกคือโครงสร้างเหล็กกล้าที่ยิ่งใหญ่, น่าเกรงขาม, และเป็นปรากฏการณ์ทางวิศวกรรมที่น่าทึ่ง แต่เมื่อเข้าไปสำรวจ “ภายใน” เรากลับพบเครื่องยนต์ที่ทำงานโดยใช้ “เชื้อเพลิงรีไซเคิล” จากเรื่องราวอื่น, ห้องโถงที่ว่างเปล่าทางอารมณ์, และผู้อยู่อาศัยที่ไร้ซึ่งมิติ! คือประสบการณ์ทางสายตาที่ผู้ชมไม่ควรพลาด แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือบทเรียนราคาแพงที่วงการภาพยนตร์ต้องจดจำว่า ต่อให้เครื่องยนต์จะดังกระหึ่มและยิ่งใหญ่เพียงใด หากมันไร้ซึ่ง “หัวใจ” มันก็เป็นเพียงซากเหล็กที่รอวันถูกกลืนกินโดยกาลเวลา รับชมหนัง Mortal Engines (2018) สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ ได้ที่ movie24hd