รีวิวหนัง Mulan (2020) มู่หลาน การจะวิเคราะห์ภาพยนตร์อย่าง “Mulan” (2020) โดยไม่กล่าวถึง “ภาพจำ” (Nostalgia) ที่ทาบทับตัวมันอยู่ คงเปรียบได้กับการพยายามอธิบายสีสันให้แก่ผู้ที่ไม่เคยเห็นแสงสว่าง นี่ไม่ใช่แค่ “ภาพยนตร์” นี่คือ “การเดิมพัน” มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ของสตูดิโอที่ใหญ่ที่สุดในโลก (Disney) คือความพยายามที่จะ “นิยามใหม่” (Re-imagine) หนึ่งในแอนิเมชันที่คนรักมากที่สุดในยุค 90s และที่สำคัญที่สุด คือความทะเยอทะยานที่จะสร้าง “มหากาพย์ Wuxia” (จอมยุทธ์) ที่ยิ่งใหญ่ เทียบเคียงผลงานระดับตำนานอย่าง Hero หรือ Crouching Tiger, Hidden Dragon ผลลัพธ์ที่ได้นั้น คือภาพยนตร์ที่ “งดงาม”
ทางเทคนิคอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่กลับ “ว่างเปล่า” ทางอารมณ์อย่างน่าใจหาย มันคือการแลกเปลี่ยน “เวทมนตร์” (Magic) กับ “มังกร” (Mushu) และ “บทเพลง” (Songs) เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เรียกว่า “ความสมจริง” (Realism) และ “พลังชี่” (Chi) ทว่า ในการไล่ตามความสมจริงนั้น “Mulan” (2020) กลับหลงลืม “ความจริง” (Truth) ที่สำคัญที่สุดของเรื่องราวดั้งเดิมไป บทวิเคราะห์นี้ จะไม่เน้นย้ำถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในท้องเรื่อง แต่จะมุ่งเน้นการชำแหละองค์ประกอบ 3 ส่วนที่ประกอบสร้าง (และรื้อถอน) ตำนานบทนี้: การเล่าเรื่อง (The Narrative) ที่เลือกเส้นทางใหม่, สุนทรียศาสตร์ทางภาพ (The Visuals) ที่ตระการตา และ องค์ประกอบการแสดง (The Performances) ที่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง

หาก “Mulan” (1998) คือเรื่องราวของ “เด็กสาวธรรมดา” ที่พิสูจน์คุณค่าของตนเองผ่าน “ความพยายาม” (Perseverance) และ “สติปัญญา” (Intellect) … “Mulan” (2020) ก็คือเรื่องราวของ “ผู้ถูกเลือก” (The Chosen One) ที่มีพลังพิเศษมาตั้งแต่กำเนิด นี่คือ “การเปลี่ยนแปลง” เชิงโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุด และเป็น “ข้อบกพร่อง” ที่ร้ายแรงที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้
จาก “ความพยายาม” สู่ “พรสวรรค์” (From Grit to Gift)
ในแอนิเมชัน เราตกหลุมรักมู่หลานเพราะเธอ “ไม่สมบูรณ์แบบ” เธอคือเด็กสาวที่ล้มเหลวในแทบทุกอย่าง (ฉากดูตัวกับแม่สื่อคือหลักฐานชั้นดี) และเมื่อเธอปลอมตัวเข้ากองทัพ เธอก็คือทหารที่อ่อนแอที่สุด… จนกระทั่งบทเพลง “I’ll Make a Man Out of You” เริ่มต้นขึ้น ฉากฝึกฝนในแอนิเมชัน คือ “หัวใจ” ของเรื่อง มันคือการบอกว่า “ความยิ่งใหญ่” ไม่ได้มาจากชาติกำเนิด แต่มาจากการ “ฝึกฝน” และ “การเอาชนะขีดจำกัด” ของตนเอง แต่ “Mulan” (2020) เลือกที่จะทิ้งสิ่งนี้ไปทั้งหมด! มู่หลานในเวอร์ชันนี้ คือ “ซูเปอร์ฮีโร่” เธอมี “พลังชี่” (Chi) ที่แข็งแกร่งมาตั้งแต่เด็ก เธอวิ่งไต่หลังคาและแสดงอภินิหารได้โดยไม่ต้องฝึกฝน ปัญหาเดียวของเธอไม่ใช่ “การขาดความสามารถ” แต่คือ “การต้องปิดบังความสามารถ” นั้นไว้
การเปลี่ยนแปลงนี้ “ทำลาย” แก่นเรื่องโดยสิ้นเชิง มันเปลี่ยนสาร (Message) จาก “ทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ได้ถ้าพยายามมากพอ” ให้กลายเป็น “คุณต้องเกิดมาพร้อมพลังพิเศษเท่านั้น จึงจะเป็นฮีโร่ได้” มันคือการนำโครงสร้างแบบ “Star Wars” (The Force) หรือ “Harry Potter” (The Wizard) มาใส่ในเรื่องราวที่ไม่ต้องการมัน การที่มู่หลานประสบความสำเร็จในสนามรบ จึงไม่ได้มาจากไหวพริบหรือการฝึกฝนอีกต่อไป แต่มาจากการที่เธอ “ปลดปล่อย” พลังที่เธอมีอยู่แล้ว นี่คือความแตกต่างที่ลดทอนคุณค่าของตัวละครลงอย่างมหาศาล
วาทกรรม “ซื่อสัตย์, กล้าหาญ, จริงใจ” (Loyalty, Bravery, Truth)
บทภาพยนตร์หมกมุ่นอยู่กับการท่อง 3 คำนี้ (ซึ่งถูกสลักไว้บนดาบ) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า: ซื่อสัตย์ (Loyal), กล้าหาญ (Brave), จริงใจ (True) ประเด็นคือ ภาพยนตร์กลับนำเสนอคำว่า “จริงใจ” (Truth) ได้อย่างสับสนและขัดแย้งกันเอง มู่หลานถูกกดดันให้ “โกหก” สองชั้น: โกหกว่าเป็นผู้ชาย และโกหกเพื่อ! “ปิดบังพลังชี่” ของเธอ (ซึ่งพ่อของเธอบอกว่า “พลังชี่ที่แข็งแกร่งในตัวสตรี จะนำมาซึ่งความอับอาย”) จุดพลิกผันของเรื่อง คือการที่มู่หลานตัดสินใจ “เป็นตัวของตัวเอง” (Be True) แต่การ “เป็นตัวของตัวเอง” ของเธอ คือการปลดปล่อยพลังชี่, ปล่อยผมสยาย, และกลายเป็นนักรบเหนือมนุษย์… ในขณะที่ยังคง “โกหก” เรื่องเพศของเธออยู่ จนกระทั่งเธอถูกจับได้ว่าเป็ผู้หญิง และถูกไล่ออกจากกองทัพ… ก่อนจะกลับมาในภายหลัง บทภาพยนตร์จึงสับสนอย่างมากว่า “ความจริง” ที่แท้จริงที่หนังต้องการสื่อคืออะไรกันแน่
กระจกสะท้อนที่น่าสนใจ: แม่มด “เซียนเหนียง” (Xian Lang)
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโครงสร้างเรื่องที่อ่อนแอ กลับมี “เพชร” เม็ดหนึ่งซ่อนอยู่ นั่นคือตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นมาใหม่: แม่มด “เซียนเหนียง” (รับบทโดย กง ลี่) เซียนเหนียง คือ “กระจกสะท้อน” (Dark Mirror) ของมู่หลาน เธอคือ “ผู้หญิงที่มีพลังชี่แข็งแกร่ง” เหมือนมู่หลาน! แต่เธอคือผลลัพธ์ของโลกที่ “ขับไล่” และ “ตีตรา” ผู้หญิงเหล่านั้นว่า “แม่มด” ในขณะที่มู่หลานคือผู้หญิงที่ “ปิดบัง” พลังนั้นไว้เพื่อ “การยอมรับ” การเผชิญหน้ากันระหว่างสองตัวละครนี้ คือส่วนที่ “ลึกซึ้ง” และ “ทรงพลัง” ที่สุดในภาพยนตร์ มันคือการตั้งคำถามเชิงสตรีนิยม (Feminist) ที่แหลมคมกว่าแอนิเมชันต้นฉบับเสียอีก “จงดูว่าโลกของผู้ชาย… ปฏิบัติต่อสตรีที่มีพลังเช่นเราอย่างไร” น่าเสียดายที่บทภาพยนตร์ ไม่กล้าที่จะสำรวจประเด็นนี้ให้สุดทาง และเลือกที่จะจำกัดบทบาทของเธอให้เป็นเพียง “ลูกสมุน” ของตัวร้ายหลัก (โบรี่ ข่าน) ที่แบนราบและไร้มิติ ซึ่งนับเป็นความผิดพลาดที่น่าเสียดายที่สุดในเชิงการเล่าเรื่อง

หากจะกล่าวชม “Mulan” (2020) สักหนึ่งอย่าง นั่นคือ “งานภาพ” (Cinematography) นี่คือภาพยนตร์ที่ทุกเฟรมเปรียบได้กับ “ภาพวาด” (Painting) มันคือการแสดงศักยภาพของงบประมาณ 200 ล้านดอลลาร์อย่างเต็มภาคภูมิ
การกำกับภาพและการใช้สี (Cinematography and Color Theory)
ผู้กำกับ นิกิ คาโร (Niki Caro) และผู้กำกับภาพ แมนดี้ วอล์กเกอร์ (Mandy Walker) ได้สร้างโลกที่ “ตระการตา” (Spectacular)
การใช้สีในเรื่องนี้ชัดเจนและมีความหมาย:
การจัดองค์ประกอบภาพ (Composition) นั้นยิ่งใหญ่ มีการใช้ “Long Shots” และ “Wide Shots” เพื่อโชว์ภูมิประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาล (แม้ส่วนใหญ่จะถ่ายทำที่นิวซีแลนด์) และสถาปัตยกรรมจีนโบราณ (เช่น บ้านดินถู่โหลว) ได้อย่างน่าทึ่ง
“Wuxia” ฉบับดิสนีย์: ความรุนแรงที่ถูกสุขอนามัย (Sanitized Violence)
ความทะเยอทะยานของ นิกิ คาโร คือการสร้างหนัง “Wuxia” แต่เธอก็ยังถูกผูกมัดด้วยเรต “PG-13” และความเป็น “ดิสนีย์” ผลลัพธ์คือ “ฉากแอ็กชัน” ที่พยายามจะเลียนแบบความเหนือจริงของ Crouching Tiger, Hidden Dragon (การไต่กำแพง, การวิ่งบนอากาศ, การใช้พลังชี่ปัดป้องอาวุธ)! แต่กลับขาด “แรงปะทะ” (Kinetic Impact) และ “ความหนักแน่น” (Weight) ทุกอย่างดู “สะอาด” เกินไป นี่คือภาพยนตร์ “สงคราม” (War Epic) ที่แทบจะ “ไร้เลือด” (Bloodless) ทหารล้มตายเป็นใบไม้ร่วง แต่ไม่มีบาดแผล ไม่มีความโหดร้าย การต่อสู้จึงกลายเป็นการ “ออกแบบท่าเต้น” (Choreography) ที่สวยงาม แต่ไร้ซึ่ง “สภาวะความเป็นความตาย” การที่มู่หลาน (ซึ่งเป็นอัจฉริยะด้านพลังชี่) สามารถสังหารทหารศัตรูที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตได้เป็นสิบๆ คนด้วยตัวคนเดียว ยิ่งตอกย้ำว่านี่ไม่ใช่ “สงคราม” แต่เป็น “การแสดงโชว์” ของซูเปอร์ฮีโร่ มันจึงล้มเหลวทั้งในฐานะ “หนังสงครามที่สมจริง” และในฐานะ “หนัง Wuxia ที่สร้างสรรค์”

การแสดงใน “Mulan” (2020) คือการต่อสู้ระหว่าง “นักแสดงระดับตำนาน” กับ “บทภาพยนตร์ที่แข็งทื่อ”
หลิว อี้เฟย (Liu Yifei) ในบท “มู่หลาน”
หลิว อี้เฟย คือ “ส่วนผสม” ที่สมบูรณ์แบบบนกระดาษ เธอมีความงามสง่าแบบจีนคลาสสิก, มีทักษะการต่อสู้ที่น่าทึ่ง, และมีความสามารถในการแสดงฉากผาดโผนด้วยตัวเอง ปัญหาคือ บทภาพยนตร์ “บังคับ” ให้เธอ “นิ่งเฉย” (Stoic) เกือบตลอดทั้งเรื่อง เนื่องจากเธอต้อง “ปิดบัง”! พลังชี่และเพศของตัวเอง การแสดงออกของ หลิว อี้เฟย จึงถูกจำกัดอยู่เพียง “ใบหน้าที่ไร้อารมณ์” (Expressionless)
เราสูญเสีย “มู่หลาน” ที่เปิ่น, ตลก, อึดอัด, และ “เชื่อมโยงได้” (Relatable) จากแอนิเมชันไปอย่างสิ้นเชิง ฉากที่ควรจะบีบคั้นอารมณ์ที่สุด เช่น ฉากที่เธอตัดสินใจขโมยเกราะของพ่อ, ฉากที่เธอถูกค้นพบความจริง, หรือฉากที่เธอร่ำไห้กับเงาสะท้อนในน้ำ…! ในเวอร์ชันนี้กลับถูกแทนที่ด้วย “ความมุ่งมั่น” ที่แข็งทื่อ เมื่อถึงจุดที่เธอ “ปลดปล่อย” พลังชี่ (ซึ่งควรจะเป็นจุดไคลแมกซ์ทางอารมณ์) มันกลับให้ความรู้สึกเหมือน “การเปลี่ยนโหมด” มากกว่า “การเติบโตของตัวละคร” นี่ไม่ใช่ความผิดของ หลิว อี้เฟย ทั้งหมด แต่เป็นความผิดของการกำกับที่เลือก “ความสง่างาม” (Grace) มากกว่า “ความรู้สึก” (Emotion)
กง ลี่ (Gong Li) ในบท “เซียนเหนียง”
ในทางกลับกัน กง ลี่ คือ “ผู้ขโมยซีน”! (Scene Stealer) ที่แท้จริง เธอคือนักแสดงเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนจะ “เข้าใจ” โศกนาฏกรรมของตัวละครที่เธอเล่น ทุกครั้งที่เธอปรากฏตัวบนจอ เธอ “แบก” น้ำหนักของภาพยนตร์ทั้งเรื่องไว้บนบ่า การแสดงของเธอซับซ้อน เธอคือ “เหยื่อ! ” ที่ถูกกระทำ แต่ก็เป็น “ผู้ล่า” ที่อันตราย แววตาของเธอสื่อสารความเจ็บปวด, ความโกรธแค้น, และความโหยหาการยอมรับ ได้อย่างทรงพลังยิ่งกว่าบทพูดใดๆ การปะทะกันทางอุดมการณ์ระหว่างเธอกับมู่หลาน คือช่วงเวลาที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ “มีชีวิต” ขึ้นมาจริงๆ
นักแสดงระดับตำนาน (The Legends)
การปรากฏตัวของ ดอนนี่ เยน (Donnie Yen) ในบท “ผู้บัญชาการถัง” และ เจ็ต ลี (Jet Li) ในบท “องค์จักรพรรดิ” คือการ “ให้เกียรติ” ต่อรากเหง้าของหนัง Wuxia ดอนนี่ เยน มอบการแสดงที่สุขุม, น่าเกรงขาม และเป็นศูนย์กลางทางศีลธรรมของเรื่อง ในขณะที่ เจ็ต ลี! (แม้จะถูกเมคอัพจนแทบจำไม่ได้) ก็มอบ “บารมี” (Gravitas) ให้กับบทองค์จักรพรรดิได้อย่างสมบูรณ์ น่าเสียดายที่ตัวละครอื่นๆ โดยเฉพาะ “เหล่าสหายทหาร” กลับถูกลดทอนจนไร้ความหมาย (รวมถึง “หงฮุ่ย” ที่มาแทนที่ “ลี ชาง” ซึ่งเคมีระหว่างเขากับมู่หลานนั้นจืดชืดจนน่าตกใจ)
“Mulan” (2020) คืออุทาหรณ์ของ “ความทะเยอทะยาน” ที่ผิดที่ผิดทาง มันคือภาพยนตร์ที่ “ละอาย” ในความเป็น “แอนิเมชันดิสนีย์” ต้นฉบับ และพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเป็น “มหากาพย์” ที่ยิ่งใหญ่และจริงจัง แต่กลับล้มเหลวในการสร้าง “อารมณ์ร่วม” นิกิ คาโร ได้สร้างภาพยนตร์ที่ “ตระการตา” ทางภาพ แต่ “กลวงเปล่า” ทางอารมณ์ เธอได้แลกเปลี่ยน “มังกรพูดได้” (Mushu) ที่เป็นสัญลักษณ์ของ “ความตลกขบขัน” และ “ความเป็นมนุษย์” เพื่อเอา “นกฟีนิกซ์” (Phoenix) ที่สวยงามแต่ “เป็นใบ้” (Mute) มาแทน ซึ่งนี่คืออุปมาอุปไมยที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ “Mulan” (2020) คือชุดเกราะทองคำที่ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง แต่เมื่อเราเปิดเข้าไปข้างใน เรากลับไม่พบ “หัวใจ” ของนักรบที่แท้จริง แต่พบเพียง “พลังชี่” ที่ว่างเปล่า และเสียงสะท้อนของบทเพลงที่ถูกลืมไปแล้ว รับชมหนัง Mulan (2020) มู่หลาน ได้ที่ movie24hd