Tyler Perry (TP) กลับมาพร้อมกับหนังรอม-คอมช่วงเทศกาลที่ดูเหมือนจะเป็นการผสมผสานระหว่างสูตรสำเร็จของช่อง Hallmark เข้ากับลายเซ็นดราม่าเข้มข้นสไตล์ของเขาเอง “Finding Joy” หรือ “พาใจไปหาจอย” สัญญาว่าจะเป็นการเดินทางของดีไซเนอร์สาวผู้ทุ่มเทให้กับความรักที่พังทลาย และการค้นพบตัวเองอีกครั้งกลางหิมะในโคโลราโด แต่คำถามสำคัญคือ…จอยที่หนังหาอยู่ แท้จริงแล้วอยู่ในเนื้อเรื่อง, ภาพ, หรือการแสดงของนักแสดงกันแน่?
นี่ไม่ใช่การเล่าเรื่องย่อซ้ำ แต่เป็นการวิเคราะห์เจาะลึกถึงองค์ประกอบทั้งสามที่หล่อหลอมภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เป็นอย่างที่มันเป็น 
บทภาพยนตร์ที่เขียนและกำกับโดย Tyler Perry เอง มีกลไกการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายและเป็นไปตามขนบของหนังรอม-คอมช่วงวันหยุดอย่างชัดเจน แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดของ “Finding Joy” ไม่ใช่ความสามารถในการเล่าเรื่อง แต่คือ “ความน่าเชื่อถือทางอารมณ์” และ “ความสม่ำเสมอของโทน”
พล็อตเริ่มต้นจากการที่ จอย (Joy) ดีไซเนอร์สาวผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ แต่ถูกบดบังในหน้าที่การงาน และล้มเหลวในความรัก เธอตามหนุ่มที่เธอคิดว่าใช่ไปโคโลราโด แต่กลับถูกหักอกและติดอยู่ในพายุหิมะ ซึ่งนำเธอไปสู่การพบกับ ริดจ์ (Ridge) ชายหนุ่มมาดแมนผู้ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในชนบท นี่คือสูตรสำเร็จของ “City Girl meets Rugged Country Boy” ที่มักจะใช้เป็นฉากหลังในการบำบัดบาดแผลทางใจ

หนังพยายามสวิงระหว่าง “คอมเมดี้เบาๆ” (มิตรภาพกับเพื่อนสนิทที่คอยให้คำแนะนำแบบปากจัด) กับ “ดราม่าหนักหน่วง” (การรับมือกับความบอบช้ำในอดีต) แต่การสลับฉากทำได้ไม่ราบรื่น ทำให้โทนหนังดู “มึนงงและไม่โฟกัส” เมื่อฉากตลกมาถึง มันก็ตลกพอใช้ได้ แต่เมื่อหนังต้องเข้าสู่ความจริงจัง มันกลับพังเพราะบทสนทนาที่เขียนขึ้นมาเพื่อ “บอกเล่า” (Tell) มากกว่า “แสดงให้เห็น” (Show) ปมปัญหาของตัวละคร
“มันน่าเบื่อ…น่าเบื่อในจังหวะและโครงสร้าง, น่าเบื่อในความคาดเดาได้, และน่าเบื่อในผลลัพธ์ที่วุ่นวายของมัน มันไม่มีประเด็นอะไรจะนำเสนอเลยจริงๆ” (อ้างอิงจากบทวิจารณ์เชิงลบเรื่องจังหวะและเนื้อหาที่ขาดวิสัยทัศน์)

ในส่วนของภาพและเทคนิคงานสร้าง “Finding Joy” เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตของ Tyler Perry Studios (TPS) ที่เน้นความรวดเร็วและคุ้มค่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมของความประณีต
หนังถูกกำหนดให้มีฉากใน โคโลราโด ซึ่งเต็มไปด้วยหิมะและภูเขาสลับซับซ้อนตามแบบฉบับหนังเทศกาล แต่ภาพที่ออกมานั้นดู “สะอาดและจัดฉาก” เกินไป แม้ว่าฉากชนบทและกระท่อมจะดูอบอุ่น แต่ก็ขาดความสมจริงและความรู้สึกของชีวิตที่แท้จริงในพื้นที่นั้นๆ (Rural Lifestyle) องค์ประกอบด้านภาพ (Cinematography) ไม่ได้สร้างความรู้สึก “ติดอยู่ในพายุหิมะ” ที่น่ากลัว หรือ “ความอบอุ่นของเทศกาล” ที่แสนจะปลอบประโลมได้อย่างเต็มที่ มันให้ความรู้สึกเหมือนฉากหลังที่สวยงามตามแคตตาล็อกมากกว่าสถานที่ที่มีชีวิตชีวา

หัวใจหลักของหนังรอม-คอมมักจะอยู่ที่เคมีและการแสดงของนักแสดงนำ ซึ่งใน “Finding Joy” นักแสดงแบกรับบทที่เขียนมาอย่างบกพร่องไว้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้เรื่องราวดูน่าเชื่อถือขึ้นได้ทั้งหมด
ธอร์นตัน (เป็นที่รู้จักจาก P-Valley) มีบุคลิกที่น่ารักและน่ามองอย่างปฏิเสธไม่ได้ เธอพยายามแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของหญิงสาวที่ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่บทภาพยนตร์กลับทำให้การแสดงของเธอ “ดูไม่จริงใจ” ในบางช่วง
“มีฉากที่ริดจ์บอกว่าจอยสวย แต่เธอทำท่าทางงุนงงอย่างสิ้นเชิง…แต่แชนนอน ธอร์นตัน สวยมาก ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะไม่เคยสังเกตเห็นเรื่องนี้ตลอดชีวิตของเธอ มันรู้สึกไม่จริงแท้เอาเสียเลย”
บททำให้เธอต้องแสดงเป็นคนที่ ‘ไม่รู้ตัวว่าตัวเองสวย’ และ ‘ไม่รู้คุณค่าในตัวเอง’ อย่างเกินจริง ทั้งที่รูปลักษณ์ภายนอกของตัวละครไม่ได้สนับสนุนความเชื่อนั้น การแสดงออกทางอารมณ์จึงดู “เกินจริง” (Inauthentic) หรือ “ประดิษฐ์” ขึ้นมาตามความต้องการของบทที่เขียนอย่างเร่งรีบ
โมโรฮุนโฟลา รับบทเป็น ‘ยอดชายแห่งขุนเขา’ ที่มีความอบอุ่นและเข้าใจชีวิต บทบาทของเขาคือการเป็น “ผู้เยียวยา” (Healer) ที่เพิ่งเจอกัน แต่ทำตัวเหมือนนักบำบัดมืออาชีพ เขาทำหน้าที่ได้ดีในการเป็นตัวละครที่น่าเชื่อถือและหล่อเหลา แต่ขาดมิติ บทส่วนใหญ่ของเขาคือการนั่งฟังปัญหาของจอยและให้คำปรึกษาด้วยวาจาที่เฉลียวฉลาดเกินกว่าผู้ชายธรรมดาที่บังเอิญมาติดหิมะด้วยกัน ทำให้เคมีระหว่างเขากับจอยกลายเป็น “เคมีที่เกิดจากความสะดวกของพล็อต” มากกว่า “แรงดึงดูดทางอารมณ์ที่แท้จริง”

Tyler Perry’s “Finding Joy” คือภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วย ความตั้งใจที่ดี ในการนำเสนอเรื่องราวของความรัก, ศรัทธา, และการค้นพบตัวเองในบรรยากาศวันหยุด แต่ถูกฉุดรั้งด้วย ลายเซ็นการสร้างหนังที่รวดเร็ว และ บทภาพยนตร์ที่ไม่ละเอียดอ่อน