ในภูมิทัศน์ของภาพยนตร์สยองขวัญแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ซึ่งกระแส “Found Footage” (ฟุตเทจที่ถูกค้นพบ) กำลังเฟื่องฟู และ “Jump Scare” (การจู่โจมให้ตกใจ) ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความกลัว “Sinister” (2012) หรือ “เห็นแล้วต้องตาย” ของผู้กำกับ สก็อตต์ เดอร์ริกสัน (Scott Derrickson) ได้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะผลงานที่ทั้ง “โอบรับ” และ “วิพากษ์” ขนบธรรมเนียมเหล่านั้นไปพร้อมกัน! “Sinister” ไม่ใช่เพียงภาพยนตร์บ้านผีสิง (Haunted House) ธรรมดา และก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ Found Footage เต็มรูปแบบ หากแต่มันคือ “อสูรกายลูกผสม” (Hybrid Monster) ที่น่าสะพรึงกลัว มันคือการศึกษาเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับ “การเสพติด” (Addiction)—การเสพติดชื่อเสียง, การเสพติดความจริงอันมืดมิด, และที่อันตรายที่สุดคือ การเสพติด “การมองเห็น” สิ่งที่ไม่ควรเห็น
ภาพยนตร์เรื่องนี้คือบทวิพากษ์ที่เฉียบคมต่อสัญชาตญาณการ “แอบมอง” (Voyeurism) ของมนุษย์ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่อาชญากรรมที่แท้จริง (True Crime) กลายเป็นความบันเทิงกระแสหลัก มันตั้งคำถามที่น่าอึดอัดว่า: การจ้องมองเข้าไปในความมืดมอนั้น จะมีผลกระทบอะไรต่อผู้มองบ้าง?! บทวิจารณ์ฉบับนี้จะละเว้นการพรรณนาเนื้อเรื่องตามลำดับเหตุการณ์ แต่จะมุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกในสามองค์ประกอบหลักที่ประกอบกันเป็นฝันร้ายอันสมบูรณ์แบบนี้: โครงสร้างการเล่าเรื่องที่เปรียบดังคำสาป, สุนทรียศาสตร์ทางภาพและเสียงที่กัดกร่อนประสาทสัมผัส และการแสดงที่แบกรับน้ำหนักของความวิปริตทั้งหมด

ความเฉลียวฉลาดของ “Sinister” อยู่ที่การวางโครงสร้างการเล่าเรื่องบน “บาป” (Sin) ของตัวละครเอก—เอลลิสัน ออสวัลต์ (Ellison Oswalt)! ตัวเอกผู้เป็น “ศูนย์กลางของปัญหา” (The Protagonist as the Problem): “Sinister” ไม่ใช่เรื่องราวของครอบครัวผู้บริสุทธิ์ที่ถูกคุกคามโดยพลังเหนือธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องราวของ “ชายผู้ทะเยอทะยาน” ที่ “ลาก” ครอบครัวของเขาเข้าไปในอันตรายโดยเจตนา เอลลิสันไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อ เขาคือ “ผู้สมรู้ร่วมคิด” คนแรก (The First Accomplice)! บทภาพยนตร์สร้างตัวละครนักเขียนนิยายอาชญากรรมที่กำลังตกอับ ผู้โหยหาความสำเร็จในอดีต (Glory Days) จนยอมที่จะย้ายครอบครัวเข้าไปอยู่ใน “ที่เกิดเหตุฆาตกรรม” โดยปิดบังความจริงจากภรรยา นี่คือการ “เชื้อเชิญ” (Invitation) โศกนาฏกรรมครั้งแรก และมันเกิดขึ้นจาก “อัตตา” (Ego) ของมนุษย์ ไม่ใช่พลังลึกลับใดๆ
“ฟุตเทจต้องคำสาป” ในฐานะตัวขับเคลื่อนเรื่อง: แกนกลางของภาพยนตร์ไม่ใช่บ้าน แต่คือ “กล่องฟิล์ม Super 8” ที่ถูกพบบนห้องใต้หลังคา นี่คือจุดที่ “Sinister” สร้างนวัตกรรมที่น่าสนใจ มันไม่ใช่ภาพยนตร์ Found Footage แต่เป็นภาพยนตร์ “เกี่ยวกับ” Found Footage
ฟุตเทจเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความตกใจ แต่ทำหน้าที่เป็น “ตัวละคร” และ “กลไกการเล่าเรื่อง” ที่สำคัญที่สุด:
การสร้าง “ตำนาน” (Mythology) ที่มีประสิทธิภาพ: แทนที่จะใช้ผีสางที่คุ้นเคย “Sinister” ได้สร้างอสูรกายในตำนานของตนเอง “บูกูล” (Bughuul) หรือ “ผู้เสพเด็ก” (Eater of Children) นี่คือการตัดสินใจที่ชาญฉลาด บูกูลไม่ใช่ปีศาจที่ใช้กำลังเข้าห้ำหั่น แต่มันคือ “ผู้บ่อนทำลายเชิงวัฒนธรรม” (Cultural Corruptor)! บูกูลทำงานผ่าน “ภาพ” และ “ศิลปะ” มันล่อลวงเด็กๆ ให้สร้างสรรค์ “ผลงานศิลปะ” อันวิปริต (คือฟิล์มฆาตกรรม) ก่อนที่จะเสพวิญญาณของพวกเขาไป บูกูลจึงเป็นอุปมานิทัศน์ของ “อิทธิพลเลวร้าย” (Corruption) ที่ส่งผ่านสื่อ (Media) โดยตรง ภาพยนตร์จึงกลายเป็น “พาหะ” ของคำสาป และการที่เอลลิสัน (นักเขียน) พยายาม “ตีความ” ศิลปะเหล่านี้ ก็คือการตกอยู่ในบ่วงของมันอย่างสมบูรณ์
สก็อตต์ เดอร์ริกสัน สร้างบรรยากาศที่น่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ด้วยการใช้ “ความขัดแย้ง” ทางสุนทรียศาสตร์อย่างรุนแรง
ความวิปริตของฟิล์ม Super 8 (The Perversion of Super 8): นี่คือหัวใจของความสำเร็จทางภาพของ “Sinister” ฟิล์ม Super 8 โดยปกติคือสัญลักษณ์ของ “ความทรงจำในครอบครัวอันแสนสุข” (Nostalgic Family Memories) – วันเกิด, การไปเที่ยว, บาร์บีคิวในสวนหลังบ้าน ภาพที่ได้จะมีเกรน (Grain) ที่อบอุ่น, สีที่สดใส และความรู้สึกไร้เดียงสา
“Sinister” นำเอา “รูปแบบ” (Form) ที่ไร้เดียงสานี้ มาบรรจุ “เนื้อหา” (Content) ที่วิปริตที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้:
การออกแบบเสียง (Sound Design) ในฐานะอาวุธ:! หากภาพคือลูกกระสุน เสียงใน “Sinister” ก็คือดินปืน ดนตรีประกอบของ คริสโตเฟอร์ ยัง และ มาร์ก โคร์เวน (Mark Korven – โดยเฉพาะในส่วนฟิล์ม 8mm) คือหนึ่งในงานออกแบบเสียงที่น่าหวาดผวาที่สุดในทศวรรษ! มันไม่ใช่ดนตรีออเครสตราที่โหมกระหน่ำ แต่มันคือ “ดนตรีเสียงรบกวน” (Noise Music) และ “ดนตรีแอมเบียนต์มืด” (Dark Ambient) ที่ผสมผสานเสียงอุตสาหกรรม, เสียงบิดเบือน, เสียงสวดมนต์ที่ถูกถอดรหัส และเสียง “คลิก” ของเครื่องฉายฟิล์ม เสียงเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่ “นำ” อารมณ์ แต่มัน “โจมตี” ประสาทสัมผัสของผู้ฟังโดยตรง มันคือเสียงประกอบของ “นรก” ที่แท้จริง
การจัดแสงใน “โลกจริง” (Cinematography in the “Real” World): ในส่วนของโลกปัจจุบันที่เอลลิสันอาศัยอยู่ ภาพยนตร์ใช้ความมืดและเงามืด (Chiaroscuro) อย่างหนักหน่วง บ้านทั้งหลังมักจะจมอยู่ในความมืด มีเพียง “แสง” จากแหล่งเดียวที่ส่องสว่าง นั่นคือ “แสงจากจอ” (จอมือถือ, จอแล็ปท็อป, หรือเครื่องฉายฟิล์ม) ที่สาดส่องใบหน้าของเอลลิสัน! นี่คืออุปมาทางภาพที่ชัดเจน: เอลลิสันกำลังถูก “แสงสว่างจอมปลอม” แห่งความรู้นี้กลืนกิน และความมืดทางกายภาพในบ้าน ก็คือภาพสะท้อนความมืดที่กำลังเติบโตในจิตใจของเขา

“Sinister” คือภาพยนตร์ที่แทบจะเป็น “One-Man Show” ของ อีธาน ฮอว์ก (Ethan Hawke) และความสำเร็จของภาพยนตร์ทั้งเรื่องก็ขึ้นอยู่กับการแสดงของเขา! อีธาน ฮอว์ก (Ethan Hawke) ในบท เอลลิสัน ออสวัลต์:! นี่คือการแสดงที่ยอดเยี่ยมในการถ่ายทอด “การเสื่อมสลาย” (Deterioration) ฮอว์กไม่ได้แสดงเป็น “วีรบุรุษ” หรือ “เหยื่อที่น่าสงสาร” เขาสร้างตัวละครที่ “มีมลทิน” (Flawed) และน่าสมเพชในความทะเยอทะยานของเขา
นักแสดงสมทบ (Supporting Cast):

“Sinister” (2012) คือผลงาน “Masterpiece” ของความสยองขวัญสมัยใหม่ที่ดำมืดและหดหู่จนถึงแก่น มันประสบความสำเร็จไม่ใช่เพราะจำนวนฉาก Jump Scare แต่เพราะ “บรรยากาศ” (Atmosphere) ที่มันสร้างขึ้นอย่างอดทนและกัดกร่อน! ด้วยโครงสร้างการเล่าเรื่องที่วิพากษ์ “อัตตา” ของมนุษย์, สุนทรียศาสตร์ทางภาพและเสียงที่บิดเบือนความทรงจำอันไร้เดียงสาให้กลายเป็นฝันร้าย และการแสดงที่ทรงพลังจาก อีธาน ฮอว์ก ที่แบกรับธีมของ “การเสพติดความมืด” ไว้ได้อย่างสมบูรณ์! “Sinister” ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ทำให้คุณ “กลัวผี” มันคือภาพยนตร์ที่ทำให้คุณ “กลัวการมองเห็น” มันคือคำเตือนที่เย็นเยียบว่า เมื่อคุณจ้องมองเข้าไปในห้วงอเวจี ไม่เพียงแต่ห้วงอเวจีจะจ้องมองกลับมา แต่บางครั้ง… มันก็ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของคุณด้วย รับชมหนัง ได้ที่ movie24hd