รีวิวหนัง The Crow (2024) อีกาพญายม การกลับมาของ “The Crow” ในปี 2024 หรือในชื่อไทยว่า “อีกาพญายม” ไม่ใช่แค่การรีบูตภาพยนตร์แอ็คชั่นเหนือธรรมชาติธรรมดา แต่เป็นการปลุกตำนานแอนตี้ฮีโร่สายดาร์กที่เคยถูกยกขึ้นหิ้งให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยความคาดหวังที่สูงลิ่วและเงาของต้นฉบับปี 1994 ที่ยังคงทาบทับอยู่ตลอดเวลา ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่งต่อผู้กำกับ รูเพิร์ต แซนเดอร์ส และนักแสดงนำอย่าง บิลล์ สการ์สการ์ด (Bill Skarsgård)
The Crow (2024) ได้นำเสนอการเดินทางสู่การแก้แค้นของ เอริค ดราเว่น ด้วยโทนที่พยายามจะ มืดหม่นและลึกล้ำ ตามแบบฉบับ แต่กลับมีทิศทางการเล่าเรื่องที่น่ากังวลในหลายด้าน โดยเฉพาะการที่หนังเทน้ำหนักไปในประเด็น ดาร์กโรแมนซ์ (Dark Romance) มากเกินไป จนทำให้สูญเสียความสมดุลที่ควรจะมีในฐานะหนังแอ็คชั่นระทึกขวัญที่เน้นการล้างแค้น

หัวใจหลักของ The Crow คือเรื่องราวความรักที่ถูกพรากไป และความแค้นที่ฟื้นคืนชีพจากการนำทางของอีกา บทภาพยนตร์พยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงความรักอันอบอวลและละมุนละไมระหว่าง เอริค (Bill Skarsgård) กับคนรักของเขาอย่าง เชลลี่ (FKA Twigs) ในช่วงครึ่งแรกของเรื่องอย่างยาวนาน จนแทบจะกลายเป็นหนังรัก/ดราม่าไปชั่วขณะ
ข้อสังเกต ที่สำคัญที่สุดในด้านเนื้อเรื่องคือ ความไม่สมดุลของโทน หนังเน้นไปที่ความรักอย่างหนักเพื่อสร้างความรู้สึกว่าการสูญเสียนั้นเจ็บปวดเพียงใด ซึ่งในแง่ของบทกวีแห่งความรักที่งดงามอาจทำได้ดี แต่เมื่อมันถูกนำเสนอในบริบทของหนังแอ็คชั่นแก้แค้นที่ควรจะดุดันและรวดเร็ว มันกลับทำให้หนังในช่วงแรกดู เนิบนาบและน่าหงุดหงิด สำหรับผู้ชมที่ต้องการเห็นการลงทัณฑ์ที่โหดเหี้ยม
การเล่าเรื่องในช่วงที่เอริคกลับมาล้างแค้นนั้นมี กลไกและปมบางอย่างที่ถูกปรับเปลี่ยน ไปจากต้นฉบับ โดยมีการเพิ่มดีเทลเรื่องพลังเหนือธรรมชาติและโลกหลังความตายเข้ามา ซึ่งความพยายามที่จะเพิ่มความลึกลับและไซ-ไฟนี้ถูกมองว่าเป็นการ “เพิ่มมาแบบผิดที่ผิดทาง” บางอย่างที่ควรจะถูกละไว้ให้ดูลึกลับและขลังตามต้นฉบับก็ถูกนำมาอธิบายอย่างไม่จำเป็น ทำให้เสน่ห์อันมืดมิดของ The Crow ถูกลดทอนลง และกลายเป็นเพียง “หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่กลับมาจากความตายธรรมดาๆ” ในสายตาของผู้ชมที่ภักดีต่อตำนานเดิม

หากจะมองหาจุดที่โดดเด่นอย่างแท้จริงของ The Crow (2024) คงต้องยกให้กับ งานภาพและการออกแบบโลก ทีมงานสร้างสรรค์พยายามอย่างหนักในการสร้างบรรยากาศที่มืดหม่น ชวนขนลุก และดูคล้ายโลกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 80 หรือ 90 ที่มีการใช้ แสงสี นีออน และ บรรยากาศแบบดิบๆ ที่สื่อถึงความเสื่อมโทรมของสังคมได้อย่างน่าสนใจ การออกแบบโลกหลังความตายและฉากที่สื่อถึงจิตวิญญาณนั้นทำได้ สวยงามและมีสไตล์
อย่างไรก็ตาม แม้งานภาพจะมีเอกลักษณ์ แต่ก็มีปัญหาในส่วนของ ฉากแอ็คชั่น เช่นกัน การตลาดที่โฆษณาว่าหนังมาจากสตูดิโอผู้สร้าง John Wick อาจทำให้ผู้ชมคาดหวังฉากบู๊ที่รวดเร็ว ลื่นไหล และสร้างสรรค์ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ฉากแอ็คชั่นใน The Crow (2024) แม้จะมีความ โหด เลือดสาดกระจาย และ มันสุด ในเชิงความรุนแรง แต่ในแง่ของ การออกแบบคิวบู๊ (Choreography) บางฉากกลับดู “เบียว” และ ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะการที่พลังของเอริค ดราเว่น ดูเหมือนจะไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทำให้ความตื่นเต้นและน้ำหนักของการต่อสู้ลดลงไป
โทนภาพรวม พยายามที่จะดึงดูดสายตาด้วยสไตล์ที่จัดจ้าน แต่บางครั้งความตั้งใจในการสร้างความมืดหม่นและ ‘ดาร์ก’ กลับกลายเป็น ความหนักอึ้งและวุ่นวาย จนเกินไป ทำให้การเสพงานศิลป์ในภาพยนตร์เรื่องนี้รู้สึกเหมือนกำลังติดอยู่ในความโกลาหลของเมืองที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอย่างไม่จำเป็น

การแสดงของนักแสดงคือเดิมพันที่สูงที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะเงาของ แบรนดอน ลี ในฉบับปี 1994 นั้นใหญ่เกินกว่าที่ใครจะมาแทนที่ได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตาม การตีความตัวละคร ของสการ์สการ์ดดูเหมือนจะเน้นไปที่ความ เซ็กซี่ ดิบ และคลั่งไคล้ มากกว่าความ เศร้าลึกและเปราะบาง แบบบทกวีที่แบรนดอน ลี เคยถ่ายทอดไว้ การแสดงที่เน้นความเท่และดุดัน อาจทำให้ตัวละครขาดมิติความลึกล้ำทางอารมณ์ที่จำเป็นสำหรับ The Crow ในบางช่วง การที่หนังอนุญาตให้เขาแสดงสีหน้าได้มากกว่าการซ่อนอารมณ์ไว้ใต้เมคอัพ ก็เป็นอีกหนึ่งความแตกต่างที่ทำให้ตัวละครนี้ดูเหมือน “แอนตี้ฮีโร่สายดาร์กยุคใหม่” ที่เน้นความมีสไตล์มากกว่าความเจ็บปวดภายใน

“The Crow (2024) อีกาพญายม” เป็นหนังรีบูตที่มาพร้อมกับความตั้งใจอันแรงกล้าในการสร้างความแตกต่างและนำเสนอวิสัยทัศน์ที่มืดหม่นในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากขึ้น แต่โชคร้ายที่ความพยายามนั้น ไม่บรรลุผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์
ภาพยนตร์เรื่องนี้มี งานภาพที่สวยงามและมีสไตล์ มี ฉากแอ็คชั่นที่รุนแรงเลือดสาด และ การแสดงที่ทุ่มเท โดยเฉพาะจากบิลล์ สการ์สการ์ด แต่ปัญหาหลักอยู่ที่ ทิศทางของเนื้อเรื่องและบทภาพยนตร์ ที่หลงทางไปกับความโรแมนติกที่ยาวนานเกินไป และการปรับเปลี่ยนกลไกของพลังเหนือธรรมชาติที่ทำให้แก่นแท้ของตำนาน The Crow ที่เปี่ยมไปด้วยความเศร้าสร้อยและลึกลับถูกลดทอนลง
สำหรับผู้ชมที่ไม่เคยชมต้นฉบับปี 1994 มาก่อน The Crow (2024) อาจเป็นหนังแอ็คชั่นเหนือธรรมชาติที่ดูสนุกและมีสไตล์ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับแฟนๆ ที่หลงรักความคลาสสิกของ “อีกาพญายม” ฉบับดั้งเดิม หนังเรื่องนี้อาจถูกมองว่าเป็นการ “ปู้ยี่ปู้ยำ” หรือเป็นเพียง “อีกาปีกหัก” ที่แม้จะมีพลัง แต่ก็ไม่สามารถบินได้สูงเท่ากับตำนานที่เคยถูกสร้างไว้ คำพูดส่งท้าย: “การแก้แค้นของเอริค ดราเว่น ฉบับ 2024 นั้นดุเดือดและมีสไตล์ แต่ความรักอันแสนหวานที่หนังประเคนมาให้ กลับทำให้ความแค้นนั้นขาดความขมขื่นที่ควรจะมี นี่คือหนังที่ภาพสวย… แต่จิตวิญญาณไม่เต็มเปี่ยม” รับชมหนังเรื่อง The Crow (2024) อีกาพญายม ได้ที่ movie24hd