รีวิวหนัง The Exception (2016) รอยต่อของยุคสมัย และมนุษยธรรมภายใต้เงาอินทรีเหล็ก! ในจักรวาลของภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่สอง (World War II Cinema) ที่มักจะวนเวียนอยู่กับสมรภูมิเลือด, การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust), หรือวีรกรรมของทหารสัมพันธมิตร The Exception (2016) ผลงานการกำกับของ เดวิด เลอโวซ์ (David Leveaux) ได้เลือกที่จะพาผู้ชมก้าวถอยออกมาจากแนวหน้า เพื่อสำรวจมุมมองที่แปลกแยกและหาได้ยากยิ่ง นั่นคือมุมมองของ “อดีต” ที่กำลังถูก “ปัจจุบัน” กลืนกิน! ภาพยนตร์ดัดแปลงจากนวนิยาย The Kaiser’s Last Kiss ของ อลัน จัดด์ (Alan Judd) โดยฉายภาพช่วงเวลาลี้ภัยของ จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 (Kaiser Wilhelm II) อดีตประมุขแห่งเยอรมนีผู้พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งพำนักอยู่อย่างเงียบเหงาในคฤหาสน์ชนบทของเนเธอร์แลนด์ เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1940 เมื่อนาซีเยอรมันบุกยึดฮอลแลนด์ และส่งนายทหารหนุ่มมา “อารักขา” (หรือแท้จริงคือการจับตาดู) อดีตจักรพรรดิ ท่ามกลางข่าวลือเรื่องสายลับอังกฤษที่แทรกซึมเข้ามา! The Exception มิใช่ภาพยนตร์สงครามที่ตัดสินด้วยกระสุนปืน แต่เป็น “Chamber Drama” (ละครชีวิตในพื้นที่จำกัด) ที่ตัดสินด้วยบทสนทนา, สายตา, และการเลือกทางศีลธรรม มันคือการปะทะกันระหว่าง “ศักดินาเก่า” กับ “เผด็จการใหม่” และระหว่าง “หน้าที่” กับ “หัวใจ” บทวิพากษ์ฉบับนี้จะทำการผ่าตัดและวิเคราะห์องค์ประกอบหลักของภาพยนตร์ ทั้งในเชิงโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนทางประวัติศาสตร์, งานภาพที่เน้นความขัดแย้งของบรรยากาศ, และการแสดงระดับตำนานที่ทำให้ตัวละครมีเลือดเนื้อ เพื่อสืบค้นว่าเหตุใด “ข้อยกเว้น” เพียงหนึ่งเดียวจึงมีความหมายมหาศาลในยามที่โลกมืดมนที่สุด

จุดเด่นของ The Exception คือการที่มันปฏิเสธที่จะเป็นเพียงภาพยนตร์ระทึกขวัญจารกรรม (Espionage Thriller) หรือภาพยนตร์รักโรแมนติกเพียงอย่างเดียว แต่มันเลือกที่จะผสมผสานแนวทางเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อสำรวจประเด็นที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือ “จุดเปลี่ยนผ่านของขั้วอำนาจ”
การปะทะกันของสองเยอรมนี (The Clash of Two Germanys)! แกนกลางของเรื่องคือความขัดแย้งเชิงสัญลักษณ์ระหว่าง จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 (ตัวแทนของระบอบกษัตริย์เก่า, เกียรติยศแบบปรัสเซีย, และความหยิ่งทะนงในสายเลือด) กับ ระบอบนาซี (ตัวแทนของความโหดเหี้ยม, ไร้รากเหง้า, และความบ้าคลั่งทางเชื้อชาติ)! บทภาพยนตร์นำเสนอจักรพรรดิไม่ใช่ในฐานะปีศาจผู้ก่อสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ในฐานะชายชราขี้โมโหและหลงยุค ผู้ยังหวังว่าฮิตเลอร์จะคืนบัลลังก์ให้ ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นเมื่อ ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ (Heinrich Himmler) ผู้นำหน่วย SS เดินทางมาเยือน ฉากโต๊ะอาหารค่ำคือจุดไคลแมกซ์ทางความคิดที่น่าสะพรึงกลัว เมื่อ “ความชั่วร้ายแบบผู้ดี” ของจักรพรรดิ ต้องเผชิญหน้ากับ “ความชั่วร้ายที่แท้จริง” ของนาซี จักรพรรดิผู้เคยส่งคนไปตายในสงคราม กลับต้องรู้สึกขยะแขยงต่อวิธีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเป็นระบบของนาซี นี่คือการวิพากษ์ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ว่าในความเลวร้าย ก็ยังมีระดับชั้นของมันอยู่
ความรักในฐานะการกบฏ (Romance as Rebellion)! ความสัมพันธ์ระหว่าง ร้อยเอกสเตฟาน แบรนดท์ (นายทหารนาซี) และ มีเก้ (สาวใช้ชาวดัตช์เชื้อสายยิว/สายลับ) ทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนพล็อตเรื่อง “ข้อยกเว้น” ในชื่อเรื่องอาจตีความได้หลายระดับ
ข้อยกเว้นทางกฎระเบียบ: แบรนดท์แหกกฎห้ามมีความสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น
เรื่องราวความรักนี้ไม่ได้ถูกนำเสนอแบบนิยายประโลมโลกที่หวานชื่น แต่เต็มไปด้วยอันตราย ความหวาดระแวง และเซ็กส์ที่ดิบเถื่อน ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการยึดเหนี่ยวความเป็นมนุษย์เอาไว้ท่ามกลางความตายที่รายล้อม บทภาพยนตร์ใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการ “ลอกคราบ” เครื่องแบบของแบรนดท์ออก เพื่อเผยให้เห็นเนื้อแท้ของมนุษย์ข้างใน
นัยยะของ “กรงทอง” (The Gilded Cage)! คฤหาสน์ Huis Doorn ถูกนำเสนอในฐานะ “กรงทอง” ที่ขังจักรพรรดิไว้ในอดีต และขังตัวละครอื่นๆ ไว้ในปัจจุบัน ทุกคนในบ้านหลังนี้ต่างสวมหน้ากาก: จักรพรรดิสวมหน้ากากของผู้มีอำนาจทั้งที่ไร้อำนาจ, ภรรยาของเขาสวมหน้ากากแห่งความหวังลมๆ แล้งๆ, มีเก้สวมหน้ากากสาวใช้, และแบรนดท์สวมหน้ากากทหารผู้ภักดี เนื้อเรื่องคือกระบวนการกระชากหน้ากากเหล่านี้ออกทีละชั้น จนเหลือเพียงความจริงที่ต้องตัดสินใจในตอนจบ

เนื่องจาก เดวิด เลอโวซ์ ผู้กำกับมีพื้นฐานมาจากละครเวที (Theater Director) งานภาพของ The Exception จึงมีความโดดเด่นในการใช้พื้นที่จำกัด (Confined Space) และการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ที่เน้นความ “ใกล้ชิด” (Intimacy)
สุนทรียศาสตร์แห่งความแตกต่าง (Aesthetics of Contrast)! ผู้กำกับภาพ โรมัน โอซิน (Roman Osin) สร้างความขัดแย้งทางสายตาที่ชัดเจนระหว่าง “โลกภายใน” และ “โลกภายนอก”
ภายในคฤหาสน์: ใช้แสงที่นุ่มนวล (Soft Light), แสงเทียน, และโทนสีอบอุ่นของไม้และกำมะหยี่ เพื่อสะท้อนถึงความหรูหรา ความเก่าแก่ และความปลอดภัยจอมปลอม มันคือโลกของอดีตที่หยุดนิ่ง
ภายนอกและเครื่องแบบ: เมื่อตัดภาพมาที่ขบวนรถของนาซี หรือเครื่องแบบ SS สีดำทมิฬ โทนภาพจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชา แข็งกระด้าง และคุกคาม การใช้สีเทา-ดำ ตัดกับความเขียวขจีของป่ารอบคฤหาสน์ สร้างความรู้สึกเหมือนเชื้อโรคร้ายที่กำลังรุกล้ำสวรรค์
การใช้แสงเงาและกระจก (Shadow and Reflection)! ภาพยนตร์มีการใช้ “เงา” อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในฉากที่แบรนดท์ต้องเผชิญกับความขัดแย้งในใจ เงาที่ทาบทับใบหน้าครึ่งหนึ่งสื่อถึงความไม่ชัดเจนทางศีลธรรม! นอกจากนี้ การใช้ “กระจก” ในหลายฉาก (เช่น ฉากแต่งตัวของจักรพรรดิ หรือฉากในห้องนอนของมีเก้) สะท้อนถึงธีมเรื่อง “ตัวตนที่ซ่อนเร้น” (Hidden Identity) ตัวละครมักจะมองตัวเองในกระจกด้วยสายตาที่ตั้งคำถาม ราวกับกำลังสำรวจคนแปลกหน้าที่จ้องมองกลับมา
เครื่องแต่งกายในฐานะสัญลักษณ์ (Costume as Symbolism)! งานออกแบบเครื่องแต่งกายทำหน้าที่เล่าเรื่องได้อย่างดีเยี่ยม
ชุดของจักรพรรดิมีความวิจิตรบรรจงแต่ดูล้าสมัย สื่อถึงเกียรติยศที่ตายไปแล้ว
ชุดของแบรนดท์ (เครื่องแบบ Wehrmacht) และชุดของฮิมม์เลอร์ (เครื่องแบบ SS) มีความเนี้ยบกริบ แต่แฝงความน่าสะพรึงกลัว การที่แบรนดท์ค่อยๆ ปลดกระดุม หรือถอดเครื่องแบบออกเมื่ออยู่กับมีเก้ คือสัญลักษณ์ของการปลดเปลื้องพันธนาการทางหน้าที่ เพื่อกลับมาเป็นมนุษย์
ความวาบหวามและความดิบ (Eroticism and Grittiness)! ฉากเลิฟซีนในเรื่องนี้ไม่ได้ถูกถ่ายทอดให้ดูสวยงามแบบโรแมนติกแฟนตาซี แต่มีความ “ดิบ” และ “เร่งรีบ” ซึ่งสะท้อนสภาวะสงครามที่ไม่มีใครรู้อนาคต งานภาพเน้นย้ำผิวหนังและสัมผัส เพื่อตอกย้ำว่า “ร่างกาย” และ “ชีวิต” คือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่พวกเขามีเหลืออยู่
หากบทภาพยนตร์คือโครงกระดูก และงานภาพคือผิวหนัง การแสดงใน The Exception ก็คือ “หัวใจ” ที่สูบฉีดเลือดให้หนังเรื่องนี้มีชีวิต โดยเฉพาะการแสดงระดับปรมาจารย์ที่ค้ำจุนหนังทั้งเรื่องไว้
คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (Christopher Plummer) ในบท จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2! นี่คือหนึ่งในการแสดงท้ายๆ ของตำนานผู้ล่วงลับ และเป็นการแสดงที่ทรงพลังอย่างยิ่ง พลัมเมอร์มอบมิติที่ซับซ้อนให้กับตัวละครที่ประวัติศาสตร์มักมองข้าม
ความย้อนแย้ง: เขาสามารถทำให้จักรพรรดิผู้บ้าอำนาจและขี้โมโห กลายเป็นชายชราที่น่าเห็นใจและน่าขบขันในเวลาเดียวกัน พลัมเมอร์ถ่ายทอด “ความหลงตัวเอง” (Narcissism) ควบคู่ไปกับ “ความเปราะบาง” (Vulnerability) ได้อย่างแนบเนียน
ฉากโต๊ะอาหาร: ในฉากที่เผชิญหน้ากับฮิมม์เลอร์ พลัมเมอร์ใช้เพียงสายตาและการขยับมุมปากเล็กน้อย เพื่อแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ต่อนาซี มันคือการแสดงของ “ชนชั้นสูง” ที่มอง “อันธพาล” ด้วยสายตาเหยียดหยาม ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่ทรงพลังที่สุดของหนัง
ไจ คอร์ทนีย์ (Jai Courtney) ในบท ร้อยเอกสเตฟาน แบรนดท์! ไจ คอร์ทนีย์ มักถูกวิจารณ์ในแง่ลบจากบทบาทในหนังแอ็กชันบล็อกบัสเตอร์ แต่ใน The Exception เขาได้พิสูจน์ฝีมือการแสดงดราม่าที่ยอดเยี่ยม
ความนิ่งที่ซ่อนพายุ: เขาต้องรับบททหารที่เก็บกดความรู้สึกผิด (จากเหตุการณ์ในโปแลนด์) คอร์ทนีย์ใช้ความนิ่งขรึมและร่างกายที่กำยำ สื่อถึงความเป็นทหารอาชีพ แต่แววตาของเขาฉายความสับสนและความอ่อนโยนเมื่ออยู่กับมีเก้ เขาทำให้เราเชื่อในการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร จากจักรกลสงครามสู่ผู้ชายที่มีหัวใจ
ลิลลี่ เจมส์ (Lily James) ในบท มีเก้! ลิลลี่ เจมส์ สลัดภาพเจ้าหญิงดิสนีย์มารับบทที่ท้าทายและซับซ้อน เธอไม่ใช่เพียง “Damsel in Distress” แต่เป็นตัวละครที่มีอุดมการณ์แรงกล้า
ความลึกลับและเสน่ห์: เธอผสมผสานความไร้เดียงสาเข้ากับความมุ่งมั่นของสายลับได้อย่างลงตัว เคมีระหว่างเธอกับคอร์ทนีย์มีความร้อนแรงและน่าเชื่อถือ เธอทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความเสี่ยงที่เธอแบกรับในทุกวินาที
เอ็ดดี้ มาร์ซาน (Eddie Marsan) ในบท ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์! แม้จะมีเวลาบนจอไม่มาก แต่การแสดงของมาร์ซานนั้น “น่าขนลุก” (Chilling) อย่างยิ่ง
ความชั่วร้ายที่แสนธรรมดา (The Banality of Evil): เขาไม่ได้เล่นเป็นฮิมม์เลอร์แบบปีศาจร้ายที่ตะโกนโวยวาย แต่เล่นเป็นข้าราชการที่พูดจาสุภาพ นุ่มนวล และยิ้มแย้ม ขณะที่พูดยกย่องการฆ่าเด็กพิการและชาวยิว การแสดงที่สงบเยือกเย็นนี้สร้างความสะพรึงกลัวทางจิตวิทยาได้มากกว่าตัวร้ายที่เกรี้ยวกราด

The Exception (2016) มิใช่ภาพยนตร์ที่พยายามจะเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ หรือตัดสินความถูกผิดในระดับมหภาค แต่มันคือการส่องกล้องจุลทรรศน์ลงไปที่ “จุดตัด” เล็กๆ ของความเป็นมนุษย์ ท่ามกลางมหาสงครามที่บ้าคลั่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งคำถามสำคัญว่า “เกียรติยศ” ที่แท้จริงคืออะไร? คือความจงรักภักดีต่อชาติ ต่อกษัตริย์ หรือต่อมโนธรรมสำนึกของตนเอง? การที่ร้อยเอกแบรนดท์และจักรพรรดิเลือกที่จะทำสิ่งที่ “เป็นข้อยกเว้น” ต่อกฎเกณฑ์ของพวกเขา เพื่อปกป้องชีวิตหนึ่งชีวิต คือคำตอบที่งดงามที่สุด ด้วยเนื้อเรื่องที่ผสานความตึงเครียดทางการเมืองเข้ากับโรมานซ์ได้อย่างลงตัว, งานภาพที่เน้นบรรยากาศและสัญลักษณ์, และการแสดงระดับตำนานของ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ทำให้ The Exception เป็นภาพยนตร์สงครามที่ “แปลกต่าง” และ “ควรค่าแก่การจดจำ” มันยืนยันว่า แม้ในยุคสมัยที่มืดมิดที่สุด แสงสว่างแห่งความเมตตาก็ยังสามารถลอดผ่านรอยแยกของความเกลียดชังออกมาได้เสมอ หากเรากล้าพอที่จะเป็น “ข้อยกเว้น” ของสังคม รับชมหนัง The Exception (2016) ได้ที่ movie24hd