รีวิวหนัง The Irishman (2019) คนใหญ่ไอริช ในบรรดาปูชนียบุคคลแห่งโลกภาพยนตร์ ชื่อของ มาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) ถูกสลักไว้ในฐานะปรมาจารย์ผู้กำหนดนิยาม “ภาพยนตร์แนวอาชญากรรม” (Gangster Film) ให้กับโลกสมัยใหม่ ผลงานอย่าง Goodfellas (1990) และ Casino (1995) คือการเฉลิมฉลองความฟุ้งเฟ้อ, พลังงานอันบ้าคลั่ง, และเสน่ห์อันดำมืดของโลกใต้ดิน แต่เมื่อกาลเวลาผันผ่าน, ในปี 2019, สกอร์เซซีในวัย 77 ปี (ในขณะนั้น) ได้หวนคืนสู่แนวทางที่เขาคุ้นเคยอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อการเฉลิมฉลอง แต่เพื่อ “การชำระสะสาง” (A Reckoning)! The Irishman (คนใหญ่ไอริช) จึงมิใช่เพียง “หนังแก๊งสเตอร์” อีกเรื่องหนึ่ง
แต่มันคือ “บทเพลงไว้อาลัย” (Elegy) ที่ยาวนานกว่าสามชั่วโมงครึ่ง มันคือบทสรุปอันเยือกเย็น, การทบทวนไตร่ตรอง (Meditation) ถึงชีวิตที่ล่วงเลย, และการตั้งคำถามอันเจ็บปวดต่อมรดกที่เหล่า “คนใหญ่” ทิ้งไว้เบื้องหลัง ภาพยนตร์เรื่องนี้คือการเดินทางสู่ความเสื่อมสลาย, การวิพากษ์ตัวตนของ “ความภักดี” และ “การทรยศ” และเหนือสิ่งอื่นใด, มันคือโศกนาฏกรรมว่าด้วยความพ่ายแพ้ต่อศัตรูที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเอาชนะได้ นั่นคือ “เวลา”! บทวิพากษ์ฉบับนี้ จะทำการผ่าตัดและวิเคราะห์องค์ประกอบหลักสามประการที่หลอมรวมกันเป็นมหากาพย์ชิ้นนี้ ได้แก่ “เนื้อเรื่อง” (ในเชิงโครงสร้างและสารัตถะ), “ภาพ” (ในเชิงสุนทรียศาสตร์และการกำกับ), และ “การแสดง” (ในฐานะการกลับมารวมตัวของตำนาน) เพื่อสืบค้นว่าเหตุใด The Irishman จึงเป็นมากกว่าภาพยนตร์ แต่คือพินัยกรรมทางปัญญาที่สกอร์เซซีมอบไว้ให้กับยุคสมัย

ความผิดพลาดประการแรกในการเข้าถึง The Irishman คือการคาดหวังพลังงานอันพลุ่งพล่านแบบ Goodfellas เพราะหัวใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เต้นด้วยจังหวะร็อกแอนด์โรล แต่เต้นด้วยจังหวะการเคลื่อนตัวอันเชื่องช้าของรถเข็นในบ้านพักคนชรา สกอร์เซซีและผู้เขียนบท สตีเวน ซาอิลเลียน (Steven Zaillian) ได้จงใจทำลายเสน่ห์ของโลกอาชญากรรมจนหมดสิ้น
โครงสร้างแห่งความทรงจำ: คำสารภาพที่บิดเบือนและไม่น่าเชื่อถือ
แก่นกลางของ “เนื้อเรื่อง” ไม่ได้อยู่ที่ “เหตุการณ์” แต่อยู่ที่ “ผู้เล่า” แฟรงค์ ชีแรน (Frank Sheeran) ในวัยชรา คือผู้บรรยายที่ไม่น่าเชื่อถือ (Unreliable Narrator) เขากำลังเล่าเรื่องราวชีวิตอันรุ่งโรจน์ (ในสายตาเขา) ให้กับผู้ชม (หรืออาจเป็นเพียงความว่างเปล่า) โครงสร้างภาพยนตร์จึงเป็นการซ้อนทับของความทรงจำ (Flashback within a Flashback) ที่เต็มไปด้วยการแก้ต่าง, การอวดอ้าง, และการละเว้นความจริงบางอย่าง! การที่ภาพยนตร์มีความยาวถึง 209 นาที ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่คือ “เจตนา” สกอร์เซซีบังคับให้ผู้ชมต้อง “ใช้ชีวิต” อยู่กับแฟรงค์, ให้รู้สึกถึงน้ำหนักของเวลาที่ทอดผ่านไปอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง เราไม่ได้แค่ “ดู” ชีวิตของเขา แต่เรา “รู้สึก” ถึงความเหนื่อยล้าของการมีชีวิตอยู่เนิ่นนานเกินไป
สารัตถะที่ 1: “ความดาษดื่น” ของความรุนแรง (The Banality of Violence)
The Irishman ลบล้างความเท่ของความตาย ในโลกของแฟรงค์ ชีแรน การฆ่าคนไม่ใช่เรื่องศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีความดราม่า มันเป็นเพียง “งาน” ที่ต้องทำให้เสร็จ (“I paint houses” – “ผมทาสีบ้าน”) ภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึงการฆาตกรรมนับครั้งไม่ถ้วนด้วยความรวดเร็วและไร้อารมณ์ร่วม เทคนิค “Freeze-Frame” ที่เคยใช้แนะนำตัวละครอย่างเท่ๆ ใน Goodfellas ถูกแทนที่ด้วย “Freeze-Frame Obituaries” (การหยุดภาพเพื่อบอกว่าตัวละครนี้ตายอย่างไร) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตายอย่างโดดเดี่ยวหรือถูกยิงทิ้งอย่างอนาถา นี่คือการตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายว่า ในโลกใบนี้ ไม่มีใครเป็นอมตะ และจุดจบของพวกเขาก็หาได้ยิ่งใหญ่ไม่
สารัตถะที่ 2: โศกนาฏกรรมแห่งความภักดี (The Tragedy of Loyalty)
หัวใจที่แตกสลายของเรื่องนี้ คือ “สามเส้าแห่งความภักดี” ระหว่าง แฟรงค์ ชีแรน, รัสเซล บูฟาลีโน (Russell Bufalino) และ จิมมี่ ฮอฟฟา (Jimmy Hoffa)
รัสเซล คือตัวแทนของ “องค์กร” (The Mob) ที่เยือกเย็น, เป็นเหตุเป็นผล, และไร้ความปรานี ความภักดีในโลกของรัสเซลคือการสยบยอมโดยสมบูรณ์
ฮอฟฟา คือตัวแทนของ “มิตรภาพ” (Friendship) ที่เปี่ยมด้วยอารมณ์, ความอบอุ่น, และความเย่อหยิ่ง
แฟรงค์ คือ “สุญญากาศ” ที่อยู่ตรงกลาง เขาเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งที่ยอดเยี่ยม
โศกนาฏกรรมที่แท้จริงของแฟรงค์ไม่ใช่การที่เขาต้อง “เลือก” แต่คือการที่เขา “ไม่มีทางเลือก” ตั้งแต่ต้น เขาถูกหล่อหลอมจากสงครามโลกให้เป็นคนที่ทำตามคำสั่งโดยไม่ตั้งคำถาม ความภักดีที่เขามีต่อรัสเซลนั้นฝังลึกกว่ามิตรภาพที่เขามีต่อฮอฟฟา การตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา จึงเป็นการกระทำที่ว่างเปล่าทางศีลธรรม ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของทุกสิ่งในชีวิตเขา
สารัตถะที่ 3: การล่มสลายของครอบครัว และความเงียบอันเป็นบทลงโทษ
สิ่งที่สกอร์เซซีวิพากษ์อย่างหนักหน่วงที่สุด คือ “ครอบครัว” สถาบันมาเฟียที่เรียกตัวเองว่า “ครอบครัว” กลับเรียกร้องให้แฟรงค์ทำลายมิตรภาพที่เปรียบเสมือนครอบครัว (ฮอฟฟา) และในขณะเดียวกัน “ครอบครัว” ที่แท้จริงของเขา (ลูกสาว) ก็ล่มสลายลงเพราะการกระทำของเขาเอง! ตัวละคร เพ็กกี้ ชีแรน (Peggy Sheeran) คือองค์ประกอบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบทภาพยนตร์ เธอคือ “มโนธรรม” (Conscience) ที่แฟรงค์พยายามเพิกเฉยมาตลอดชีวิต การที่เธอแทบไม่มีบทพูด แต่ใช้ “ความเงียบ” และ “สายตา” ในการตัดสินพ่อของเธอ คือบทลงโทษที่ทรงพลังกว่ากระสุนปืนใดๆ ในตอนท้ายของเรื่อง แฟรงค์ไม่ได้ถูกทิ้งให้อยู่กับความตาย แต่ถูกทิ้งให้อยู่กับ “ความเงียบ” ของลูกสาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรมานกว่า! ฉากจบของภาพยนตร์ (การแง้มประตูไว้) คือบทสรุปที่สมบูรณ์แบบ มันคือความพยายามครั้งสุดท้ายของชายผู้โดดเดี่ยว ที่หวังว่าจะมีใครสักคนเดินเข้ามา… แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่มีใครเหลืออีกแล้ว

หากเนื้อเรื่องคือการเดินทางสู่ความเสื่อมสลาย งานภาพของ The Irishman ก็คือการสะท้อนสภาวะนั้นอย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือผลงานที่แสดงถึง “วุฒิภาวะ” ของผู้กำกับอย่างแท้จริง
ลายเซ็นของสกอร์เซซีที่เปลี่ยนไป: จากความคลั่งสู่ความสงบนิ่ง! ลายเซ็นของสกอร์เซซี (Auteurism) ที่เราคุ้นเคย—การตัดต่อที่รวดเร็ว (Fast Cutting), ดนตรีร็อกประกอบที่เร้าอารมณ์, และการเคลื่อนกล้อง (Tracking Shot) ที่เปี่ยมพลัง—ยังคงมีอยู่ แต่ถูก “ลดทอน” (Subdued) ลงอย่างมีนัยสำคัญ
การเคลื่อนกล้อง: การเคลื่อนกล้องที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่ฉากในคลับ Copa แต่เป็นฉากที่กล้องเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าผ่าน “บ้านพักคนชรา” มันคือการล้อเลียน (Parody) ความรุ่งโรจน์ในอดีตของตนเอง
การตัดต่อ (เธลมา สคูนเมกเกอร์): การตัดต่อของ เธลมา สคูนเมกเกอร์ (Thelma Schoonmaker) คู่บุญของสกอร์เซซีในครั้งนี้ เน้นจังหวะที่ “สงบนิ่ง” (Meditative) ให้เวลาผู้ชมได้ซึมซับความว่างเปล่าและความเหนื่อยล้าของตัวละคร
ดนตรี: เพลงประกอบที่โดดเด่นที่สุดคือ “In the Still of the Night” ซึ่งเป็นเพลงที่โหยหวนและสะท้อนความเดียวดาย ไม่ใช่เพลงป๊อปที่สร้างความสนุกสนาน
สุนทรียศาสตร์แห่งความตาย: โทนสีและการถ่ายภาพ! ผู้อำนวยการสร้างภาพ โรดริโก ปริเอโต (Rodrigo Prieto) สร้างโทนสีของภาพยนตร์ให้เหมือน “ภาพถ่ายเก่าที่กำลังซีดจาง” (Faded Photograph) โทนสีของเรื่องจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่โดยรวมจะถูกคุมด้วยโทนสีที่หม่นหมอง, เย็นชา (Cold), และไร้ชีวิตชีวา มันคือโลกที่ปราศจากความอบอุ่น สีแดงฉานของเลือดถูกแทนที่ด้วยสีเทาและสีเบจของผนังบ้านพักคนชรา
ประเด็นถกเถียง: เทคโนโลยี “ลดอายุ” (De-Aging Technology)! เทคนิค CGI “ลดอายุ” นักแสดง คือองค์ประกอบที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด แต่ในเชิงศิลปะ มันคือ “ความจำเป็น” ไม่ใช่ “ลูกเล่น” (Gimmick)! สกอร์เซซีไม่ได้ต้องการ “นักแสดงหนุ่ม” เขาต้องการ “นักแสดงในตำนานเหล่านี้” (เดอ นีโร, ปาชิโน, เพสซี่) ในการเล่าเรื่องราวที่กินเวลาครึ่งศตวรรษ การที่เราได้เห็น “ใบหน้า” ที่เราคุ้นเคยแก่ชราลงไปพร้อมกับเรื่องราว คือหัวใจสำคัญของธีม “เวลา”! แม้ในบางขณะ เทคนิคนี้จะสร้างภาวะ “Uncanny Valley” (ความรู้สึกแปลกประหลาดเมื่อเห็นสิ่งที่คล้ายมนุษย์แต่ไม่ใช่มนุษย์) โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวร่างกายที่ยังดูแข็งทื่อ (เช่น ฉากที่แฟรงค์กระทืบเจ้าของร้านชำ) แต่มันคือการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า เพื่อให้ได้มาซึ่งผลกระทบทางอารมณ์อันมหาศาลในองก์สุดท้าย เมื่อเราเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย “จริงๆ” ของพวกเขา

นี่คือหัวใจที่แท้จริงของ The Irishman การได้เห็น โรเบิร์ต เดอ นีโร, อัล ปาชิโน, และ โจ เพสซี่ กลับมารวมตัวกันบนจอ ไม่ใช่แค่การรวมดาว แต่มันคือ “การสังเคราะห์” อาชีพการแสดงของพวกเขาทั้งชีวิต ภายใต้การกำกับที่เฉียบคมของสกอร์เซซี
โรเบิร์ต เดอ นีโร (Robert De Niro) ในบท แฟรงค์ ชีแรน! เดอ นีโร คือ “สมอ” ของเรื่อง เขาคือความว่างเปล่าที่อยู่ใจกลางพายุ การแสดงของเขาในครั้งนี้คือการ “ลบตัวตน” (Subtractive Performance) เขาไม่ได้แสดงเป็น ทราวิส บิ๊กเกิล หรือ จิมมี่ คอนเวย์ ผู้เปี่ยมเสน่ห์อีกต่อไป! แฟรงค์ ชีแรน คือชายผู้ “ไร้แก่นสาร” (Hollow Man) เขาเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์, ผู้รับคำสั่ง, และผู้รอดชีวิตที่ยอดเยี่ยม การแสดงของเดอ นีโร จึงอยู่ที่ “ดวงตา” แววตาของเขาที่มองเห็นทุกสิ่ง แต่เลือกที่จะไม่รู้สึกอะไร จนกระทั่งในชั่วโมงสุดท้ายของภาพยนตร์ เมื่อทุกอย่างพังทลาย เดอ นีโรได้ถ่ายทอด “ความสำนึกผิด” (Regret) ที่สายเกินไป ออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ฉากที่เขาพยายามโทรหาลูกสาว หรือฉากที่เขาสารภาพบาปกับบาทหลวง คือการแสดงระดับปรมาจารย์ที่แสดงออกถึงความแตกสลายภายในโดยแทบไม่ต้องขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้า
อัล ปาชิโน (Al Pacino) ในบท จิมมี่ ฮอฟฟา! หากเดอ นีโร คือความสงบนิ่ง, ปาชิโน ก็คือ “พายุ” นี่คือการระเบิดพลังการแสดงที่ “ใช่ที่ใช่เวลา” ที่สุดในรอบหลายปีของปาชิโน เขากลับมาเป็น ปาชิโน ในยุค 70s ที่เปี่ยมด้วยพลัง, เสน่ห์, และความบ้าบิ่น! ฮอฟฟา ของปาชิโน คือชายผู้เปี่ยมไปด้วย “อัตตา” (Ego) เขาคือร็อกสตาร์ที่ไม่ยอมลงจากเวที ความเย่อหยิ่ง, การปฏิเสธความจริง, และการไม่ยอมก้มหัวให้ใคร คือเสน่ห์และเป็น “ข้อบกพร่องอันนำไปสู่ความตาย” (Tragic Flaw) ของเขา ปาชิโนสร้างสมดุลระหว่างความน่ารัก (ฉากกินไอศกรีมกับเพ็กกี้) กับความน่ารังเกียจ (ฉากตะโกนด่าทอ) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาคือหัวใจที่เปี่ยมชีวิตชีวาของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก่อนที่หัวใจดวงนั้นจะถูกหยุดเต้นลงอย่างเฉียบพลัน
โจ เพสซี่ (Joe Pesci) ในบท รัสเซล บูฟาลีโน! นี่คือ “การแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” (The Revelation) ของภาพยนตร์เรื่องนี้ โจ เพสซี่ ผู้ซึ่งเกษียณตัวเองไปแล้ว กลับมาในบทบาทที่ “ตรงกันข้าม” กับภาพจำของเขาทั้งหมด! ลืม ทอมมี่ เดอวีโต (Goodfellas) ที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกวินาทีไปได้เลย รัสเซล บูฟาลีโน ของเพสซี่ คือ “อำนาจที่แท้จริง” ซึ่งไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดัง! พลังของรัสเซลอยู่ใน “ความเงียบ” (Stillness) ของเขา เพสซี่แสดงผ่านการขยับคิ้วเล็กน้อย, การกระซิบ, และการหยุดเว้นจังหวะที่น่าอึดอัด เขาคือผู้คุมกฎที่เยือกเย็นและคำนวณทุกอย่างไว้แล้ว ฉากที่เขา “สั่งการ” ให้แฟรงค์จัดการฮอฟฟา โดยที่ไม่ต้องเอ่ยคำว่า “ฆ่า” ออกมาแม้แต่คำเดียว คือฉากที่น่าขนลุกที่สุดในภาพยนตร์ และเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพของ โจ เพสซี่ เขาคือศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงที่แท้จริงของเรื่องราวทั้งหมด
The Irishman ไม่ใช่ภาพยนตร์สำหรับทุกคน มันเรียกร้องความอดทน, สมาธิ, และการตกตะกอนทางความคิด มันคือภาพยนตร์ที่สร้างโดยผู้กำกับและนักแสดงที่เดินทางมาถึง “ปัจฉิมวัย” และกำลังทบทวนถึงสิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลัง! มันคือการลบล้างมายาคติของโลกอาชญากรรมที่สกอร์ซีซีเคยสร้างขึ้นมากับมือ เนื้อเรื่องของมันคือการตั้งคำถามต่อความหมายของชีวิตที่ยืนยาวแต่ว่างเปล่า, งานภาพของมันคือการสะท้อนความเสื่อมสลายของร่างกายและความทรงจำ, และการแสดงของมันคือการรวมตัวของเหล่าตำนานเพื่อถ่ายทอดโศกนาฏกรรมของมนุษย์ที่พ่ายแพ้ต่อเวลา! ในท้ายที่สุด, The Irishman ไม่ได้จบลงด้วยเสียงปืน แต่จบลงด้วยความเงียบ, ความโดดเดี่ยว, และประตูที่แง้มรอความตายอย่างสิ้นหวัง มันคือผลงานชิ้นเอกที่เจ็บปวด, งดงาม, และเป็น “มรณานุสติ” (Memento Mori) ที่สมบูรณ์แบบที่สุดจากหนึ่งในปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเรา รับชมหนัง The Irishman (2019) คนใหญ่ไอริช ได้ที่ movie24hd