รีวิวหนัง The Last Witch Hunter (2015) เดอะ ลาสต์ วิทช์ ฮันเตอร์ เพชฌฆาตแม่มด ในปริมณฑลอันกว้างใหญ่ของภาพยนตร์แนวดาร์กแฟนตาซี (Dark Fantasy) และ จินตนาการร่วมสมัย (Urban Fantasy) “The Last Witch Hunter” (2015) หรือ “เพชฌฆาตแม่มด” ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่สะท้อนถึง “ความทะเยอทะยาน” อันแรงกล้าได้อย่างเป็นรูปธรรม มันคือโครงการที่ถือกำเนิดจากความหลงใหลส่วนตัว (Passion Project) ของนักแสดงนำอย่าง วิน ดีเซล ผู้ซึ่งไม่เคยปิดบังความรักที่เขามีต่อโลกแห่งจินตนาการและเกมอย่าง “Dungeons & Dragons”! ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้พยายามที่จะเป็นเพียงภาพยนตร์แอ็คชั่นทุนสร้างสูง แต่พยายาม “สร้างโลก” (World-Building) ทั้งใบขึ้นมาใหม่ มันคือความพยายามที่จะสถาปนา “จักรวาล” (Franchise) ที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ลึกลับ, ภราดรลับ, และประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นนับพันปี
“The Last Witch Hunter” คืออุปรากรที่ว่าด้วย “อมตภาวะ” (Immortality) และ “ภาระหน้าที่” (Duty) ที่ถูกห่อหุ้มด้วยสุนทรียศาสตร์ทางภาพที่มืดหม่นและตระการตา อย่างไรก็ตาม ภายใต้เปลือกนอกที่ขัดเกลาอย่างมันวาวนี้ คือสุญญากาศทางอารมณ์และโครงสร้างการเล่าเรื่องที่เปราะบางอย่างน่าใจหาย มันคือภาพยนตร์ที่ “หลงใหล” ใน “ตำนาน” (Lore) ของตนเอง มากกว่าที่จะ “ใส่ใจ” ใน “เรื่องเล่า” (Narrative) ที่ขับเคลื่อนตำนานเหล่านั้น! บทวิจารณ์ฉบับนี้ จะทำการวิเคราะห์องค์ประกอบหลักสามประการ—สถาปัตยกรรมแห่งการเล่าเรื่อง, สุนทรียศาสตร์ทางภาพ และการแสดงของเหล่าตัวละคร—เพื่อสำรวจว่าเหตุใดโลกที่ถูกออกแบบมาอย่างซับซ้อนและงดงามนี้ จึงกลับรู้สึก “ไร้ชีวิตชีวา” ราวกับต้องคำสาปแห่งความเป็นอมตะเสียเอง

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ “The Last Witch Hunter” คือการที่มันต้อง “แนะนำ” โลกทั้งใบให้กับผู้ชมภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง บทภาพยนตร์จึงเลือกใช้ “การป้อนข้อมูล” (Exposition) จำนวนมหาศาลเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน
1. “World-Building” ในฐานะตัวเอกของเรื่อง:
แทนที่ “ตัวละคร” จะเป็นศูนย์กลาง “โลก” และ “กฎ” ของมันกลับกลายเป็นตัวเอก บทภาพยนตร์ของ “The Last Witch Hunter” ทำหน้าที่เหมือน “คู่มือผู้เล่น” (Player’s Handbook) สำหรับเกมกระดานราคาแพง มันรีบเร่งที่จะอธิบายทุกสิ่ง:
ปัญหาคือ “The Last Witch Hunter” “บอก” (Tells) เราเกี่ยวกับองค์ประกอบเหล่านี้ แทนที่จะ “แสดง” (Shows) ให้เราเห็นถึงผลกระทบของมันอย่างลึกซึ้ง โครงสร้างของเรื่องจึงดำเนินไปในลักษณะ “สืบสวนสอบสวน” (Detective Noir) ที่ซึ่ง คอลเดอร์ (วิน ดีเซล) ต้องเดินทางจากจุด A ไปจุด B เพื่อรวบรวม “ชิ้นส่วนของตำนาน” (Lore Pieces) แทนที่จะเป็นการเดินทางทางอารมณ์
2. ธีม “ความเป็นอมตะ” ที่ถูกละเลย (The Neglected Theme of Immortality):! แกนกลางทางอารมณ์ที่ทรงพลังที่สุดของเรื่อง—การที่ คอลเดอร์ ต้องมีชีวิตอยู่ 800 ปี แบกรับความเจ็บปวดจากการสูญเสียภรรยาและลูกสาว และเฝ้ามองสหายมนุษย์ (เหล่าโดลัน) แก่ชราและตายจากไปทีละคน—ควรจะเป็นโศกนาฏกรรมที่สั่นสะเทือนจิตใจ
แต่น่าเสียดายที่ภาพยนตร์กลับ “ลดทอน” (Minimize) ภาวะนี้ให้เหลือเพียงฉากสนทนาสั้นๆ ความเจ็บปวด 800 ปี ไม่ได้ถูกจารึกไว้บนใบหน้าหรือจิตวิญญาณของตัวเอก มันถูก “กล่าวถึง” (Mentioned) แต่ไม่เคยถูก “รู้สึก” (Felt)! ความโดดเดี่ยวของเขาจึงกลายเป็นเพียง “ฉากหลัง” (Backdrop) ที่สวยงาม แทนที่จะเป็น “แรงขับเคลื่อน” (Driving Force) ทางอารมณ์ที่แท้จริง เราเห็นคอลเดอร์ในอพาร์ตเมนต์หรูในนิวยอร์กที่ดูเหมือน “คนรวยที่เบื่อหน่าย” มากกว่า “นักรบผู้ถูกสาป” ที่ทนทุกข์มาเกือบสหัสวรรษ
3. โครงสร้างที่คาดเดาได้และ “การหักมุม” ที่ไร้แรงกระแทก:! เมื่อถอดเปลือกแฟนตาซีที่ซับซ้อนออก โครงสร้างของ “The Last Witch Hunter” คือการสืบสวนคดีฆาตกรรมที่แสนจะธรรมดา (A Standard Whodunit) มันดำเนินไปตามสูตรสำเร็จของภาพยนตร์แนวนี้อย่างเคร่งครัด จนทำให้ “การหักมุม” (Plot Twist) ในองก์ที่สาม สามารถคาดเดาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับผู้ชมที่คุ้นเคยกับขนบนี้! ความพยายามที่จะสร้าง “ศัตรู” ที่ยิ่งใหญ่ (ราชินีแม่มด) ถูกบดบังด้วย “ภารกิจย่อย” (Side Quests) ที่มากเกินไป ทำให้พลังขับเคลื่อนของเรื่องกระจัดกระจายและขาดความเข้มข้นที่ควรจะเป็น! โดยสรุป โครงสร้างการเล่าเรื่องของ “The Last Witch Hunter” คือเขาวงกตที่สวยงามแต่ไร้ทางออก มันเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจ แต่ขาด “หัวใจ” ที่จะทำให้ผู้ชมผูกพันกับโลกที่พยายามสร้างขึ้นอย่างเอาเป็นเอาตาย

หากมีสิ่งใดที่ “The Last Witch Hunter” ประสบความสำเร็จอย่างไม่มีข้อกังขา นั่นคือ “งานภาพ” (Visual Presentation) ผู้กำกับ เบร็ก ไอส์เนอร์ (Breck Eisner) และผู้กำกับภาพ ดีน เซมเลอร์ (Dean Semler) ได้สร้างโลกที่ “งดงาม” และ “มีสไตล์” อย่างชัดเจน
1. สุนทรียศาสตร์ “มืดแต่สะอาด” (The “Clean Dark” Aesthetic):
ภาพยนตร์เรื่องนี้คือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของสุนทรียศาสตร์ “บล็อกบัสเตอร์ยุค 2010s” มัน “มืด” (Dark) แต่ไม่ใช่ “มืดหม่น” (Grimy) ทุกเฟรมภาพถูกขัดเกลาจนมันวาว (Glossy)
2. การออกแบบงานสร้าง (Production Design): การหลอมรวมอดีตและปัจจุบัน:
นี่คือจุดที่แข็งแกร่งที่สุดของงานภาพ การออกแบบงานสร้างคือการผสมผสานระหว่าง “ยุคไวกิ้ง” (Viking Era) ที่ดูป่าเถื่อน เข้ากับ “ความหรูหราสมัยใหม่” (Modern Luxury)
3. เทคนิคพิเศษทางภาพ (CGI) ที่ “ล้นเกิน”:
แม้ว่าการออกแบบจะยอดเยี่ยม แต่การ “ดำเนินการ” (Execution) กลับพึ่งพา CGI มากเกินไป จนสูญเสีย “น้ำหนัก” (Weight)
งานภาพของ “The Last Witch Hunter” จึงเป็น “ดาบสองคม” มันสร้างโลกที่สวยงามน่าทึ่ง แต่ความงามที่ถูกขัดเกลาและพึ่งพาคอมพิวเตอร์มากเกินไป ก็ยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้รู้สึก “ไร้เลือดเนื้อ” และ “ปราศจากวิญญาณ” มากขึ้นไปอีก
“The Last Witch Hunter” ได้รวบรวมทีมนักแสดงที่น่าทึ่งในเชิง “บารมี” (Gravitas) แต่กลับล้มเหลวในการสร้าง “ปฏิสัมพันธ์” (Interaction) ที่น่าเชื่อถือ
1. วิน ดีเซล (Vin Diesel) ในบท คอลเดอร์ (Kaulder):
นี่คือ “โครงการ” ของเขา และเขาก็ “เป็น” คอลเดอร์ในแง่ของ “ภาพลักษณ์” (Persona) วิน ดีเซล คือนักแสดงที่ใช้ “การปรากฏตัว” (Presence) และ “น้ำเสียง” (Voice) เป็นเครื่องมือหลัก
2. เซอร์ ไมเคิล เคน (Sir Michael Caine) ในบท โดลัน ที่ 36:
ไมเคิล เคน คือ “เครื่องยืนยันคุณภาพ” (Seal of Quality) การปรากฏตัวของเขาคือการ “ยกระดับ” (Elevate) ภาพยนตร์ทั้งเรื่อง เขารับบทบาท “ผู้ชี้แนะ” (The Mentor) หรือ “อัลเฟรด” ของเรื่องนี้
3. โรส เลสลี (Rose Leslie) ในบท โคลอี้ (Chloe):
ในฐานะตัวละครหญิงที่เป็น “คู่หู” ภาคบังคับ โรส เลสลี (ซึ่งโด่งดังจาก “Game of Thrones”) คือ “พลังงาน” (Energy) ที่สาดเข้ามาในความมืด
4. เอไลจาห์ วูด (Elijah Wood) ในบท โดลัน ที่ 37:! การคัดเลือก “โฟรโด” มารับบทนี้คือ “การเล่นกับภาพจำ” (Meta-Casting) วูดแสดงบท “ผู้ช่วยคนใหม่” ที่กระตือรือร้นและชื่นชมคอลเดอร์ได้อย่างไร้เดียงสา ซึ่งทำหน้าที่ “หลอกล่อ” (Misdirection) ผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าบทบาทของเขาจะถูกลดทอนความสำคัญลงอย่างน่าเสียดาย

“The Last Witch Hunter” (2015) คือ “กรณีศึกษา” ที่น่าสนใจของภาพยนตร์ที่ “ทุ่มเท” (Invested) ทุกอย่างให้กับ “เปลือกนอก” (Surface) มันคือภาพยนตร์ที่ “ตำนาน” (Lore) นั้นน่าสนใจกว่า “เรื่องราว” (Story) และ “การออกแบบงานสร้าง” (Production Design) ก็ทรงพลังกว่า “การแสดง” (Performance)! มันคือความพยายามที่จริงใจของ วิน ดีเซล ในการสร้างจักรวาลแฟนตาซีของตนเอง แต่ความจริงใจนั้นถูกบดบังด้วยบทภาพยนตร์ที่อ่อนแอ, การพึ่งพา CGI ที่มากเกินไป และการที่นักแสดงนำไม่สามารถแบกรับ “น้ำหนักทางอารมณ์” (Emotional Weight) ของตัวละครอมตะอายุ 800 ปีไว้ได้! ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพยนตร์ที่ “สวยงาม” แต่ “ไร้วิญญาณ” (Soulless) มันคือเพชฌฆาตแม่มดผู้เป็นอมตะ ที่ติดอยู่ในห้วงเวลาแห่งความธรรมดา และไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงของตนเองออกมาได้ รับชมหนัง The Last Witch Hunter (2015) เดอะ ลาสต์ วิทช์ ฮันเตอร์ ได้ที่ movie24hd