รีวิวหนัง The Matrix Resurrections (2021) เดอะ เมทริกซ์ เรเซอเรคชั่นส์ การตื่นรู้ครั้งใหม่ หรือเพียงการผลิตซ้ำทางอุตสาหกรรม?! หากย้อนกลับไปในปี 1999 The Matrix มิได้เป็นเพียงภาพยนตร์แอ็กชันไซไฟที่ประสบความสำเร็จทางรายได้ หากแต่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ปฏิวัติวงการภาพยนตร์ ทั้งในแง่ของเทคนิคพิเศษ (Bullet Time) และเนื้อหาเชิงปรัชญาที่ตั้งคำถามต่อความจริง (Reality) การดำรงอยู่ และระบบควบคุมทางสังคม ภายใต้วิสัยทัศน์ของพี่น้องวาโชว์สกี้ (The Wachowskis) ไตรภาคเดิมได้ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ในปี 2003 พร้อมกับการเสียสละของ นีโอ และ ทรินิตี้
ทว่า 18 ปีต่อมา การกลับมาของ The Matrix Resurrections (2021) ภายใต้การกำกับเดี่ยวของ ลาน่า วาโชว์สกี้ (Lana Wachowski) ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนและความแตกแยกทางความคิดในหมู่ผู้ชมและนักวิจารณ์อย่างรุนแรง ภาพยนตร์เรื่องนี้เลือกที่จะไม่เดินตามรอยความเท่ หรือความสมบูรณ์แบบของไตรภาคเดิม แต่กลับเลือกที่จะเป็น “บทวิพากษ์ตนเอง” (Self-Critique) และเป็นจดหมายรักส่วนตัวของผู้กำกับ ภายใต้โจทย์ที่ยากลำบากในการปลุกชีพสิ่งที่ตายไปแล้วให้กลับมามีลมหายใจ! บทวิพากษ์ฉบับนี้ จะทำการผ่าตัดและวิเคราะห์องค์ประกอบหลักของภาพยนตร์อย่างละเอียด ทั้งในเชิงโครงสร้าง “เนื้อเรื่อง” ที่เต็มไปด้วยการเสียดสีและอภิปรัชญา (Meta-commentary), สุนทรียศาสตร์ทาง “ภาพ” ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย, และ “การแสดง” ที่เปลี่ยนจากความเป็นเทพเจ้าสู่ความเป็นมนุษย์ เพื่อสืบค้นว่าภายใต้ความโกลาหลของโค้ดสีเขียว การฟื้นคืนชีพครั้งนี้มีความหมายทางศิลปะอย่างไร

ความกล้าหาญและบ้าบิ่นที่สุดของ The Matrix Resurrections คือการที่บทภาพยนตร์ (เขียนโดย ลาน่า วาโชว์สกี้, เดวิด มิทเชลล์ และ อเล็กซานเดอร์ เฮมอน) เลือกที่จะใช้ครึ่งแรกของเรื่องในการทำลายกำแพงที่สี่ (Breaking the Fourth Wall) และวิพากษ์วิจารณ์การดำรงอยู่ของตัวมันเองอย่างโจ่งแจ้ง
มายาคติของความถวิลหาอดีต (The Weaponization of Nostalgia)
ภาพยนตร์เปิดเรื่องด้วยการนำเสนอ ทอมัส แอนเดอร์สัน ในฐานะนักออกแบบเกมผู้มีชื่อเสียงจากการสร้างเกมไตรภาค “The Matrix” นี่คือการซ้อนทับความเป็นจริง (Meta-Narrative) ที่ชาญฉลาดและเจ็บแสบ บทสนทนาในห้องประชุมที่ตัวละครพูดถึง “Warner Bros.” ว่าจะสร้างภาคต่อไม่ว่าผู้สร้างเดิมจะยินยอมหรือไม่ คือเสียงสะท้อนความจริงอันขมขื่นของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดในปัจจุบัน ที่มักขุดคุ้ยแฟรนไชส์เก่ามาหากินกับความถวิลหาอดีต (Nostalgia) ของผู้ชม! ลาน่า วาโชว์สกี้ ใช้จุดนี้ประกาศเจตนารมณ์ว่า เธอกลับมาทำหนังเรื่องนี้เพื่อ “แย่งชิง” การควบคุมเรื่องเล่าของเธอคืนมา และเพื่อทำลายความคาดหวังของผู้ชมที่ต้องการเห็นเพียงฉากแอ็กชันเท่ๆ หรือปรัชญาเดิมๆ เนื้อเรื่องในส่วนนี้จึงเต็มไปด้วยการเสียดสี ล้อเลียน และตั้งคำถามว่า “เราต้องการอะไรจากการเสพสื่อเดิมซ้ำๆ?”
จาก “ทางเลือก” สู่ “ความรู้สึก” (From Choice to Sentiment)
หากไตรภาคเดิมขับเคลื่อนด้วยประเด็นเรื่อง “เจตจำนงเสรี” (Free Will) และ “ทางเลือก” (Choice), ภาค Resurrections ได้ย้ายจุดศูนย์ถ่วงไปสู่ “ความรัก” (Love) และ “โอกาสครั้งที่สอง” (Second Chances)! การเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมของเมทริกซ์ จากยุคของ “สถาปนิก” (The Architect) ผู้เน้นตรรกะและสมการคณิตศาสตร์ มาสู่ยุคของ “นักวิเคราะห์” (The Analyst) ผู้ใช้จิตวิทยาและการจัดการอารมณ์ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลสมัยใหม่
ในยุคปัจจุบัน การควบคุมมนุษย์ไม่ได้ทำด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด แต่ทำด้วยการปั่นหัว (Gaslighting), การเลี้ยงไข้ความปรารถนา และการตรึงมนุษย์ไว้ด้วยความกลัวและความสุขจอมปลอม (Algorithmic Control) เนื้อเรื่องจึงไม่ได้เน้นการกู้โลกในเชิงมหภาค แต่เน้นการกู้คืน “จิตวิญญาณ” ของปัจเจกบุคคล โดยมี “ความรักระหว่างนีโอและทรินิตี้” เป็นพลังงานเดียวที่สามารถแหกกฎเกณฑ์ของระบบใหม่นี้ได้ นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากปรัชญาแบบเหตุผลนิยม (Rationalism) สู่ โรแมนติกนิยม (Romanticism) อย่างชัดเจน
การรื้อถอนความเป็นทวิลักษณ์ (Deconstructing Binary)
ภาพยนตร์พยายามทำลายกรอบคิดแบบขั้วตรงข้าม (Binary Opposition) ที่เคยมีในภาคเก่า เช่น มนุษย์ vs เครื่องจักร, จริง vs เท็จ ในภาคนี้ เราเห็นเครื่องจักรที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ (Synthients), โปรแกรมที่มีความรู้สึกนึกคิด และศัตรูที่ไม่ได้ต้องการทำลายล้างแต่ต้องการใช้ประโยชน์ เป็นการสะท้อนมุมมองที่ลื่นไหล (Spectrum) และสอดคล้องกับยุคสมัยมากขึ้น

หนึ่งในประเด็นที่ถูกถกเถียงมากที่สุดคือ งานภาพที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลายคนมองว่ามันดู “ราคาถูก” ลง หรือเหมือนหนังทีวี แต่หากวิเคราะห์ในเชิงศิลปะ นี่คือความตั้งใจในการเปลี่ยนสุนทรียศาสตร์ (Aesthetic Shift) เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหา
แสงธรรมชาติ และการเลือนหายของสีเขียว (Naturalism vs. The Green Tint)
ผู้กำกับภาพ จอห์น โทลล์ (John Toll) และ ดาเนียลเล มาสซัคเคซี (Daniele Massaccesi) เลือกทิ้งโทนสีเขียวหม่นและดิจิทัลอันเป็นเอกลักษณ์ของไตรภาคเดิม ไปสู่ภาพที่มีความคมชัด แสงแดดสว่างจ้า และสีสันที่เป็นธรรมชาติ (Hyper-realism)! นี่คือการสื่อสารด้วยภาพว่า เมทริกซ์เวอร์ชันใหม่ของ “The Analyst” นั้นซับซ้อนและแนบเนียนกว่าเดิม มันไม่ได้ดูหม่นหมองหรือน่าสงสัย แต่มันดู “สวยงาม” และ “น่าอยู่” จนคนไม่อยากตื่น การใช้แสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า โดยเฉพาะในช่วง “Golden Hour” สะท้อนถึงธีมของความรักและความหวัง ซึ่งเป็นหัวใจของภาคนี้ ในขณะเดียวกัน ก็สร้างความรู้สึกแปลกแยก (Uncanny) ว่าภายใต้ความสวยงามนั้นมีความปลอมเปลือกซ่อนอยู่
ฉากแอ็กชัน: จากนาฏลีลา สู่ความโกลาหล (From Ballet to Chaos)
การที่ ยว๋น หวูปิง (Yuen Woo-ping) ผู้ออกแบบคิวบู๊ระดับตำนานไม่ได้กลับมา ส่งผลให้สไตล์การต่อสู้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากการต่อสู้ที่แม่นยำ สวยงาม และเป็นระเบียบแบบ “Wire-fu” กลายเป็นการต่อสู้ที่ดิบ เน้นพลัง (Force) และความโกลาหล (Chaos)! นีโอในภาคนี้ไม่ได้เก่งกาจเหมือนพระเจ้าอีกต่อไป เขาแก่ตัวลง เหนื่อยล้า และพลังของเขาแสดงออกในรูปแบบของการระเบิดพลัง (Force Push) มากกว่าการออกหมัดมวยที่วิจิตรบรรจง! ฉาก “ซอมบี้โหมด” (The Swarm) ที่มนุษย์ในเมทริกซ์กลายเป็นระเบิดพลีชีพกระโดดลงมาจากตึก เป็นภาพแทนของความน่าสะพรึงกลัวยุคใหม่—ความบ้าคลั่งของฝูงชน (Mob Mentality) ที่ไร้สติปัญญา งานภาพในส่วนนี้ไม่ได้เน้นความเท่ แต่เน้นความน่าขยะแขยงและความวุ่นวาย ซึ่งอาจไม่ถูกใจแฟนหนังแอ็กชันยุคเก่า แต่ตอบโจทย์ในแง่ของการเล่าถึงระบบที่กำลังพังทลาย
การแสดงใน The Matrix Resurrections คือส่วนประกอบที่แข็งแรงที่สุดที่ช่วยประคับประคองความซับซ้อนของบทหนังเอาไว้ได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนโทนจากความเคร่งขรึม มาสู่ความเปราะบางทางอารมณ์
คีanu รีฟส์ (Keanu Reeves) ในบท นีโอ / ทอมัส แอนเดอร์สัน
คีanu รีฟส์ มอบการแสดงที่แตกต่างจากไตรภาคเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้เล่นเป็น “The One” ผู้รู้แจ้งและไร้ความรู้สึก แต่เขาเล่นเป็นชายวัยกลางคนที่แตกสลาย (Broken Man) เต็มไปด้วยความสับสน (Confusion) และภาวะซึมเศร้า
สายตาของรีฟส์ถ่ายทอดความเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณ (Soul-weariness) ออกมาได้อย่างลึกซึ้ง เขาทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ว่า การเป็นผู้กอบกู้นั้นเป็นภาระที่หนักหนาเพียงใด ความเปราะบาง (Vulnerability) ที่เขาแสดงออกเมื่ออยู่ต่อหน้าทรินิตี้ คือหัวใจของหนังเรื่องนี้ มันไม่ใช่การแสดงที่เน้นความเท่ แต่เป็นการแสดงที่เน้น “ความเป็นมนุษย์”
แคร์รี-แอนน์ มอสส์ (Carrie-Anne Moss) ในบท ทรินิตี้ / ทิฟฟานี่
มอสส์ คือจิตวิญญาณที่แท้จริงของ Resurrections เธอต้องแสดงเป็นผู้หญิงที่ถูกกดทับด้วยบทบาททางสังคม (แม่และภรรยา) แต่ลึกลงไปมีความถวิลหาบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้
เคมีระหว่างเธอกับรีฟส์ยังคงทรงพลังและเป็นธรรมชาติที่สุด (Organic Chemistry) ฉากในร้านกาแฟที่ทั้งสองคุยกัน เป็นเพียงบทสนทนาธรรมดา แต่กลับเปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูดที่รุนแรงกว่าฉากแอ็กชันใดๆ การตื่นรู้ของทรินิตี้ในช่วงท้าย เป็นโมเมนต์ที่ทรงพลังและได้รับการถ่ายทอดด้วยสายตาที่มุ่งมั่นและเปี่ยมพลังของมอสส์
นีล แพทริค แฮร์ริส (Neil Patrick Harris) ในบท The Analyst
แฮร์ริส คือตัวร้ายที่สมบูรณ์แบบสำหรับยุคสมัยใหม่ เขาไม่ได้เล่นเป็นตัวร้ายที่น่าเกรงขามแบบ Agent Smith หรือเคร่งขรึมแบบ The Architect แต่เขาเล่นเป็นนักจิตวิทยาที่ดูเป็นมิตร เข้าอกเข้าใจ แต่แฝงไปด้วยความก้าวร้าวแบบแฝงเร้น (Passive-Aggressive)
การใช้คำพูดปั่นหัว การแสดงออกที่ดูเหมือนหวังดีแต่ประสงค์ร้าย (Gaslighting) คือภาพสะท้อนของอัลกอริทึมและสื่อสังคมออนไลน์ที่ควบคุมเราด้วย “อารมณ์” แฮร์ริสทำหน้าที่นี้ได้อย่างน่าหมั่นไส้และน่าชื่นชม
นักแสดงรุ่นใหม่: การตีความใหม่ (Reinterpretation)
ยาห์ยา อับดุล-มาทีน ที่ 2 (Morpheus): ไม่ได้พยายามเลียนแบบ ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น แต่สร้างมอร์ฟียัสในเวอร์ชันที่เป็น “การผสมผสาน” (Remix) เขาดูมีสีสัน ขี้เล่น และเป็นแฟชั่นนิสต้ามากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสถานะที่เป็นโปรแกรมจำลอง
โจนาธาน กรอฟฟ์ (Smith): เป็นการตีความสมิธที่น่าสนใจ จากเจ้าหน้าที่รัฐผู้เคร่งครัด สู่ CEO หนุ่มผู้มั่นใจและหลงตัวเอง กรอฟฟ์นำพลังงานที่แตกต่างมาสู่บทบาทนี้ แม้จะขาดความน่าเกรงขามแบบ ฮิวโก้ วีฟวิ่ง แต่ก็ทดแทนด้วยความบ้าคลั่งที่คาดเดาไม่ได้

The Matrix Resurrections (2021) มิใช่ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบ มันมีความยุ่งเหยิง (Messy) ในการเล่าเรื่อง ฉากแอ็กชันที่ลดทอนความวิจิตรลง และความพยายามยัดเยียดปรัชญาที่อาจดูหนักมือในบางช่วง แต่มันคือผลงานศิลปะที่มี “ความจริงใจ” (Sincerity) อย่างถึงที่สุด ลาน่า วาโชว์สกี้ ไม่ได้กลับมาเพื่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งความเท่ให้แข็งแกร่งขึ้น แต่กลับมาเพื่อทุบทำลายมัน และสร้างสิ่งใหม่ที่อบอุ่นกว่าเดิม นั่นคือเรื่องราวของความรักที่สามารถข้ามผ่านความตายและระบบควบคุม
ในเชิงเนื้อเรื่อง มันคือการวิพากษ์วิจารณ์ทุนนิยมและวัฒนธรรมการรีบูตที่กล้าหาญ ในเชิงภาพ มันคือการก้าวข้ามสุนทรียศาสตร์ยุค Y2K สู่ความสมจริงที่สวยงามแต่หลอกลวง และในเชิงการแสดง มันคือการเปลือยหัวใจของวีรบุรุษให้เหลือเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ต้องการความรัก ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจทำให้ผู้ที่คาดหวังความมันส์แบบเดิมต้องผิดหวัง แต่สำหรับผู้ที่พร้อมจะเปิดใจรับการตีความใหม่ The Matrix Resurrections คือบทสรุปที่งดงาม ที่บอกเราว่า แม้โลก (หรือเมทริกซ์) จะพยายามควบคุมเราด้วยความกลัวและความเกลียดชังเพียงใด แต่ “ความรัก” และ “การร่วมมือกัน” (Unity) คือสิ่งเดียวที่ระบบไม่สามารถคำนวณหรือทำลายได้ และนั่นคือการตื่นรู้อย่างแท้จริง รับชมหนัง The Matrix Resurrections (2021) เดอะ เมทริกซ์ เรเซอเรคชั่นส์ ได้ที่ movie24hd