
“สวัสดีครับทุกคน! ล่าสุดผมเพิ่งออกจากโรงมาหมาดๆ กับหนังโรงลำดับที่ 4 ของแฟรนไชส์ Spongebob บอกเลยว่าภาคนี้ ‘Search for SquarePants’ ไม่ใช่แค่การตามหาตัวฟองน้ำที่หายไปแบบชื่อเรื่อง แต่มันคือการตามหา ‘ความกล้าหาญ’ ครับ!”
“เนื้อเรื่องภาคนี้เปิดมาด้วยปมคลาสสิกของสพันจ์บ็อบ คือ ‘อยากเท่ อยากเป็นลูกผู้ชาย’ เพื่อให้ มิสเตอร์แคร็บส์ ยอมรับ เพราะแคร็บส์ชอบโม้เรื่องอดีตที่เคยเป็นโจรสลัดสุดโหด”
จุดเปลี่ยน: ความพีคคือ สพันจ์บ็อบดันไปปลุกวิญญาณ ‘The Flying Dutchman’ (ผีเรือเหาะ) ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ! และนี่คือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยที่พาเราดิ่งลงไปยัง ‘The Underworld’ (โลกใต้สมุทร) ดินแดนผีสิงที่ลึกที่สุด ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นในซีรีส์ปกติ
ความลึกของบท: หนังเล่นประเด็น Toxic Masculinity (ค่านิยมลูกผู้ชายแบบผิดๆ) ได้น่าสนใจมาก สพันจ์บ็อบพยายามทำตัวเก๋า ทำตัวหยาบคาย เลียนแบบโจรสลัด แต่สุดท้ายหนังตบหน้าเราเบาๆ ว่า “เฮ้ย! ความกล้าหาญจริงๆ มันคือการเป็นตัวเองต่างหาก” ฉากที่สพันจ์บ็อบใช้สกิลเป่าฟองสบู่ (ที่ดูติงต๊อง) มาเอาชนะอุปสรรค คือซีนที่ทรงพลังและทัชใจมากครับ

“มาถึงเรื่องงานภาพ… อันนี้ต้องบอกก่อนว่าอาจจะมีคนชอบและไม่ชอบครับ”
Art Style: ทีมงานเลือกใช้สไตล์ 3D CGI ที่ดูมีความ ‘Handmade’ คล้ายกับภาค Sponge on the Run แต่ภาคนี้จะมีความรู้สึกเหมือนเรากำลังดู ‘ตุ๊กตาพลาสติกยุค 60s’ เคลื่อนไหวอยู่ พื้นผิว (Texture) อาจจะไม่ได้ดูสมจริงขนฟูฟ่องเหมือนหนัง Pixar แต่เน้นความฉูดฉาดและรูปทรงที่บิดเบี้ยวตามสไตล์การ์ตูน 2D ต้นฉบับ
The Underworld: ไฮไลท์คืองานดีไซน์โลกใต้สมุทรครับ มันมีความหลอนปนฮา ใช้แสงสีเขียว-ม่วง นีออน ตัดกับความมืด ได้บรรยากาศเหมือนบ้านผีสิงในสวนสนุก สวยแปลกตาดีครับ
Live-Action: และตามธรรมเนียม… ช่วงท้ายมีฉากคนแสดงจริง (Live-Action) แน่นอน! ซึ่งการเอาตัวการ์ตูน 3D ไปใส่ในโลกจริงภาคนี้ทำได้เนียนตาขึ้น แต่ก็ยังคงความวายป่วงสไตล์ SpongeBob ไว้ครบ
“ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ ‘ดีที่สุด’ ในภาคนี้ ผมขอยกให้เสียงพากย์ครับ โดยเฉพาะแขกรับเชิญ!”
Mark Hamill (The Flying Dutchman): ลืมภาพ Luke Skywalker ไปได้เลย! ป๋า Mark แกพากย์เสียงผีเรือเหาะได้โคตรกวนประสาท มีความน่ากลัวแบบตัวร้ายดิสนีย์ยุคเก่า แต่พอบทจะฮาก็รั่วหลุดโลก! แกใส่อารมณ์ได้สุดมากจนกลบรัศมีตัวละครอื่นในบางฉากเลย
Tom Kenny (SpongeBob): ยังคงเป็นตำนาน เสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ยังทำให้เรายิ้มได้เสมอ แต่ภาคนี้แกต้องพากย์โทนเสียงที่ ‘พยายามทำเสียงเข้ม’ (เพื่อโชว์แมน) สลับกับเสียงปกติ ซึ่งทำได้ลื่นไหลและตลกมาก
Clancy Brown (Mr. Krabs): ภาคนี้มีบทเยอะขึ้นมาก เพราะเป็นต้นเหตุของเรื่อง เสียงของแกมีความเห็นแก่ตัวแต่ก็น่าสงสาร เป็นตัวละครที่เราเกลียดไม่ลงจริงๆ

“The SpongeBob Movie: Search for SquarePants อาจจะไม่ได้ปฏิวัติวงการแอนิเมชันเหมือน Spider-Verse และอาจจะไม่ได้ซึ้งกินใจเท่าภาคแรกสุด (2004) แต่มันคือหนังที่ทำมาเพื่อแฟนคลับโดยเฉพาะ! มันคือจดหมายรักที่บอกเราว่า ‘เป็นฟองน้ำนุ่มนิ่มก็เท่ได้โว้ย!’ ใครอยากหาหนังดูคลายเครียด ขำๆ ปนข้อคิดดีๆ พาครอบครัวไปดูเรื่องนี้ไม่ผิดหวังครับ”
จุดสังเกต: ใครที่หวังจะเห็นแก๊งเพื่อนๆ (แพทริค, แซนดี้, สควิดวอร์ด) มีบทเยอะๆ อาจจะขัดใจนิดนึง เพราะภาคนี้โฟกัสที่เคมีของ สพันจ์บ็อบ vs ผีเรือเหาะ เป็นหลักครับ!