รีวิวหนัง The Zone of Interest (2023) เมื่อปีศาจสวมหน้ากากของสามัญชน และความอำมหิตกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก เรื่องราวของโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (The Holocaust) ได้ถูกบอกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านเลนส์ที่หลากหลาย ส่วนใหญ่มักเลือกที่จะนำเสนอภาพความโหดร้ายทารุณ การนองเลือด หรือวีรกรรมของผู้รอดชีวิตอย่างโจ่งแจ้งเพื่อกระตุกต่อมศีลธรรมของผู้ชม แต่ในปี 2023 โจนาธาน เกลเซอร์ (Jonathan Glazer) ผู้กำกับชาวอังกฤษผู้มีวิสัยทัศน์ทางศิลปะอันล้ำลึก ได้นำเสนอ The Zone of Interest ภาพยนตร์ที่ฉีกขนบหนังสงครามโลกครั้งที่สองทิ้งอย่างสิ้นเชิง
ภาพยนตร์เรื่องนี้มิได้พาเราเดินเข้าสู่ห้องรมแก๊ส หรือจ้องมองใบหน้าอันผอมโซของเหยื่อ แต่กลับพาเราไปนั่งจิบชายามบ่ายในสวนดอกไม้อันงดงามของ รูดอล์ฟ เฮิสส์ (Rudolf Höss) ผู้บัญชาการค่ายกักกันเอาชวิทซ์ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับกำแพงค่ายมรณะเพียงแค่อาณาเขตกำแพงกั้น เกลเซอร์ได้สร้าง “หนังสยองขวัญ” (Horror Film) ที่น่ากลัวที่สุดโดยที่แทบไม่มีฉากสยองขวัญปรากฏให้เห็นบนจอ แต่มันทำงานผ่านจินตนาการและโสตประสาทของผู้ชม เพื่อสำรวจภาวะ “ความดาษดื่นของความชั่วร้าย” (The Banality of Evil) ในระดับที่ลึกซึ้งและเยือกเย็นที่สุด! บทวิพากษ์ฉบับนี้ จะทำการผ่าตัดและวิเคราะห์องค์ประกอบหลักของภาพยนตร์ ทั้งในเชิง “เนื้อเรื่อง” ที่ปฏิเสธโครงสร้างดราม่าแบบดั้งเดิม, “ภาพและเสียง” ที่ทำหน้าที่เป็นคู่ขัดแย้งทางความรู้สึก, และ “การแสดง” ที่ต้องอาศัยความเย็นชาในระดับที่ไร้มนุษยธรรม เพื่อสืบค้นว่าเหตุใดภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่ส่องสะท้อนความเฉยเมยของมนุษย์ในโลกยุคปัจจุบัน

สิ่งที่ทำให้ The Zone of Interest โดดเด่นและท้าทายผู้ชม คือการที่บทภาพยนตร์เลือกที่จะตัดขาดจาก “พล็อตเรื่อง” ในความหมายทั่วไป ไม่มีจุดหักมุม ไม่มีการไล่ล่า ไม่มีการลอบสังหาร หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างตัวละครหลัก
ชีวิตปกติในสถานการณ์ที่ผิดปกติ (Normalcy in Abnormalcy)! เนื้อเรื่องดำเนินไปในลักษณะ “Slice of Life” (เสี้ยวหนึ่งของชีวิต) หรือสารคดีชีวิตประจำวันของครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูง เราได้เห็น รูดอล์ฟ และ เฮดวิก เฮิสส์ (ภรรยา) เลี้ยงลูก, จัดงานวันเกิด, ปลูกผักสวนครัว, และวางแผนอนาคต ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาไม่ใช่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นหลังบ้าน แต่เป็นความกังวลว่ารูดอล์ฟอาจถูกย้ายตำแหน่ง ซึ่งจะทำให้พวกเขาต้องทิ้ง “บ้านในฝัน” แห่งนี้ไป! ความน่าสะพรึงกลัวของเนื้อเรื่องจึงไม่ได้เกิดจาก “เหตุการณ์” (Events) แต่เกิดจาก “บริบท” (Context) เกลเซอร์จงใจสร้าง “ความไม่ลงรอยกันทางปัญญา” (Cognitive Dissonance) ให้เกิดขึ้นในใจผู้ชม เรากำลังดูภาพของครอบครัวที่มีความสุข แต่สมองเรารู้ดีว่าควันดำที่พวยพุ่งขึ้นมาจากปล่องไฟหลังบ้านนั้นคือเถ้าถ่านของมนุษย์! การเล่าเรื่องแบบนี้เป็นการตบหน้าผู้ชมด้วยแนวคิดของ ฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) อย่างจัง: ความชั่วร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้เกิดจากปีศาจที่มีเขาโง้ง แต่เกิดจากข้าราชการธรรมดาที่ทำตามหน้าที่โดยปราศจากการตั้งคำถาม และคนที่ปิดหูปิดตาเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตน
การแบ่งแยกพื้นที่ทางจิตใจ (Compartmentalization of the Mind)! บทภาพยนตร์สำรวจกลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Compartmentalization” หรือการแบ่งแยกส่วนของสมอง รูดอล์ฟ เฮิสส์ สามารถเป็นพ่อที่อ่านนิทานให้ลูกฟังในตอนค่ำ และเป็นผู้บริหารที่ประชุมเรื่องประสิทธิภาพของเตาเผาศพในตอนเช้าได้โดยไม่รู้สึกขัดแย้ง! ฉากที่สะท้อนประเด็นนี้ได้ดีที่สุด คือฉากการประชุมในบ้าน นายทหารและวิศวกรนั่งหารือกันเรื่องแบบแปลนของเตาเผาชนิดใหม่ที่สามารถ “ทำงาน” (ฆ่าและเผา) ได้ต่อเนื่องและประหยัดเวลา บทสนทนานั้นเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคทางวิศวกรรมและการบริหารจัดการ ราวกับกำลังคุยเรื่องการผลิตรถยนต์หรืออาหารกระป๋อง การลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) จนเหลือเพียงตัวเลขและสถิติ คือแก่นเรื่องที่เย็นยะเยือกที่สุด
มิติคู่ขนานของนิทานกริมม์ (The Grimm’s Fairy Tale Parallel)! นอกเหนือจากเส้นเรื่องหลัก ภาพยนตร์ได้แทรกฉากที่ถ่ายทำด้วยกล้องจับความร้อน (Thermal Camera) ในโทนสีขาว-ดำ อันเป็นเรื่องราวของเด็กสาวโปแลนด์ที่แอบนำแอปเปิ้ลไปซ่อนไว้ตามจุดงานก่อสร้างเพื่อประทังชีวิตนักโทษ! นี่คือส่วนเดียวของเนื้อเรื่องที่แสดงถึง “ความหวัง” และ “การขัดขืน” (Resistance) มันถูกนำเสนอในรูปแบบที่ดูเหมือนฝันร้ายหรือนิทานปรัมปราที่บิดเบี้ยว (Hansel and Gretel) ตัดกับความสมจริงในบ้านเฮิสส์ การเล่าเรื่องส่วนนี้ทำหน้าที่เป็น “มโนธรรมสำนึก” ที่ล่องลอยอยู่ในความมืด ย้ำเตือนว่าท่ามกลางความมืดมิด ยังมีแสงสว่างเล็กๆ ของมนุษยธรรมหลงเหลืออยู่ แม้ว่ามันจะดูเลือนรางและแปลกแยกก็ตาม

หากจะกล่าวว่า The Zone of Interest เป็นภาพยนตร์ที่ “เล่าเรื่องด้วยเสียง” และ “หลอกลวงด้วยภาพ” ก็คงไม่ผิดนัก สององค์ประกอบนี้ทำงานประสานกัน (และขัดแย้งกัน) เพื่อสร้างประสบการณ์ทางภาพยนตร์ที่ไม่เคยมีมาก่อน
สุนทรียศาสตร์แห่งการสังเกตการณ์ (The Aesthetics of Surveillance)! ลูคัสซ์ ซาล (Łukasz Żal) ผู้กำกับภาพ เลือกใช้วิธีการถ่ายทำที่แหวกแนวด้วยการติดตั้งกล้องหลายตัวซ่อนไว้ในบ้าน (Hidden Cameras) และใช้แสงธรรมชาติ (Natural Light) เกือบทั้งหมด โดยไม่มีทีมงานอยู่ในฉากขณะถ่ายทำ
มุมมองแบบพระเจ้า/กล้องวงจรปิด: มุมกล้องส่วนใหญ่เป็นภาพกว้าง (Wide Shot) ที่นิ่งสงบและมีระยะห่าง (Detached) เราไม่ได้เข้าไปใกล้ชิดกับตัวละครเพื่อสัมผัสอารมณ์ แต่เราเฝ้ามองพวกเขาเหมือน “หนูทดลอง” ในกล่องแก้ว สไตล์ภาพที่แบนราบ (Flat) และคมชัดจนเกินจริง (Hyper-real) สร้างความรู้สึกเย็นชาและไร้ซึ่งการตัดสิน (Non-judgmental) ซึ่งกลับทำให้พฤติกรรมของตัวละครดูน่ากลัวยิ่งขึ้น
องค์ประกอบภาพ (Composition): การจัดวางภาพมักจะแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน ด้านหน้าคือสวนดอกไม้ที่เบ่งบานงดงาม สีสันสดใส ด้านหลังคือกำแพงสีเทาและรั้วลวดหนาม ควันไฟ และหอคอยสังเกตการณ์ การจัดวางเช่นนี้บังคับให้ผู้ชมต้องมองเห็น “นรก” ที่เป็นฉากหลังของ “สวรรค์” อยู่ตลอดเวลา แม้ตัวละครในเรื่องจะทำเป็นมองไม่เห็นก็ตาม
การออกแบบเสียง: นรกทางโสตประสาท (Auditory Hell)! จอห์นนี่ เบิร์น (Johnnie Burn) ผู้ออกแบบเสียง คือฮีโร่ที่แท้จริงของภาพยนตร์เรื่องนี้ ในขณะที่ “ภาพ” นำเสนอความสงบสุข “เสียง” คือสิ่งที่เล่าเรื่องราวการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
เสียงพื้นหลัง (Ambient Noise): ตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้ยินเสียงฮึมฮัมต่ำๆ ของเตาเผา, เสียงหวีดร้องที่แว่วมาตามลม, เสียงตะโกนสั่งการ, เสียงปืนที่ดังขึ้นเป็นระยะ และเสียงสุนัขเห่า เสียงเหล่านี้ไม่ได้ถูกเน้นให้ดังจนตกใจ แต่มันถูกผสมผสานให้เป็น “เสียงบรรยากาศ” (Background Noise) เหมือนเสียงจิ้งหรีดเรไรหรือเสียงรถยนต์ในเมือง
ความคุ้นชินที่น่ากลัว: ความน่าสะพรึงกลัวสูงสุดคือการที่ตัวละครในเรื่อง “ชินชา” กับเสียงเหล่านี้ พวกเขาทานข้าว จิบไวน์ และหัวเราะ ท่ามกลางเสียงแห่งความตาย ผู้ชมเองก็จะค่อยๆ รู้สึกกดดันและอึดอัด เพราะสมองของเรารับรู้ถึงความผิดปกตินี้ แต่ภาพที่เห็นกลับปฏิเสธมัน การใช้เสียงเช่นนี้สร้างจินตนาการที่เลวร้ายยิ่งกว่าการให้เห็นภาพเลือดสาด เพราะความกลัวในจินตนาการนั้นไร้ขอบเขต
สีสันและการเกรดสี (Color Grading)! ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยสีสันที่สดใส โดยเฉพาะสีเขียวของต้นไม้และสีแดงของดอกไม้ ซึ่งขัดแย้งกับโทนสีหม่นหมองที่เรามักเห็นในหนัง Holocaust ทั่วไป! ฉากที่สะเทือนใจที่สุดฉากหนึ่งคือภาพโคลสอัพของดอกไม้สีแดงสดในสวน ที่ค่อยๆ ละลายกลายเป็นสีแดงเลือดจนเต็มจอ พร้อมกับเสียงดนตรีประกอบของ มิกา เลวี (Mica Levi) ที่กรีดร้องโหยหวน นี่คือช่วงเวลาสั้นๆ ที่ภาพยนตร์ยอมให้ “ความจริง” ทะลักทลายออกมาทำลายภาพลวงตาที่สร้างไว้
การแสดงใน The Zone of Interest ไม่ใช่การแสดงที่เน้นการระเบิดอารมณ์ดราม่า แต่เป็นการแสดงที่เน้น “ความเป็นธรรมชาติ” (Naturalism) และ “ความเย็นชา” (Coldness) ซึ่งมีความยากในระดับที่แตกต่างออกไป
ซานดรา ฮุลเลอร์ (Sandra Hüller) ในบท เฮดวิก เฮิสส์
ซานดรา ฮุลเลอร์ (ผู้โด่งดังจาก Anatomy of a Fall ในปีเดียวกัน) มอบการแสดงที่น่าขนลุกและน่ารังเกียจที่สุดแห่งปี
ราชินีแห่งเอาชวิทซ์: เฮดวิกไม่ใช่ปีศาจร้ายที่บ้าคลั่ง แต่เธอคือ “แม่บ้านผู้ทะเยอทะยาน” เธอภูมิใจในบ้านและสวนที่เธอสร้างขึ้นบนกองเลือด ฮุลเลอร์ถ่ายทอดความยึดติดในวัตถุและสถานะทางสังคมได้อย่างยอดเยี่ยม
ฉากเสื้อคลุมขนสัตว์: ฉากที่เธอลองสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ที่ยึดมาจากนักโทษหญิงชาวยิว เธอหมุนตัวหน้ากระจก ทาลิปสติก (ที่น่าจะเป็นของเหยื่อ) และล้วงกระเป๋าเจอลิปสติกอีกแท่ง ฮุลเลอร์แสดงออกด้วยความพึงพอใจและไร้ซึ่งความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย ภาษากายของเธอ—การเดินที่ดูเทอะทะ, ท่าทางการสั่งคนรับใช้—บ่งบอกถึงความหยาบกระด้างที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกของผู้ดี
ฉากริมน้ำ: เมื่อเธอทราบว่าสามีจะถูกย้าย เธอไม่ได้กังวลเรื่องสงครามหรือความตาย แต่เธอกังวลว่าจะเสีย “สวรรค์” ที่เธอสร้างมา การระเบิดอารมณ์ของเธอเป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัวล้วนๆ ฮุลเลอร์ทำให้เราเห็นว่า ปีศาจที่น่ากลัวที่สุดคือคนที่มองว่าความสะดวกสบายของตนสำคัญกว่าชีวิตของผู้อื่นนับล้าน
คริสเตียน ฟรีเดล (Christian Friedel) ในบท รูดอล์ฟ เฮิสส์
ฟรีเดลรับบทผู้บัญชาการค่ายด้วยความนิ่งเงียบและเป็นระบบระเบียบ เขาทำให้ เฮิสส์ ดูเหมือนผู้จัดการโรงงานหรือ CEO ทั่วไปที่มุ่งมั่นทำ KPI ให้ได้ตามเป้า
ความว่างเปล่า: การแสดงของฟรีเดลคือการนำเสนอ “ความว่างเปล่า” (The Void) ภายในจิตใจ เขาไม่มีความลังเล ไม่มีความสงสัย และไม่มีความเมตตา ฉากที่เขาพาลูกขี่ม้าหรืออ่านนิทาน ยิ่งตอกย้ำความวิปลาสของการแบ่งแยกจิตใจ
ฉากจบ: ในฉากสุดท้ายที่เขายืนอยู่บนบันไดและพยายามจะอาเจียน (Retching) แต่ไม่มีอะไรออกมา ฟรีเดลแสดงให้เห็นถึงร่างกายที่เริ่มปฏิเสธความชั่วร้ายที่จิตวิญญาณของเขารับไว้ มันคือปฏิกิริยาทางกายภาพเพียงอย่างเดียวที่บ่งบอกว่าลึกๆ แล้ว เขารับรู้ถึงความผิดบาป (หรืออาจเป็นเพียงความว่างเปล่าที่กลวงโบ๋จนร่างกายรับไม่ไหว) การจ้องมองของเขาไปยังความมืด (ซึ่งตัดสลับไปสู่อนาคต) คือช็อตการแสดงที่ทรงพลังและหลอนที่สุด
นักแสดงสมทบและตัวประกอบ! กลุ่มนักแสดงที่รับบทคนรับใช้, เพื่อนบ้าน, และลูกๆ ทำหน้าที่สร้างบรรยากาศของ “ความปกติ” ได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะแม่ยายของเฮดวิก ที่มาเยี่ยมและเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติ (ผ่านกลิ่นควันและแสงไฟจากการเผาศพยามค่ำคืน) การแสดงออกถึงความกระอักกระอ่วนใจของเธอ เป็นตัวแทนของคนที่ “รู้” แต่เลือกที่จะ “หนี” มากกว่าที่จะเผชิญหน้า

The Zone of Interest (2023) ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ความบันเทิง หรือเพื่อให้เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อที่จะกล่าวคำว่า “Never Again” (จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก) อย่างผิวเผิน แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อท้าทายผู้ชมในยุคปัจจุบัน! โจนาธาน เกลเซอร์ ได้สร้างงานศิลปะที่ทำลายกำแพงกั้นระหว่าง “อดีต” และ “ปัจจุบัน” ผ่านงานภาพที่เย็นชา, เสียงที่หลอกหลอน, และการแสดงที่สมจริงจนน่ากลัว ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งคำถามที่เจ็บปวดกับเราทุกคนว่า: เรามี “กำแพง” ของเราเองหรือไม่? เรากำลังเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายในชีวิต โดยทำเป็นมองไม่เห็นความทุกข์ยาก, สงคราม, หรือความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นอยู่อีกฟากหนึ่งของกำแพง (หรือหน้าจอโทรศัพท์) หรือไม่?! นี่คือภาพยนตร์ระดับมาสเตอร์พีซที่ใช้ “ความเงียบ” ตะโกนใส่หน้าเรา มันคือบทวิพากษ์ว่าด้วย “สถาปัตยกรรมแห่งความเฉยชา” ที่ทรงพลังที่สุดในรอบทศวรรษ และจะเป็นประสบการณ์ทางภาพยนตร์ที่เกาะกุมจิตใจของคุณไปตลอดกาล ไม่ใช่เพราะสิ่งที่คุณเห็น แต่เพราะสิ่งที่คุณ “ได้ยิน” และสิ่งที่คุณเลือกที่จะ “เพิกเฉย” รับชมหนัง The Zone of Interest (2023) ได้ที่ movie24hd