รีวิวหนัง Unbroken (2014) คนแกร่งหัวใจไม่ยอมแพ้ การนำเรื่องราวชีวิตอันเหลือเชื่อของ หลุยส์ ซัมเปอรินี (Louis Zamperini) มาสู่แผ่นฟิล์ม ถือเป็นภารกิจที่ต้องแบกรับความคาดหวังมหาศาล “Unbroken” (2014) ซึ่งดัดแปลงจากหนังสือสารคดีเชิงประวัติศาสตร์ที่ขายดีที่สุดของ ลอรา ฮิลเลนแบรนด์ (Laura Hillenbrand) และอยู่ภายใต้การกำกับของ แอนเจลินา โจลี (Angelina Jolie) จึงมิใช่เพียง “ภาพยนตร์ชีวประวัติ” (Biopic) ธรรมดา หากแต่คือความพยายามในการสร้าง “อนุสาวรีย์” (Monument) ให้แก่พลังแห่งการยืนหยัดของมนุษย์ (Human Resilience)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ คือมหากาพย์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตบรรจงในเชิงเทคนิค, งดงามจนน่าสะพรึงกลัวในเชิงภาพ, และขับเคลื่อนด้วยการแสดงที่ทุ่มเทอย่างสุดกำลัง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของโศกนาฏกรรมที่ซัมเปอรินีต้องเผชิญ “Unbroken” กลับเป็นผลงานที่ “สมบูรณ์” ในการพรรณนาถึง “สิ่งที่เกิดขึ้น” (What happened) แต่กลับ “พร่อง” ในการสำรวจ “เหตุผล” (Why) ที่อยู่เบื้องลึกของจิตใจอันไม่ยอมสยบนั้น! บทวิพากษ์ฉบับนี้ จะทำการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของ “Unbroken” ในสามมิติหลัก ได้แก่ โครงสร้างการเล่าเรื่อง (Narrative Structure), สุนทรียศาสตร์ทางภาพ (Visual Aesthetics), และ พลวัตของการแสดง (Performance Dynamics) เพื่อพินิจพิเคราะห์ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้! ประสบความสำเร็จในการจารึกตำนาน “คนแกร่ง” หรือเป็นเพียงการบันทึก “ความทรมาน” ที่งดงามแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ

“Unbroken” มีวัตถุดิบชั้นยอดอยู่ในมือ: เรื่องราวของเด็กเกเรชาวอิตาเลียน-อเมริกัน, การก้าวสู่โอลิมปิกเบอร์ลิน, การเผชิญหน้ากับความตาย 47 วันกลางมหาสมุทรแปซิฟิก และการรอดชีวิตจากค่ายกักกันเชลยศึกญี่ปุ่นที่โหดร้ายที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง ยิ่งไปกว่านั้น บทภาพยนตร์ยังผ่านการขัดเกลาจากสองพี่น้องระดับปรมาจารย์อย่าง! โจเอล และ อีธาน โคเอน (Coen Brothers) ทว่า ผลลัพธ์ที่ปรากฏบนจอ กลับเป็นโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ “ปลอดภัย” (Safe) และ “เป็นขนบ” (Conventional) อย่างน่าประหลาดใจ
การเล่าเรื่องแบบ “Hagiography” (ชีวประวัติเพื่อการสดุดี):
ปัญหาหลักของโครงสร้างการเล่าเรื่องนี้ คือการที่มันปฏิบัติต่อ ซัมเปอรินี ในฐานะ “สัญลักษณ์” (Symbol) หรือ “นักบุญ” (Saint) มากกว่า “มนุษย์” (Human) ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ภาพยนตร์ได้วาง “แก่นสาร” (Thesis) ไว้อย่างชัดเจนผ่านคำพูดของพี่ชายของเขาว่า “If you can take it, you can make it” (ถ้าทนได้ ก็จะทำได้) นับจากวินาทีนั้น! “Unbroken” ไม่ได้เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับการ “ค้นหา” ความแข็งแกร่งอีกต่อไป แต่กลายเป็นภาพยนตร์ที่ “พิสูจน์” ความแข็งแกร่งนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า! เราไม่เห็น “กระบวนการ”! การหล่อหลอมจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ แต่เราเห็นเพียง “ผลลัพธ์” ของจิตใจนั้นที่ถูกทดสอบในสถานการณ์ที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ การเล่าเรื่องจึงมีลักษณะเป็น “เส้นตรง” (Linear) และ “เป็นตอน” (Episodic) ของความทุกข์ทรมาน (A Litany of Suffering) แม้ว่าแต่ละเหตุการณ์ (เครื่องบินทิ้งระเบิด, การลอยคอ, ค่ายกักกัน) จะถูกนำเสนออย่างทรงพลัง แต่การเชื่อมโยงทางอารมณ์ระหว่างเหตุการณ์เหล่านั้นกลับขาดความลุ่มลึกทางจิตวิทยา (Psychological Depth)
ความขัดแย้งที่ถูกทำให้เป็น “ขั้วตรงข้าม” (Polarized Conflict): แกนกลางของความขัดแย้งในครึ่งหลังของเรื่อง คือการเผชิญหน้าระหว่าง ซัมเปอรินี และ มุตสึฮิโระ “เดอะ เบิร์ด” วาตานาเบะ ผู้คุมค่ายเชลยศึก เนื้อเรื่องได้วางตัวละครทั้งสองนี้ไว้เป็นขั้วตรงข้ามที่สมบูรณ์แบบ: ความดี ปะทะ ความชั่ว, แสงสว่าง ปะทะ ความมืด, การยืนหยัด ปะทะ การกดขี่ ในขณะที่การปะทะกันนี้สร้างความตึงเครียดในระดับ “กายภาพ” ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่มันกลับลดทอนความซับซ้อนของมนุษย์ลง “เดอะ เบิร์ด” ถูกนำเสนอในฐานะ “ปีศาจ” (Boogeyman) ที่มีความซาดิสม์โดยปราศจากที่มาที่ไปที่ชัดเจน (นอกเหนือจากการตีความเรื่องความอิจฉาในสถานะอดีตนักกีฬาโอลิมปิก) และ ซัมเปอรินี ก็คือ “ความดีงาม” ที่ไม่เคยสั่นคลอน
การ “ตัดจบ” ที่ละเลยหัวใจสำคัญ: จุดที่น่าวิพากษ์วิจารณ์ที่สุดในเชิงการเล่าเรื่อง คือการตัดสินใจ “จบ” ภาพยนตร์เรื่องนี้ทันทีที่สงครามยุติ การกระทำเช่นนี้ได้ “ตัด” ส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของซัมเปอรินี (ซึ่งถูกสรุปไว้ในตัวอักษรปิดท้าย) นั่นคือ การต่อสู้กับภาวะ PTSD หลังสงคราม, การติดสุรา, และที่สำคัญที่สุด คือการค้นพบ “การให้อภัย” (Forgiveness) ผ่านศรัทธาทางศาสนา ซึ่งนำไปสู่การที่เขากลับไปญี่ปุ่นเพื่อให้อภัยอดีตผู้คุมของเขา การที่ภาพยนตร์ละเลย “การเดินทางภายใน” (Internal Journey) หลังสงครามนี้ ทำให้คำว่า “Unbroken” ถูกตีความเหลือเพียง “ความทนทานทางกายภาพ” (Physical Endurance) ไม่ใช่ “การฟื้นฟูทางจิตวิญญาณ” (Spiritual Restoration) ซึ่งเป็นหัวใจที่แท้จริงในหนังสือของฮิลเลนแบรนด์ โดยสรุป เนื้อเรื่องของ “Unbroken” คือพงศาวดารแห่งความทรมานที่ทรงพลัง แต่กลับกลวงเปล่าในเชิงปรัชญา

หากเนื้อเรื่องคือจุดที่น่าถกเถียง “งานภาพ” คือจุดที่ “Unbroken” บรรลุถึงความสมบูรณ์แบบอย่างไร้ข้อกังขา! นี่คือผลงานที่ตอกย้ำว่า แอนเจลินา โจลี ในฐานะผู้กำกับ มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการสร้างภาพยนตร์มหากาพย์แบบ “คลาสสิก” (Classical Epic) และการได้ร่วมงานกับปรมาจารย์ด้านการกำกับภาพอย่าง โรเจอร์ ดีกินส์ (Roger Deakins) ก็ได้ยกระดับภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เป็น “บทกวีทางภาพ” (Visual Poetry)
ความงามสง่าแบบ “Old Hollywood”: โจลีและดีกินส์ เลือกใช้สไตล์การถ่ายทำที่ “สง่างาม” (Elegant) และ “ควบคุม” (Controlled) อย่างถึงที่สุด แม้ในฉากที่โกลาหลที่สุด การจัดองค์ประกอบภาพ (Composition) ก็ยังคงงดงามราวกับภาพวาด นี่คือการกำกับภาพในขนบของ เดวิด ลีน (David Lean) ที่ทุกเฟรมถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง “ความยิ่งใหญ่” (Grandeur)
การแบ่งองค์ประกอบทางภาพ (The Visual Trilogy):
งานภาพของ “Unbroken” สามารถแบ่งออกเป็นสามส่วนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ยังคงคุมโทนโดยรวมไว้ได้:
จินตภาพเชิงสัญลักษณ์ (Iconic Imagery): ฉากที่เป็นสัญลักษณ์ที่สุดของภาพยนตร์ คือฉากที่ซัมเปอรินีถูกสั่งให้ยก “คานไม้” (The Beam) ไว้เหนือศีรษะ โจลีและดีกินส์ ถ่ายทอดฉากนี้ด้วยมุมกล้องที่จงใจสร้างภาพลักษณ์ของ “การตรึงกางเขน” (Crucifixion) แสงที่ส่องมาจากด้านหลังทำให้เขากลายเป็น “เงาดำ” (Silhouette) แห่งการต่อต้าน นี่คือการใช้ภาษาภาพยนตร์ที่ชัดเจนที่สุดในการ “สดุดี” ตัวละครเอกให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการไม่ยอมจำนน โดยสรุป งานภาพของ “Unbroken” คือความสำเร็จระดับ Masterpiece มันยกระดับความทุกข์ทรมานให้กลายเป็นศิลปะที่งดงาม แต่ในขณะเดียวกัน ความ “งดงาม” และ “สะอาด” จนเกินไปนี้ ก็อาจเป็นสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้ผู้ชม “รู้สึก” ถึงความเจ็บปวดที่แท้จริง
“Unbroken” วางภาระหนักอึ้งไว้บนบ่าของนักแสดงนำ และพวกเขาก็ได้ตอบสนองต่อความท้าทายนั้นอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะในมิติของ “การแสดงทางกายภาพ” (Physical Performance)
แจ็ค โอคอนเนลล์ ในบท หลุยส์ ซัมเปอรินี (Jack O’Connell as Louis Zamperini): นี่คือการแสดงที่ทำให้ แจ็ค โอคอนเนลล์ ก้าวขึ้นมาเป็นที่จดจำในระดับสากล “การแสดง” ของเขาใน “Unbroken” คือการ “อุทิศร่างกาย” (Physical Commitment) อย่างถึงที่สุด เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเขา จากนักกีฬาโอลิมปิกที่แข็งแกร่ง สู่ชายผู้ผอมโซเหลือแต่กระดูกบนแพยาง และกลับมามีกล้ามเนื้อจากการใช้แรงงานในค่าย
โอคอนเนลล์ สื่อสาร “ความท้าทาย” (Defiance) ได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านดวงตาของเขา แม้ในยามที่ร่างกายถูกทำลายจนย่อยยับ แต่สายตาของเขายังคงไม่ยอมแพ้ อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของบทภาพยนตร์ที่เน้นการ “ทน” มากกว่าการ “คิด” โอคอนเนลล์จึงมีพื้นที่จำกัดในการสำรวจ! ! “สภาวะจิต” (Mental State) ที่ซับซ้อนของซัมเปอรินี เราเห็น “ความดื้อรั้น” (Stubbornness) แต่เราไม่เห็น “ปรัชญา” (Philosophy) ที่อยู่เบื้องหลังความดื้อรั้นนั้น
มิยาวี ในบท “เดอะ เบิร์ด” (Miyavi as “The Bird”): การคัดเลือก มิยาวี (Miyavi) ศิลปินร็อกสตาร์ชาวญี่ปุ่น มารับบทตัวร้ายหลัก ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจและเสี่ยงในเวลาเดียวกัน มิยาวี นำเสนอ “เดอะ เบิร์ด” ด้วยพลังงานที่แปลกประหลาด เขามีความ “สง่างาม” (Graceful) ที่น่าอึดอัด ผสมผสานกับความซาดิสม์ที่คาดเดาไม่ได้ การแสดงของเขามีลักษณะ “เย้ายวน” (Seductive) และ “เป็นละคร” (Theatrical) การเผชิญหน้าระหว่างเขากับซัมเปอรินี จึงไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันทางกายภาพ แต่ยังเป็นการต่อสู้เชิงจิตวิทยาที่ “หมกมุ่น” (Obsessive) “เดอะ เบิร์ด” ดูเหมือนจะทั้ง “เกลียด” และ “หลงใหล” ในตัวซัมเปอรินีในเวลาเดียวกัน แม้ว่าการแสดงของมิยาวีจะน่าจดจำอย่างยิ่ง แต่มันก็ยังคงวนเวียนอยู่กับการเป็น “สัญลักษณ์ของความชั่วร้าย” มากกว่าการเป็นมนุษย์ที่มีมิติซับซ้อน
นักแสดงสมทบ (Supporting Cast): ดอมห์แนลล์ กลีสัน (Domhnall Gleeson) และ ฟินน์ วิตต์ร็อก (Finn Wittrock) ในบทสหายร่วมรบที่ลอยแพไปด้วยกัน มอบการแสดงที่น่าประทับใจ ทำหน้าที่เป็น “สมอ” ทางอารมณ์ และสะท้อนภาพของความเปราะบางของมนุษย์ที่ตัดกับความแข็งแกร่งของซัมเปอรินี

“Unbroken” (2014) คือภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จในการเป็น “มหากาพย์” แต่ล้มเหลวในการเป็น! “บทวิเคราะห์” ตัวละคร มันคือผลงานที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความเคารพ (Reverence) อย่างสูงสุดต่อ หลุยส์ ซัมเปอรินี จนกระทั่งความเคารพนั้น กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ภาพยนตร์ได้สำรวจแง่มุมที่เปราะบาง, ขัดแย้ง, หรือ “เป็นมนุษย์” ที่สุดของเขา ในมิติของ เนื้อเรื่อง มันคือการเล่าประวัติศาสตร์ที่ทรงพลัง แต่เดินตามขนบที่ปลอดภัยและละเลยแก่นสารสำคัญที่สุดของชีวิตตัวเอก (การให้อภัย)! ในมิติของ ภาพ มันคือความสำเร็จทางสุนทรียศาสตร์ที่ไร้ที่ติ ผลงานระดับ Masterclass ของ โรเจอร์ ดีกินส์ ที่ยกระดับความทุกข์ให้กลายเป็นศิลปะ! ในมิติของ การแสดง มันคือการอุทิศตนทางกายภาพที่น่าทึ่งของ แจ็ค โอคอนเนลล์ และการปรากฏตัวที่น่าสะพรึงกลัวของ มิยาวี! “Unbroken” ทำให้ผู้ชม “ทึ่ง” (Impressed) ในสิ่งที่ซัมเปอรินีต้องอดทน แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ชม “เข้าใจ” (Understand) อย่างถ่องแท้ว่า “เหตุใด” เขาจึงสามารถอดทนได้ มันคืออนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่, สวยงาม, ขัดเงาอย่างดี! แต่เมื่อเคาะดูแล้ว กลับพบว่ามีเสียงที่ “กลวง” อยู่ภายในอย่างน่าเสียดาย รับชมหนัง Unbroken (2014) คนแกร่งหัวใจไม่ยอมแพ้ ได้ที่ movie24hd