รีวิวหนัง Venom (2018) เวน่อม ในภูมิทัศน์ของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ถูกครอบงำโดยจักรวาลมาร์เวล (MCU) ซึ่งมีสูตรสำเร็จที่ถูกขัดเกลาอย่างประณีต “Venom” (2018) หรือ “เวน่อม” ถือกำเนิดขึ้นในฐานะ “ความวิปริต” (Anomaly) ที่น่าทึ่ง มันคือการเดิมพันครั้งใหญ่ของสตูดิโอ Sony ที่พยายามจะสร้างจักรวาลของตนเอง (Sony’s Spider-Man Universe) โดยปราศจาก “สมอเรือ” ที่สำคัญที่สุดอย่าง สไปเดอร์แมน! “Venom” คือภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วย “ความขัดแย้งในตัวเอง” (Contradictions) มันคือผลงานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในแง่ของความไม่ลงรอยกันทางโทนเรื่อง (Tonal Inconsistency) และบทภาพยนตร์ที่ดูเหมือนหลุดมาจากยุค 2000s แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือความสำเร็จอย่างล้นหลามในแง่ของรายได้ และกลายเป็น “ปรากฏการณ์” (Phenomenon) ที่สร้างฐานแฟนคลับได้อย่างเหนียวแน่น
การวิเคราะห์ “Venom” จึงไม่ใช่การวิเคราะห์ “ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบ” แต่คือการวิเคราะห์ “ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าพิศวง” (A Fascinating Success) มันคือการศึกษาว่า “ความล้มเหลว” ในการเป็นภาพยนตร์สยองขวัญ-ระทึกขวัญ (Horror-Thriller) กลับกลายเป็นการ “ค้นพบ” (Discovery) ที่ยอดเยี่ยมในการเป็น “ภาพยนตร์ตลกคู่หู” (Buddy Comedy) ที่แปลกประหลาดที่สุดเรื่องหนึ่งในทศวรรษ! บทวิจารณ์ฉบับนี้ จะทำการผ่าตัดองค์ประกอบสามส่วนหลัก ได้แก่ โครงสร้างการเล่าเรื่อง, สุนทรียศาสตร์ทางภาพ และการแสดง เพื่อถอดรหัสว่าเหตุใด “Venom” จึงเป็น “ความล้มเหลวที่รุ่งโรจน์” (A Glorious Failure) ที่จับใจผู้ชมได้อย่างไม่น่าเชื่อ

บทภาพยนตร์ของ “Venom” คือสถาปัตยกรรมที่ดูเหมือนถูกสร้างโดยสถาปนิกสองคนที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง องค์ประกอบหนึ่งพยายามสร้างตึกระฟ้าที่มืดมิดและน่าเกรงขาม (Dark Thriller) ในขณะที่อีกองค์ประกอบหนึ่งพยายามสร้างสวนสนุกที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง (Manic Comedy)
1. พิมพ์เขียว “แอนตี้ฮีโร่” ยุค 2000s ที่ล้าสมัย:
ในระดับโครงสร้าง “Venom” เดินตามพิมพ์เขียวของภาพยนตร์ “แอนตี้ฮีโร่” จากช่วงต้นทศวรรษ 2000s (เช่น Daredevil (2003) หรือ Spawn (1997)) อย่างเคร่งครัด:
บทภาพยนตร์พยายามอย่างยิ่งที่จะ “มืดมน” (Dark) และ “จริงจัง” (Gritty) แต่กลับสะดุดลงด้วยบทสนทนาที่ “ดาษดื่น” (Clichéd) และ “ไร้สาระ” (Campy) อย่างน่าประหลาดใจ (“Turd in the wind”) มันคือความพยายามที่จะเป็นภาพยนตร์ระดับ R-Rated ที่ถูกบีบอัดลงในกรอบ PG-13 ที่อึดอัด
2. การค้นพบ “หัวใจ” ที่แท้จริง: อสูรกายในฐานะ “คู่หู”
จุดที่ภาพยนตร์ “ล้มเหลว” ในการเป็นหนังระทึกขวัญ คือจุดที่มัน “ประสบความสำเร็จ” ในการเป็นอย่างอื่น “Venom” จะเริ่ม “มีชีวิตชีวา” (Come alive) อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อภาพยนตร์ “ยอมแพ้” (Gives up) ที่จะเป็นหนังแอ็คชั่น-สยองขวัญ และ “โอบรับ” (Embraces) การเป็น “หนังตลกคู่หู” (Buddy Comedy)! “หัวใจ” ของ “Venom” ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อกอบกู้โลก แต่คือ “ความสัมพันธ์” (The Relationship) ระหว่าง เอ็ดดี้ บร็อก และ เวน่อม พล็อตเรื่องหลัก (การที่ เดรค/ไรออต ต้องการนำซิมบิโอตมายังโลก) กลายเป็นเพียง “ฉากหลัง” (Backdrop) หรือ “MacGuffin” ที่ไร้ความสำคัญไปในทันที! บทภาพยนตร์ได้เปลี่ยน “ปรสิต” (Parasite) ผู้รุกราน ให้กลายเป็น “เพื่อนร่วมห้อง” (Roommate) ที่น่ารำคาญแต่จำเป็น “เวน่อม” ไม่ใช่ “คำสาป” (Curse) แต่คือ “ผู้ปลดปล่อย” (Liberator) ที่มีอารมณ์ขันแบบมืดๆ (Gallows Humor) และมีความหิวโหยที่ไม่รู้จักพอ
3. “โรแมนติก-คอเมดี้” ที่ซ่อนเร้น:
ความสัมพันธ์นี้ดำเนินไปตามสูตรสำเร็จของ “ภาพยนตร์โรแมนติก-คอเมดี้” อย่างไม่น่าเชื่อ:
นี่คือ “ความโกลาหลทางโทน” (Tonal Chaos) ที่สมบูรณ์แบบ บทภาพยนตร์พยายามจะเล่าเรื่องหนึ่ง (กอบกู้โลก) แต่ “จิตใต้สำนึก” (Subtext) ของมันกลับตะโกนบอกเล่าอีกเรื่องหนึ่ง (ความรัก/มิตรภาพที่แปลกประหลาด) และความขัดแย้งนี้เองที่กลายเป็น “เสน่ห์” ที่ไม่สามารถต้านทานได้ของภาพยนตร์

งานภาพของ “Venom” คือการต่อสู้ระหว่าง “ความมืด” ที่ภาพยนตร์พยายามจะเป็น และ “ความชัดเจน” ที่จำเป็นต่อภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์
1. สุนทรียศาสตร์ “Body Horror-Lite”:
“Venom” คือภาพยนตร์ “Body Horror” (ความสยองขวัญจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย) ที่ถูกทำให้ “เชื่อง” (Tamed) เพื่อผู้ชมในวงกว้าง
2. การออกแบบ “เวน่อม”: ความสำเร็จที่ซื่อสัตย์
ในขณะที่องค์ประกอบอื่นอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ การออกแบบ “เวน่อม” เมื่ออยู่ในร่างสมบูรณ์ คือ “ชัยชนะ” ที่สมบูรณ์แบบ มันคือการ “ถอดแบบ” (Comic-Accurate) จากการ์ตูนมาสู่จอภาพยนตร์ได้อย่างน่าเกรงขาม—ดวงตาสีขาวที่บิดเบี้ยว, กรามที่กว้าง, ลิ้นที่ตวัดไปมา, และมวลกล้ามเนื้อที่มหึมา มันคือ “อสูรกาย” ที่ทั้งน่ากลัวและน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน
3. ความท้าทายของ “ฉากแอ็คชั่น”:
ฉากแอ็คชั่นใน “Venom” มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน
หากบทภาพยนตร์คือความโกลาหล และงานภาพคือความพยายามที่น่าชมเชย “การแสดง” (Performance) โดยเฉพาะจาก ทอม ฮาร์ดี้ คือ “เสาหลัก” (The Pillar) ที่แบกรับโครงสร้างที่ง่อนแง่นนี้ไว้ทั้งหมด และ “นิยาม” (Define) มันขึ้นมาใหม่
1. ทอม ฮาร์ดี้ (Tom Hardy) ในบท เอ็ดดี้ บร็อก / เวน่อม:
นี่ไม่ใช่แค่ “การแสดง” (Acting) นี่คือ “การอุทิศตน” (Commitment) ต่อความบ้าคลั่งอย่างสมบูรณ์แบบ ทอม ฮาร์ดี้ ไม่ได้แค่ “รับบท” เอ็ดดี้ บร็อก เขา “สร้าง” โทนเรื่องทั้งหมดของภาพยนตร์ขึ้นมาด้วยตัวเอง เขาคือ “ผู้กำกับ” ที่แท้จริงของความบันเทิงในเรื่องนี้
2. ริซ อาเหม็ด (Riz Ahmed) ในบท คาร์ลตัน เดรค:
อาเหม็ด คือนักแสดงที่ยอดเยี่ยม แต่เขาได้รับ “บทบาท” ที่ “เรียบ” (Flat) ที่สุด เขาคือ “วายร้ายเทคโนโลยี” (Tech Villain) ตามสูตรสำเร็จ การแสดงของเขา “นิ่ง” (Stoic) และ “เย็นชา” (Cold) ซึ่งกลายเป็น “ขั้วตรงข้าม” (The Straight Man) ที่สมบูรณ์แบบสำหรับ “ความบ้าคลั่ง” (Mania) ของฮาร์ดี้ เขาคือตัวแทนของ “ภาพยนตร์ที่จริงจัง” ที่ฮาร์ดี้กำลังพยายาม “ทำลาย”
3. มิเชล วิลเลียมส์ (Michelle Williams) ในบท แอนน์ เวย์อิง:
วิลเลียมส์ คือ “สมอเรือทางอารมณ์” (Emotional Anchor) ของเรื่อง เธอคือนักแสดงระดับออสการ์ที่นำ “ความน่าเชื่อถือ” (Credibility) มาสู่บทบาท “อดีตคนรัก” ที่ดาษดื่น

“Venom” (2018) คือภาพยนตร์ที่ “ดี” (Good) หรือไม่? หากวัดด้วยมาตรฐานการวิจารณ์ภาพยนตร์แบบดั้งเดิม (ความสมเหตุสมผลของบท, ความคงเส้นคงวาของโทนเรื่อง) คำตอบคือ “ไม่”! แต่มันคือภาพยนตร์ที่ “ยอดเยี่ยม” (Great) หรือไม่? ในแง่ของ “ความบันเทิง” (Entertainment) และ “ความกล้า” (Audacity) คำตอบคือ “ใช่” อย่างไม่ต้องสงสัย! “Venom” คือชัยชนะของ “การแสดง” (Performance) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหนือ “โครงสร้าง” (Structure) ที่ล้าสมัย มันคือความโกลาหลทางโทนที่น่ารื่นรมย์ ซึ่งถูกแบกรับไว้บนบ่า (และในลำคอ) ของ ทอม ฮาร์ดี้ แต่เพียงผู้เดียว มันคือ “ความผิดพลาด” ที่กลายเป็น “สูตรสำเร็จ” ใหม่ และได้พิสูจน์ว่าบางครั้ง “ความสนุก” (Fun) ที่บ้าคลั่ง ก็สำคัญกว่า “ความสมบูรณ์แบบ” (Perfection) ที่เยือกเย็น รับชมหนัง Venom (2018) เวน่อม ได้ที่ movie24hd