รีวิวหนัง Wicked Part I วิคเค็ด (2024)

seosaveNovember 5, 2025

รีวิวหนัง Wicked Part I วิคเค็ด (2024)

 

รีวิวหนัง Wicked Part I วิคเค็ด (2024) เรียนท่านผู้ชมที่หลงใหลในเวทมนตร์และเสียงเพลง ภาพยนตร์เรื่อง “Wicked Part I” คือการนำมิวสิคัลบรอดเวย์ในตำนานมาสู่จอภาพยนตร์อย่างยิ่งใหญ่และทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่เคยมีมา ภายใต้การกำกับของ จอน เอ็ม ชู (Jon M. Chu) ผู้ซึ่งเคยฝากผลงานอันยอดเยี่ยมไว้ใน In the Heights นี่ไม่ใช่แค่การบันทึกการแสดงบนเวที แต่เป็นการ ขยายจักรวาลแห่งออซ ให้มีชีวิตชีวา, อลังการ, และเจาะลึกจิตใจของตัวละครมากกว่าที่เคย Wicked Part I ทำหน้าที่เป็น ปฐมบท ที่ทรงพลัง ซึ่งสำรวจรากเหง้าของสองตัวละครที่ถูกกำหนดให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีและความชั่วร้าย: เอลฟาบา (Elphaba) ผู้ซึ่งผิวสีเขียวคือเครื่องหมายของการถูกรังเกียจ และ กลินดา (Glinda) ผู้เป็นที่รักและเปี่ยมด้วยสิทธิพิเศษ นี่คือภาพยนตร์ที่ตั้งคำถามกับผู้ชมอย่างจริงจังว่า: อะไรคือเส้นแบ่งระหว่าง ‘ความดี’ กับ ‘ความชั่ว’ ที่แท้จริง? และใครคือผู้เขียนประวัติศาสตร์ที่ตัดสินพวกเรา?

 

รีวิวหนัง Wicked Part I วิคเค็ด (2024)

 

 เนื้อเรื่องและแนวคิดเชิงปรัชญา: มิติที่ซับซ้อนของมิตรภาพและการเมือง

 

เนื่องจากภาพยนตร์นี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน Part I จึงทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่อย่างชาญฉลาดในการปูพื้นฐาน ความสัมพันธ์อันซับซ้อน และ การเมืองที่เน่าเฟะ ของดินแดนออซ ซึ่งเป็นแกนหลักที่ทำให้เรื่องราวมีความลุ่มลึกกว่าแค่เรื่องราวของแม่มด

 

1. มิตรภาพที่ถูกหล่อหลอมด้วยความเกลียดชัง (A Friendship Forged in Hostility)

 

หัวใจของ Part I คือมิตรภาพที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ระหว่างเอลฟาบาและกลินดา เนื้อเรื่องเริ่มต้นด้วยความเกลียดชังและการต่อต้านกันอย่างสิ้นเชิง (What Is This Feeling?) แต่ผู้กำกับใช้การจัดห้องพักร่วมกันที่มหาวิทยาลัยชิซเป็น เครื่องมือทางปรัชญา ที่บังคับให้ตัวละครต้องเผชิญหน้ากับความแตกต่างของกันและกัน

  • ธีมหลัก: นี่คือการสำรวจ พลังของการมองข้ามภาพลักษณ์ภายนอก กลินดาผู้มองโลกภายนอกด้วยความตื้นเขินและยึดติดกับความนิยม ถูกเอลฟาบาผู้ฉลาดเฉลียวและจริงใจเปิดโลกทัศน์ให้เห็นถึงความอยุติธรรม ในขณะที่กลินดาสอนให้เอลฟาบา “เปล่งประกาย” ในแบบของตัวเอง (Popular) ความสัมพันธ์ของพวกเธอคือ ศูนย์รวมทางอารมณ์ ที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจว่า “แม่มดชั่วร้าย” ไม่ได้ถือกำเนิดมาพร้อมความมืดมิด แต่ถูกสถานการณ์บีบคั้น

 

2. การเมืองของการเลือกปฏิบัติ (The Politics of Discrimination)

 

เนื้อเรื่องมีการขยายประเด็นทางการเมืองที่สำคัญจากฉบับละครเวทีให้มีความเด่นชัดและเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเด็น การเลือกปฏิบัติ ต่อ สัตว์พูดได้ (Sentient Animals)

  • การเสียดสีต่ออำนาจ: เรื่องราวแสดงให้เห็นว่าอำนาจในดินแดนออซ (นำโดย ท่านพ่อมดผู้มหัศจรรย์แห่งออซ) กำลังทำการ ริดรอนสิทธิ์ และ กดขี่ สัตว์พูดได้อย่างเป็นระบบ ตัวละครอย่าง ศาสตราจารย์ดิลลามอนด์ (ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่เป็นแพะ) คือสัญลักษณ์ของผู้ที่ถูกทำลายสิทธิ์ในการมีพื้นที่ยืนในสังคม
  • แรงผลักดันของเอลฟาบา: ความไม่ยุติธรรมนี้เองที่กลายเป็น เชื้อเพลิงแห่งความโกรธ และ ความมุ่งมั่น ของเอลฟาบา เธอไม่ได้ต้องการแค่เปลี่ยนผิวสีของตัวเอง แต่ต้องการใช้พลังของเธอเพื่อแก้ไขความอยุติธรรมในสังคม การต่อสู้เพื่อสิทธิของสัตว์พูดได้เป็น จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เธอถูกตราหน้าว่าเป็น “แม่มดชั่วร้าย”

 

3. ความซับซ้อนของความรัก (The Complications of Love)

 

การเข้ามาของ ฟิเยโร (Fiyero) สร้างความตึงเครียดให้กับเรื่องราวและมิตรภาพของสองสาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความรักสามเส้าระหว่างเอลฟาบา, กลินดา, และฟิเยโร ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราวโรแมนติกทั่วไป แต่เป็นการสะท้อนถึง การเลือก ระหว่าง ความสมบูรณ์แบบที่สังคมกำหนด (กลินดา) กับ ความจริงใจที่ถูกรังเกียจ (เอลฟาบา)

 

รีวิวหนัง Wicked Part I วิคเค็ด

 

 ‘ภาพ’ และการออกแบบการผลิต: มหัศจรรย์ที่เกินจินตนาการ

 

หากมีสิ่งใดที่ Wicked Part I พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจน นั่นคืองานภาพที่ อลังการและเหนือจินตนาการ ผู้กำกับ จอน เอ็ม ชู ใช้ประโยชน์จากศักยภาพของภาพยนตร์ได้อย่างเต็มที่เพื่อขยายขอบเขตของดินแดนออซที่เคยถูกจำกัดอยู่บนเวที

 

1. ความรุ่มรวยของสีสันและรายละเอียด (Richness of Colour and Detail)

 

  • โทนสีเขียวและชมพูที่เป็นสัญลักษณ์: ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จในการใช้ โทนสีเขียวมรกต ของเอลฟาบาและดินแดนออซ กับ โทนสีชมพูฟรุ้งฟริ้ง ของกลินดาเป็น สัญลักษณ์ทางภาพ ที่มาปะทะกันอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ การออกแบบเครื่องแต่งกาย (โดย Paul Tazewell) และฉากนั้นเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ประณีต โดยเฉพาะชุดของกลินดาที่สะท้อนถึงความหรูหราและความตื้นเขินในตอนแรก
  • การออกแบบฉาก (Production Design) ที่น่าอัศจรรย์: ฉากมหาวิทยาลัยชิซ, เมืองมรกต, และอาคารต่าง ๆ ถูกสร้างขึ้นด้วยความยิ่งใหญ่และเวทมนตร์อย่างแท้จริง ฉากเพลง “One Short Day” ที่พวกเขาไปถึงเมืองมรกตนั้นเต็มไปด้วยสีเขียวมรกตที่สดใสและรายละเอียดที่ชวนให้หลงใหล มันคือการพาผู้ชมเข้าไปสู่โลกในฝันที่เป็นมากกว่าแค่ฉากหลัง

 

2. การกำกับฉากมิวสิคัลที่เหนือชั้น (Sublime Musical Direction)

 

จอน เอ็ม ชู ได้รับคำชมอย่างท่วมท้นในการ เปลี่ยนฉากเพลงที่ยอดเยี่ยมบนเวทีให้กลายเป็นภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ ฉากสำคัญ ๆ ถูกกำกับอย่างสร้างสรรค์และมีการเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่:

  • “Dancing Through Life”: ฉากนี้ใช้ ห้องสมุดหมุนได้ และการออกแบบท่าเต้นที่ซับซ้อนเพื่อแสดงถึงความวุ่นวายและความสนุกสนานที่เต็มไปด้วยความเย้ายวนของนักศึกษา
  • “Defying Gravity”: ฉากจบของ Part I ที่เต็มไปด้วยพลังงานทางอารมณ์และวิชวลเอฟเฟกต์ที่ตระการตา การถ่ายทำฉากนี้ไม่ได้พยายามเลียนแบบฉบับเวที แต่สร้างช็อตใหม่ ๆ ที่แสดงให้เห็นถึง การปลดปล่อยพลัง ของเอลฟาบาได้อย่างยิ่งใหญ่และเป็นที่น่าจดจำอย่างแน่นอน

วิคเค็ด (2024)

 ‘การแสดง’ ของนักแสดง: การร้องที่ทรงพลังและการเข้าถึงตัวละคร

 

การแสดงใน Wicked Part I ถูกขับเคลื่อนด้วยสองนักแสดงนำที่ใช้พลังเสียงและความสามารถในการเข้าถึงตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าพวกเธอเกิดมาเพื่อรับบทบาทนี้

 

1. Cynthia Erivo ในบท Elphaba Thropp

 

ซินเธีย เอริโว คือนักแสดงที่ถูกกำหนดให้เล่นเป็นเอลฟาบา เธอไม่ได้แค่มี พลังเสียง ที่น่าทึ่งและสามารถสื่อถึงความเจ็บปวดและความโกรธในเพลงได้อย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่การแสดงของเธอยังเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน

  • ความสมจริงทางอารมณ์: เอริโวถ่ายทอดความรู้สึกของการ ถูกตีตรา (Stigma) และ ความแปลกแยก (Alienation) ของเอลฟาบาได้อย่างลึกซึ้ง แววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความเชื่อในความดีงามในตอนต้น และการค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความแข็งกระด้างเมื่อต้องเผชิญกับความอยุติธรรม คือหัวใจที่ทำให้ผู้ชมสามารถ เข้าใจ การเดินทางสู่ “ความชั่วร้าย” ของเธอ การร้องเพลงของเธอ (โดยเฉพาะในเพลง “The Wizard and I” และ “Defying Gravity”) คือการแสดงออกทางอารมณ์ที่ไม่ใช่แค่การร้องเพลง แต่เป็นการตะโกนจากจิตวิญญาณ

 

2. Ariana Grande ในบท Glinda Upland

 

การแสดงของ อาเรียอานา แกรนเด ในบท กลินดา คือเซอร์ไพรส์ที่น่าประทับใจที่สุด เธอสามารถก้าวข้ามภาพลักษณ์ของนักร้องเพลงป๊อปมาสู่การเป็นนักแสดงมิวสิคัลได้อย่างยอดเยี่ยม

  • เสน่ห์และความตลก: แกรนเดนำเสนอ ความฟุ้งเฟ้อ, ความตลกขบขัน, และความหลงตัวเองที่น่ารัก ของกลินดาได้อย่างไร้ที่ติ เธอใช้การแสดงออกทางสีหน้าและการเคลื่อนไหวที่เกินจริงเพื่อสร้างความตลกขบขันที่จำเป็นสำหรับตัวละครนี้ การแสดงของเธอไม่ได้เน้นแค่ความน่ารัก แต่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางและความไม่มั่นใจที่อยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ
  • เคมีคู่ (Chemistry): เคมีระหว่างเธอกับเอริโวเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเรื่องราวทั้งหมด ฉากที่พวกเธอร้องเพลง “Popular” และ “For Good” (แม้ว่าเพลงหลังจะยังไม่ถึงเวลาเต็มใน Part I) แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริงที่ผู้ชมสามารถเชื่อได้อย่างเต็มที่ว่าพวกเธอคือ “เพื่อนรัก” กัน

 

3. นักแสดงสมทบที่โดดเด่น

 

ทีมนักแสดงสมทบก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โจนาธาน เบลีย์ (Jonathan Bailey) ในบทฟิเยโรนำเสนอบุคลิกที่เจ้าเสน่ห์และแฝงความจริงใจได้อย่างลงตัว มิเชล โหย่ว (Michelle Yeoh) ในบทมาดามมอร์ริเบิล และ เจฟฟ์ โกลด์บลัม (Jeff Goldblum) ในบทท่านพ่อมด ล้วนเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้กับจักรวาลของออซ

 

 บทสรุป: การเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่และมีหัวใจ

 

“Wicked Part I (2024)” คือความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ในการดัดแปลงมิวสิคัลที่รักของคนทั่วโลกให้เป็นภาพยนตร์ที่ไม่เพียงแค่ ซื่อตรงต่อต้นฉบับ แต่ยัง ขยายความยิ่งใหญ่ และ ความลุ่มลึก ของมันด้วยวิชวลที่ตื่นตาตื่นใจมันเป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยพลังงาน, สีสัน, และที่สำคัญที่สุดคือ หัวใจ ที่เต้นอยู่ใต้ผิวหนังสีเขียวและเสื้อผ้าสีชมพู นี่คือการเริ่มต้นที่ทรงพลังและทำให้ผู้ชมอดใจรอการกลับมาใน Part II ไม่ไหวอย่างแน่นอน มันคือการย้ำเตือนว่าการเป็นคน “ดี” ไม่ได้หมายความว่าจะถูกมองว่าเป็น “ฮีโร่” เสมอไป และบางครั้ง การทำสิ่งที่ถูกต้องก็อาจทำให้เรากลายเป็น “แม่มดชั่วร้าย” ในสายตาของคนอื่น รับชมหนังเรื่อง Wicked Part I วิคเค็ด (2024)
ได้ที่ movie24hd