
โอ้โห… มาคุยกันถึงเรื่องนี้หน่อย “The Bad Guys (2022)” หรือ “คือ… ใช่ครับ มันคือแอนิเมชั่น มันสร้างโดย DreamWorks สตูดิโอเดียวกับ Shrek หรือ Kung Fu Panda มันมีสัตว์พูดได้ มันตลก… แต่วิธีที่มัน “นำเสนอ” ตัวเองน่ะเหรอครับ? นี่มันคือ “หนังปล้น” (Heist Film) ที่ “เท่” ที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปี… ที่บังเอิญเป็นแอนิเมชั่น ถ้าคุณเอา Ocean’s Eleven (เวอร์ชัน จอร์จ คลูนีย์) มาผสมกับความกวนโอ๊ยแบบ Pulp Fiction (นิดๆ) แล้วจับยัดใส่เครื่องปั่นรวมกับลายเส้นการ์ตูนยุโรปและอนิเมะอย่าง Lupin III (ลูแปงที่ 3)… ผลลัพธ์ที่กระเด็นออกมานั่นแหละครับ คือ “The Bad Guys” นี่คือหนังที่ “สไตล์” (Style) นำหน้าทุกอย่าง และมันนำหน้าได้แบบ “หล่อ” มากด้วย วันนี้ผมจะขอไม่เล่าเรื่องย่อนะครับว่าใครไปปล้นอะไรที่ไหน แต่ผมจะมา “ผ่า” ให้ดูว่าทำไมหนังเรื่องนี้มันถึง “เจ๋ง” และทำไมมันถึงเป็นมากกว่าแอนิเมชั่นตลกๆ ทั่วไป

อย่างที่บอกครับ ผมจะไม่เล่าพล็อต แต่ผมจะเล่า “หัวใจ” ของมันสิ่งที่ “The Bad Guys” ทำได้สำเร็จอย่างงดงาม คือการ “เคารพ” ใน “ขนบ” ของหนังแนวปล้น (Heist Genre) อย่างถึงที่สุด แต่มันก็กล้าที่จะ “บิด” ขนบนั้นด้วยคำถามที่หนักแน่นมาก
1. มันคือ “Nature vs. Nurture” (สันดาน หรือ การเลี้ยงดู?)
นี่คือแกนหลักของเรื่องเลยครับหนังเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่ “คนดี” แต่เริ่มต้นที่ “ตัวร้าย” ที่ “ภูมิใจ” ในการเป็นตัวร้ายมิสเตอร์วูล์ฟ (Mr. Wolf) ไม่ได้เศร้าที่เขาเป็นหมาป่า… เขารักมัน! มิสเตอร์สเนค (Mr. Snake) ก็ภูมิใจในความเป็นงูพิษหนังโยนคำถามใส่หน้าเราตั้งแต่ 5 นาทีแรก: “คนเหล่านี้เป็น ‘คนเลว’ เพราะพวกเขา ‘เกิดมา’ เป็นสัตว์ที่คนกลัว (หมาป่า, งู, ฉลาม, ปิรันย่า) หรือพวกเขาเป็น ‘คนเลว’ เพราะ ‘สังคม’ ยัดเยียดป้ายนั้นให้เขา จนเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง ‘เล่น’ ไปตามบทนั้น?”นี่คือปรัชญาที่หนักอึ้งมากนะครับ สำหรับหนังที่ดูเหมือนจะตลกโปกฮามันคือการวิพากษ์ “อคติ” (Prejudice) และ “การเหมารวม” (Stereotype) ที่เจ็บแสบที่สุดเราเห็นพวกเขา “มีความสุข” กับการเป็นโจร… แต่มันคือความสุขจริงๆ หรือมันคือ “เกราะป้องกัน” ความเจ็บปวดที่ถูกสังคมปฏิเสธมาทั้งชีวิต?
2. การใช้ “Trope” ของหนังปล้นอย่างมีชั้นเชิงหนังเรื่องนี้ “สนุก” กับการเป็นหนังปล้นมาก
คุณมีครบทุกอย่าง:
หนังไม่ได้แค่ “มี” ตัวละครเหล่านี้ แต่มัน “เล่น” กับความสัมพันธ์ของพวกเขา บทสนทนาของพวกเขา “คม” (Witty) มันไม่ใช่แค่การ์ตูนที่ตัวละครตะโกนใส่กัน แต่มันคือการ “ต่อปากต่อคำ” (Banter) ที่มีจังหวะจะโคนแบบหนังคนแสดงชั้นดี
3. “The Turn” (จุดเปลี่ยน) ที่ไม่ใช่แค่การ “ถูกจับได้”จุดเปลี่ยนของหนังปล้นทั่วไปคือ “แผนพัง”แต่จุดเปลี่ยนของ “The Bad Guys” มัน “ลึก” กว่านั้น
มันคือ “การสั่นไหว” ภายในจิตใจของมิสเตอร์วูล์ฟมันคือตอนที่เขา “เผลอ” ทำดี แล้วเขา “ดันรู้สึกดี” กับมันมันคือ “หางที่กระดิก” ครับ…ฉากนั้นคือฉาก “Masterpiece” ของการเล่าเรื่อง หางของเขา (ที่เป็น 3D) กระดิกโดยที่เขาไม่รู้ตัว เพราะเขา “มีความสุข” จากการได้รับคำชม… และนั่นคือ “อาชญากรรม” ที่ร้ายแรงที่สุดในสายตาของเพื่อนร่วมทีม (โดยเฉพาะมิสเตอร์สเนค)หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามต่อว่า “อะไรคือการทรยศที่แท้จริง?”การทรยศต่อ “ทีม” หรือ การทรยศต่อ “หัวใจ” ของตัวเอง?
การเล่าเรื่องของ “The Bad Guys” จึงไม่ใช่แค่ “วายร้ายอยากเป็นคนดี” แต่มันคือ “วายร้ายที่ค้นพบว่าตัวเอง ‘อาจจะ’ เป็นคนดีมาตลอด… แต่โลกไม่เคยให้โอกาสเขาได้เป็น”

นี่คือส่วนที่ผมอยากจะ “กรี๊ด” ที่สุด”The Bad Guys” คือ “จดหมายรัก” ถึง “สไตล์” ครับในยุคที่แอนิเมชั่น 3D พยายามจะ “เหมือนจริง” (Photorealistic) มากขึ้นเรื่อยๆ… DreamWorks (ภายใต้การกำกับของ ปิแอร์ เพอริเฟล) กลับ “หันหลัง” ให้กระแสหลัก แล้วตะโกนว่า “ไม่! เราจะเป็น ‘การ์ตูน’ ที่เท่ที่สุด!”นี่คือสิ่งที่พวกเขาทำ และมัน “สุดยอด” มาก:
1. มันคือ “Hybrid Style” (3D ที่อยากเป็น 2D)นี่ไม่ใช่ Spider-Verse นะครับ… แต่มัน “เรียนรู้” มาจาก Spider-Verseมันคือการเอาโมเดลตัวละคร 3D ที่มีน้ำหนัก มีมิติ มา “ผสม” กับ “ลูกเล่น” ของ 2D แบบซึ่งๆ หน้า
2. “Kinetic Energy” (พลังงานจลน์) ที่บ้าคลั่งหนังเรื่องนี้ “ไม่หยุดนิ่ง”โดยเฉพาะ “ฉากเปิดตัว” และ “ฉากไล่ล่าด้วยรถยนต์”โอ้… พระเจ้า… ฉากไล่ล่าในเรื่องนี้ คือหนึ่งในฉากไล่ล่าที่ดีที่สุดในโลกแอนิเมชั่นการ “เคลื่อนกล้อง” (Cinematography) มัน “บ้า” มากกล้อง “บิน” ทะลุหน้าต่าง, “เกาะ” ไปกับล้อรถ, “หมุนคว้าง” ไปพร้อมกับตัวละครมันคือการ “โชว์ของ” ว่านี่คือแอนิเมชั่นนะ… เรา “ทำลาย” ข้อจำกัดของกล้องคนแสดงได้! มันคือการจำลองความรู้สึกของการอ่านการ์ตูน Lupin III ที่ลายเส้นมัน “พุ่ง” ออกมาจากหน้ากระดาษ
3. “The Cool Factor” (ความเท่)หนังเรื่องนี้ “เท่” ทุกอณูมันคือ “การเดิน” ครับ… การเดินเรียงแถวในชุดสูทของตัวละคร มันคือการคารวะโปสเตอร์หนังปล้นคลาสสิกมันคือ “การใช้ Split Screen” (การแบ่งจอ) เวลาวางแผนมันคือ “การ Freeze Frame” (การหยุดภาพ) เพื่อแนะนำตัวละคร พร้อมกับ “ข้อความ” กราฟิกเท่ๆ ที่เด้งขึ้นมาบนจอมันคือ “แสงและเงา” (Lighting) ที่ไม่ใช่แสงนวลๆ แบบการ์ตูนเด็ก แต่เป็นแสง “แข็งๆ” (Hard Light) ที่สร้าง “เงา” คมๆ แบบหนังฟิล์มนัวร์ (Film Noir)งานภาพของ “The Bad Guys” ไม่ใช่แค่ “ฉากหลัง” ครับ… มันคือ “ตัวละคร” อีกตัวหนึ่ง มันคือสิ่งที่ “เล่าเรื่อง” มันคือสิ่งที่บอกเราว่า “จงสนุกไปกับมัน… เพราะนี่คือโลกที่ ‘สไตล์’ คือ ‘กฎหมาย'”

และทั้งหมดที่ผมพูดมา… มันจะ “พัง” ทันที ถ้า “เสียง” มันไม่ใช่แต่ “The Bad Guys” คือหนึ่งใน “Perfect Casting” ที่สุดของ DreamWorks ครับพวกเขาไม่ได้จ้าง “ดารา” มาอ่านบทพวกเขา “คัดเลือก” คนที่ “เป็น” ตัวละครนั้นๆ
1. Sam Rockwell (พากย์เป็น Mr. Wolf) นี่คือ “หัวใจ” ของทีม… และ “หัวใจ” ของหนังแซม ร็อกเวลล์ ไม่ได้ “พากย์” เป็นหมาป่า… เขา “คือ” จอร์จ คลูนีย์ ในร่างหมาป่าเสียงของเขามี “เสน่ห์” (Charm) ที่ลื่นไหลมาก มันคือเสียงที่ “หว่านล้อม” ให้คุณเชื่อได้ทุกอย่าง แต่ในขณะเดียวกัน… เขาสามารถ “ลดโทน” ลงมาเป็นเสียงที่ “เปราะบาง” ได้ในเสี้ยววินาทีฉากที่เขา “รู้สึกดี” กับการเป็นคนดี… เรา “เชื่อ” เขา 100% ผ่าน “น้ำเสียง” ที่สับสนและตื่นเต้นเล็กๆ ของเขา
2. Marc Maron (พากย์เป็น Mr. Snake)นี่คือ “อาวุธลับ” ของหนังเรื่องนี้มาร์ก มารอน (นักแสดงตลกเดี่ยวไมโครโฟนชื่อดัง) มีเสียงที่ “แหบ” (Gravelly), “ขี้บ่น” (Cynical), และ “เหนื่อยโลก”เขาคือ “คู่หู” (The Bromance) ที่สมบูรณ์แบบของวูล์ฟเคมีระหว่าง ร็อกเวลล์ กับ มารอน คือ “เรื่องราวความรัก” ที่แท้จริงของหนังเรื่องนี้พวกเขาคือ “คู่แต่งงาน” ที่อยู่กันมา 40 ปีเสียงของมารอนคือ “สมอ” ที่ดึงความเท่ของวูล์ฟกลับมาสู่ “ความเป็นจริง” ที่ตลกร้าย และฉากที่เขารู้สึก “ถูกทรยศ” มัน “เจ็บจริง” ผ่านเสียงของเขา
3. Awkwafina (พากย์เป็น Ms. Tarantula / Webs) การแคสต์ที่ “ตรงเป๊ะ”อควาฟิน่าเกิดมาเพื่อเสียง “รัวเร็ว” (Fast-talking), “ฉลาด” (Sassy), และ “กวนประสาท”เธอคือคนที่ต้องอธิบาย “แผนการ” ที่ซับซ้อนให้เราฟัง และเธอทำมันได้แบบ “ไหลลื่น” และ “น่าฟัง”
4. Craig Robinson (พากย์เป็น Mr. Shark) เขาคือ “หัวใจ” ที่อ่อนโยนของทีมเครก โรบินสัน มีเสียงที่ “ใหญ่” และ “อบอุ่น”มุก “เจ้าแห่งการปลอมตัว” มันตลกได้ เพราะมันคือเสียง “เครก โรบินสัน” นี่แหละ ที่ดังออกมาจาก “ชุดราตรี” หรือ “ชุดไอติม”เขาคือความ “ไร้สาระ” ที่น่ารักที่สุด
5. Anthony Ramos (พากย์เป็น Mr. Piranha)เขาคือ “พลังงาน” ที่ควบคุมไม่ได้แอนโทนี่ รามอส (จาก Hamilton และ In the Heights) ใส่ “ความบ้า” และ “พลังเสียง” (เพราะตัวละครนี้ร้องเพลงด้วย) เข้าไปเต็มที่ เขาคือ “ระเบิดเวลา” ของทีม
6. Zazie Beetz (พากย์เป็น Diane Foxington) และ Richard Ayoade (พากย์เป็น Professor Marmalade)สองตัวละครสมทบที่ “ขโมยซีน”ซาซี่ บีตซ์ (พากย์เป็น ผู้ว่าฯ ไดแอน) คือ “คู่ปรับ” ที่ “ทัดเทียม” กับวูล์ฟ เสียงของเธอ “ฉลาด”, “มั่นใจ”, และ “เซ็กซี่”ส่วน ริชาร์ด อโยอาดี (พากย์เป็น ศ.มาร์มาเลด)… โอ้… ไม่มีใครพากย์เสียงตัวละครที่ “น่าหมั่นไส้”, “อวดดี”, “โลกสวยจอมปลอม” (Smug) ได้ดีเท่าเขาอีกแล้ว

“The Bad Guys (2022)” คือ “ชัยชนะ” ครับมันคือชัยชนะของ “สไตล์”มันคือชัยชนะของ “การกล้า” ที่จะแตกต่างมันพิสูจน์ว่า DreamWorks (ซึ่งต่อมาก็ทำ Puss in Boots: The Last Wish ที่ยอดเยี่ยม) ยังคง “กล้า” ที่จะ “ทดลอง” และไม่ติดอยู่ในกรอบ “แอนิเมชั่น 3D” ที่ตัวเองสร้างมาหนังเรื่องนี้ “สนุก” ในทุกระดับเด็กๆ จะสนุกกับ “มุกตลก” และ “ความน่ารัก” (ใช่ครับ พวกเขาน่ารัก)ผู้ใหญ่จะสนุกกับ “การคารวะหนังปล้น”, “บทสนทนาที่คมคาย”, “งานภาพที่เท่ระเบิด” และ “ประเด็น” ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการถูกสังคมตัดสินมันคือหนังที่ “เร็ว”, “สนุก”, “ฉลาด”, และที่สำคัญที่สุด… มัน “มีหัวใจ”มันทำให้เราเชื่อว่า… แม้แต่ “หมาป่าตัวร้าย”… ก็ยังมี “หางที่กระดิก” เมื่อมันได้เจอกับความดีงามและนั่นคือข้อความที่ทรงพลัง… ที่ถูกห่อหุ้มมาใน “แพ็คเกจ” ที่ “เท่” ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นี่คือรีวิวที่เน้นการวิเคราะห์เชิงลึกครับ หวังว่าคุณจะชอบ! คุณอยากให้ผมวิเคราะห์หนังเรื่องไหนในสไตล์นี้อีกไหมครับ? movie24hd