

หนึ่งพันปีผ่านไปหลังจากเหตุการณ์หายนะที่ทำให้มนุษยชาติต้องลี้ภัยจากโลกและ โนว่า ไพรม์ คือบ้านแห่งใหม่ของมนุษย์ นายพล ไซเฟอร์ เรจ (วิลล์ สมิธ) ผู้โด่งดังเดินทางกลับจากภารกิจอันยาวนานเพื่อกลับไปหาครอบครัว และพร้อมที่จะเป็นพ่อให้กับลูกชายอายุ 13 นามว่า คิทาอิ (เจเดน สมิธ) แต่เมื่ออุกกาบาตพุ่งชนยานของไซเฟอร์ และคิทาอิ พวกเขาจึงต้องนำยานลงจอดบนโลกที่กลายเป็นดาวเคราะห์อันตรายและไม่คุ้นเคยสำหรับมนุษย์ พ่อของเขากำลังจะตายอยู่ในห้องควบคุมยาน คิทาอิจึงต้องเดินทางข้ามผ่านดินแดนที่ไม่เป็นมิตรของโลกเพื่อตามหาเครื่องบอกตำแหน่งเพื่อช่วยชีวิตเขาและพ่อ ทั้งชีวิต คิทาอิไม่เคยต้องการอะไรนอกจากการได้เป็นทหารอย่างเช่นพ่อเขา วันนี้เองที่เขามีโอาสได้ทำสิ่งนั้น

Meta Description: เจาะลึกรีวิว After Earth (2013) บน movie24hd.net วิเคราะห์การแสดงของ Will และ Jaden Smith งานภาพโลกอนาคตสุดตระการตา และบทเรียนเรื่อง “ความกลัวคือทางเลือก” อ่านเลย!สวัสดีเพื่อนๆ ชาว movie24hd และแฟนคลับจากช่อง YouTube malagorman, GreaterThanStudio และ DooaraiD555 ทุกคนครับ! วันนี้เราจะมาคุยกันถึงหนังที่พยายามฉีกกฎเกณฑ์ของหนังไซไฟแอ็กชันทั่วไป ด้วยการใส่ความเป็นปรัชญาและการก้าวข้ามวัย (Coming of Age) ลงไปในโลกอนาคตที่มนุษย์ถูกเนรเทศออกไป นั่นคือ After Earth (2013) ผลงานการกำกับของ M. Night Shyamalan ที่มาพร้อมกับพล็อตเรื่องสุดล้ำว่า “โลกในวันที่ไม่มีเราจะเป็นอย่างไร?”
ในมุมมองของนักวิจารณ์จาก movie24hd เนื้อเรื่องของ After Earth ไม่ได้ซับซ้อนในเชิงโครงสร้าง แต่มีความลึกซึ้งในเชิงจิตวิทยาครับ หนังเลือกใช้โลกที่ถูกทิ้งร้างมาเป็นพันปีเป็นฉากหลัง เพื่อเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างพ่อลูกคู่หนึ่ง Cypher Raige นายพลผู้เข้มงวด และ Kitai Raige ลูกชายที่พยายามจะเดินตามรอยเท้าพ่อแต่กลับถูกบดบังด้วยความกลัว ประเด็นหลักที่หนังพยายามสื่อสารคือประโยคทองที่ว่า “ความอันตรายนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ความกลัวคือสิ่งที่เราเลือกเอง” (Danger is very real, but fear is a choice) หนังพาเราไปสำรวจว่า ในสภาพแวดล้อมที่ทุกอย่างวิวัฒนาการมาเพื่อสังหารมนุษย์ สิ่งเดียวที่จะทำให้เรารอดชีวิตได้ไม่ใช่ปืนหรือเทคโนโลยี แต่คือ “สติ” และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นบทเรียนที่ใช้ได้จริงในทุกยุคทุกสมัย
การตัดสินใจให้ Will Smith และ Jaden Smith มารับบทพ่อลูกในจอนั้นเป็นดาบสองคมครับ แต่ในแง่ของการแสดงเราเห็นความตั้งใจที่ชัดเจน:
Will Smith (Cypher Raige): ในเรื่องนี้เราจะได้เห็น Will Smith ในลุคที่เราไม่คุ้นเคย เขาต้องทิ้งเสน่ห์ความกวนและความขี้เล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาไปจนหมดสิ้น เพื่อสวมบทบาทกษัตริย์นักรบที่เย็นชาและไร้ความรู้สึก (Ghosting) การแสดงของเขาเน้นไปที่สายตาและการใช้น้ำเสียงที่ราบเรียบ ซึ่งเป็นการสื่อสารว่าเขาสามารถขจัดความกลัวออกไปจากจิตใจได้โดยสมบูรณ์
Jaden Smith (Kitai Raige): Jaden ต้องแบกหนังเกือบทั้งเรื่องไว้บนบ่าเพียงลำพัง การแสดงของเขาถ่ายทอดความอัดอั้นตันใจของลูกที่อยากได้รับการยอมรับได้ดี ฉากที่เขาต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายหรือสภาวะอากาศที่เลวร้ายสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของมนุษย์ได้ชัดเจน แม้จะมีกระแสวิจารณ์ในแง่ลบบ้างในยุคนั้น แต่หากกลับมาดูตอนนี้ เราจะเห็นถึงความกล้าหาญในการรับบทที่ต้องเล่นกับอารมณ์โดดเดี่ยวขนาดนี้ครับ
Sophie Okonedo: แม้จะออกมาไม่มากในบทคุณแม่ แต่เธอก็เป็นจุดเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่สำคัญ ทำให้ครอบครัว Raige ดูมีความเป็นมนุษย์ท่ามกลางโลกที่เย็นชา
จุดที่ movie24hd อยากให้คะแนนเต็มคือ Visual Design ครับ M. Night Shyamalan ยังคงไว้ซึ่งสไตล์ภาพที่สวยงามและนิ่งสงบแต่แฝงด้วยความกดดัน
Visual Effects: การออกแบบสัตว์โลกในอนาคตที่วิวัฒนาการไปไกลทำออกมาได้น่าสะพรึงกลัว โดยเฉพาะเจ้า “Ursa” สิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นแต่นิยามความกลัวผ่านฟีโรโมนของมนุษย์
Production Design: ยานอวกาศและอุปกรณ์ในเรื่องมีดีไซน์ที่เป็นออร์แกนิก (Organic Design) มีความพริ้วไหวเหมือนสิ่งมีชีวิต ซึ่งต่างจากหนังไซไฟเรื่องอื่นที่มักจะเป็นเหล็กแข็งๆ สิ่งนี้ทำให้ After Earth มีเอกลักษณ์ทางภาพที่จดจำง่าย
Cinematography: การถ่ายทำในป่าคอสตาริกาและสถานที่จริงต่างๆ ทำให้งานภาพดูสมจริงและยิ่งใหญ่ สีเขียวขจีของป่าที่ดูเหมือนจะร่มรื่น แต่กลับเต็มไปด้วยอันตราย คือการตัดกัน (Contrast) ที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมครับ
เพลงประกอบโดย James Newton Howard ช่วยดึงอารมณ์หนังให้ดูมีความเป็นมหากาพย์ (Epic) มากขึ้น จังหวะดนตรีที่กดดันในช่วงที่ Kitai ต้องวิ่งแข่งกับเวลา หรือดนตรีที่นุ่มนวลในฉากที่ย้อนระลึกถึงอดีต ช่วยเติมเต็มช่องว่างของบทพูดที่ค่อนข้างน้อยได้อย่างดีเยี่ยม
IMDb: ได้คะแนนอยู่ที่ 4.8/10 (ส่วนใหญ่ติเรื่องบทที่เรียบเกินไป)
Rotten Tomatoes: ฝั่งนักวิจารณ์ให้ 12% แต่ฝั่งผู้ชมทั่วไปหลายคนมองว่าเป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ และมีข้อคิดที่ดี
ความเห็นจาก movie24hd: หากคุณละทิ้งความคาดหวังว่ามันต้องเป็นหนังแอ็กชันระเบิดภูเขาเผากระท่อม และมองมันในฐานะ “หนังปรัชญาการใช้ชีวิต” After Earth คือหนังที่ดูสนุกและให้แง่คิดที่ลึกซึ้งเรื่องหนึ่งเลยครับ
ถ้าชอบแนวเอาชีวิตรอดในโลกอนาคตหรือความสัมพันธ์พ่อลูก:
Oblivion (2013): โลกหลังล่มสลายและงานภาพสุดเนี๊ยบของ Tom Cruise
The Road: หนังพ่อลูกเอาชีวิตรอดในโลกที่มืดมนกว่า (ดราม่าเข้มข้น)
Interstellar: หากต้องการไซไฟที่ล้ำกว่าเดิมและเน้นความรักระหว่างพ่อลูก movie24hd