
เมื่อโทนี่ย์ สตาร์กได้ริเริ่มโปรแกรมรักษาความสงบและปกป้องสันติภาพของโลก สิ่งที่เกิดขึ้นดูจะผิดพลาดไปเป็นเหตุให้เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ผู้กล้าของโลกนี้ที่ประกอบไปด้วยไอรอน แมน, กัปตันอเมริกา, ทอร์, ฮัลค์, แบล็ค ไวโดว์ และฮอร์ค อายส์ พวกเขาทั้งหมดได้เข้าสู่สุดยอดการทดสอบโดยมีชะตากรรมของดาวดวงนี้แขวนอยู่บนเส้นด้าย ด้วยการปรากฏตัวของอัลตรอน ทำให้ทีมอเวนเจอร์สต้องช่วยกันหยุดยั้งเขาจากแผนการอันชั่วร้ายนี้ การร่วมตัวกันที่ไม่ใช่เรื่องง่ายและสุดจะคาดคิดในไม่ช้านี้จะเป็นการปูทางไปสู่การผจญภัยทั่วโลกอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

สวัสดีเพื่อนสมาชิก Movie24hd ครับ! ย้อนกลับไปปี 2015 ไม่มีหนังเรื่องไหนที่คนทั่วโลกรอคอยเท่าเรื่องนี้ การสานต่อความสำเร็จจาก The Avengers (2012) ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้กำกับ Joss Whedon ต้องแบกรับภาระในการเกลี่ยบทตัวละครหลักเกือบ 10 ตัว แถมยังต้องปูทางไปสู่ Infinity War อีก หลายคนอาจมองว่าภาคนี้ “สนุกน้อยกว่าภาคแรก” แต่ผมอยากชวนให้มองในมุมใหม่ครับว่า นี่คือภาคที่ “มีความเป็นมนุษย์” และ “ดาร์ก” ที่สุดในบรรดาหนังรวมทีมยุคแรก มันไม่ใช่แค่ฮีโร่ตีกับหุ่นยนต์ แต่มันคือเรื่องราวของ “พ่อ” (Tony Stark) ที่สร้าง “ลูก” (Ultron) ขึ้นมาฆ่าตัวเอง
บทหนังภาคนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อนทางความคิดครับ มันไม่ใช่แค่ Good vs. Bad แต่เป็น Order vs. Chaos (ระเบียบ ปะทะ ความโกลาหล)
แก่นเรื่องทั้งหมดขับเคลื่อนด้วย “ความกลัว” ของโทนี่ สตาร์ค ครับ สืบเนื่องจากเหตุการณ์ใน Iron Man 3 และภาพหลอนที่ Wanda (Scarlet Witch) ป้อนใส่หัวเขา โทนี่ไม่ได้อยากครองโลก เขาแค่อยากสร้าง “เกราะคุ้มกันโลก” (A Suit of Armor Around the World) เพื่อที่เขาและเพื่อนๆ จะได้ไม่ต้องสู้และไม่ต้องตาย บทหนังขยี้ประเด็น Creator vs. Creation (ผู้สร้างและสิ่งที่ถูกสร้าง) ได้น่าสนใจมาก อัลตรอนไม่ใช่แค่หุ่นยนต์บ้าคลั่ง แต่เขาคือ “ด้านมืด” ของโทนี่ ที่สะท้อนความหลงตัวเอง ความหยิ่งผยอง และความต้องการปกป้องโลก… ด้วยการทำลายมนุษย์ (เพราะมนุษย์คือภัยคุกคามโลก)
ฉากที่ผมชอบที่สุดและคิดว่าสำคัญที่สุด คือฉาก “บ้านไร่” ครับ แฟนหนังแอ็คชั่นอาจจะบ่นว่าช่วงนี้อืด แต่สำหรับแฟนสายวิเคราะห์อย่าง Malagorman จะรู้เลยว่านี่คือ “หัวใจ” ของเรื่อง Joss Whedon ต้องสู้กับผู้บริหาร Marvel แทบตายเพื่อเก็บฉากนี้ไว้ เพราะมันทำให้เราเห็นว่า ภายใต้ชุดเกราะและพลังวิเศษ พวกเขาก็แค่คนธรรมดาที่เหนื่อยเป็น ท้อเป็น และต้องการที่พักพิง มันทำให้เดิมพันในตอนท้ายเรื่องสูงขึ้น เพราะพวกเขามี “บ้าน” ให้กลับไปหา
การเปิดตัว Wanda และ Pietro ทำได้ดีในแง่ของการเป็น “เหยื่อสงคราม” พวกเขาเกลียด Stark เพราะอาวุธของ Stark ฆ่าพ่อแม่เขา ประเด็นนี้ทำให้จักรวาล Marvel ดูสมจริงขึ้น ว่าการกระทำของฮีโร่ ย่อมสร้างผลกระทบต่อคนตัวเล็กๆ เสมอ (และปูทางไปสู่ Zemo ใน Civil War ได้อย่างแนบเนียน)
ในแง่ของงานภาพ GreaterThanStudio คงต้องยกนิ้วให้กับการออกแบบฉากแอ็คชั่นที่ “แน่น” และ “สร้างสรรค์” กว่าภาคแรกมากครับ
นี่คือฉากที่แฟนคอมิกส์ทั่วโลกรอคอย และหนังทำออกมาได้ “ถึงใจ” มากครับ
ความหนักหน่วง: งาน Sound Design และงานภาพ ทำให้เรารู้สึกถึงน้ำหนักของหมัด ทุกการกระแทกตึกถล่มทลาย มันดูรุนแรงและอันตรายจริง
ลูกเล่นของชุด: การที่ชุด Hulkbuster (Veronica) มีอะไหล่สำรองลอยมาเติมเรื่อยๆ เป็นกิมมิคที่เจ๋งมาก แสดงให้เห็นความอัจฉริยะและการเตรียมพร้อมของโทนี่
ฉากเปิดตัวในป่าหิมะที่โซโคเวีย คือลายเซ็นของ Joss Whedon ครับ กล้องลื่นไหลไปมาระหว่างฮีโร่แต่ละคน โชว์คอมโบการต่อสู้ที่เข้าขากัน (เช่น Thor ทุบโล่ Cap เพื่อส่งคลื่นเสียง) มันเป็นการบอกคนดูทันทีว่า “ตอนนี้ทีมเวิร์กของพวกเขาเลเวลตันแล้วนะ” ก่อนที่จะค่อยๆ พังทลายลงในภายหลัง
ฉาก 360 องศาในโบสถ์กลางเมืองโซโคเวีย คือภาพจำระดับตำนาน การที่ฮีโร่ทุกคนยืนล้อมวงปกป้องแกนกลางจากการรุมทึ้งของหุ่นอัลตรอน เป็นภาพที่สวยงามเหมือนหลุดออกมาจากหน้าหนังสือการ์ตูน (Comic Book Splash Page) แสงสี การสโลว์โมชั่น และจังหวะดนตรีประกอบของ Brian Tyler และ Danny Elfman มันปลุกใจได้ดีเยี่ยม
ภาคนี้เป็นการรวมตัวนักแสดงระดับ A-List ที่คับคั่งมาก แต่คนที่ขโมยซีนที่สุด กลับเป็นคนที่ไม่ได้โผล่หน้ามาให้เห็นตรงๆ
ต้องกราบการแสดงของ James Spader ครับ! เขาไม่ได้แค่พากย์เสียง แต่เขาแสดง Motion Capture ด้วย
น้ำเสียง: เสียงของ Spader มีความนุ่มลึก สุภาพ แต่แฝงด้วยความโรคจิตและเย้ยหยัน (Sarcastic) เขาทำให้ Ultron ดูเป็น “ตัวร้ายที่มีคลาส” และมีอารมณ์ขันแบบร้ายๆ (ซึ่งได้มาจากพ่อโทนี่เต็มๆ)
มิติอารมณ์: ฉากที่ Ultron โกรธเมื่อโดนเปรียบเทียบกับ Stark หรือฉากที่เขาคุยกับ Vision ตอนท้ายเรื่อง น้ำเสียงของเขาถ่ายทอดความน้อยเนื้อต่ำใจและความสิ้นหวังออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
การเปิดตัวครั้งแรกของ “แม่มดแดง” ทำได้น่ากลัวและลึกลับมาก การขยับนิ้วมือ การบิดคอ และสายตาที่หลอนๆ ของเธอ ทำให้เรารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้อันตรายโดยไม่ต้องใช้กำลังกายเลย (ฉากที่เธอปั่นหัวทีม Avengers คือจุดที่แสดงให้เห็นว่าเธอทรงพลังแค่ไหน)
จากการเป็นแค่เสียง JARVIS มาตลอด 7 ปี การได้เห็น Paul Bettany มีตัวตนจริงๆ คือความปิติของแฟนๆ ครับ
เขาเล่นบท “เด็กแรกเกิด” ในร่างสังเคราะห์ได้ดีมาก มีความไร้เดียงสา (Naivety) ผสมกับปัญญาญาณ (Wisdom) ฉากที่เขายกค้อน Mjolnir ขึ้นมาหน้าตาเฉย เป็นฉากตลกหน้าตายที่พีคที่สุดในเรื่อง และเป็นการยืนยันตัวตนว่าเขาคือ “คนดี” โดยไม่ต้องพูดเยอะ
ความขัดแย้งทางอุดมการณ์เริ่มก่อตัวชัดเจนในภาคนี้ RDJ ถ่ายทอดความเหนื่อยล้าและความหวาดระแวง ส่วน Evans ถ่ายทอดความเป็นผู้นำที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ (แม้บางครั้งจะดูหัวแข็ง) เคมีของทั้งคู่ในฉากตัดไม้หน้าบ้าน คือจุดเริ่มต้นของสงคราม Civil War ที่แท้จริง
Avengers: Age of Ultron อาจจะดู “ยัดเยียด” ไปบ้างในบางช่วง (เช่น ฉากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของ Thor ที่ดูโดดๆ เพื่อปูไป Ragnarok) แต่โดยรวมแล้ว มันคือหนังที่ “เปลี่ยนผ่าน” จักรวาล MCU จากยุคสดใส เข้าสู่ยุคที่มืดหม่นและจริงจังมากขึ้น
หนังเรื่องนี้ทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้เราคิด:
สันติภาพที่แท้จริงคืออะไร? คือการไม่มีมนุษย์ (แบบที่ Ultron คิด) หรือการปกป้องมนุษย์ (แบบที่ Vision คิด)
ความรับผิดชอบ: ฮีโร่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่ตนก่อหรือไม่? (นำไปสู่สนธิสัญญาโซโคเวีย)
สำหรับแฟนๆ DooaraiD555 หนังเรื่องนี้ยังคงมีความบันเทิงระดับ 5 ดาว และสำหรับสายลึก นี่คือบ่อเกิดของปรัชญา Marvel ยุคใหม่ และถ้าคุณอยากเก็บรายละเอียดงานภาพและเสียงแบบเต็มสูบ ต้องดูที่ Movie24hd.net เท่านั้นครับ คะแนนรีวิวโดย movie24hd: ⭐⭐⭐⭐ (8.5/10) ตัดคะแนนตรงการตัดต่อที่รวบรัดไปนิดในช่วงกลางเรื่อง แต่บวกคะแนนเพิ่มให้กับความลึกซึ้งของ Ultron และ Vision