

“ฮารุ” และ “เรโอะ” ได้ร่วมกันฟอร์มวงดนตรีแนวอินดี้ชื่อ “ฮารุเรโอะ” แล้วก็เริ่มกลายเป็นวงที่โด่งดังขึ้นมา ทั้งสองตัดสินใจออกทัวร์แสดงคอนเสิร์ต ตอนนั้นเองก็ได้พบกับ “ชิมะ” อดีตโฮสต์เก่าที่มาขอสมัครเป็นผู้ช่วยวง ด้วยเหตุผลว่าเขาชอบเพลงที่ฮารุเป็นคนแต่ง ทั้งสามออกทัวร์ไปด้วยกัน พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจ เรโอะเริ่มชอบชิมะ แต่ชิมะกลับชอบฮารุ ในขณะที่ฮารุก็รู้สึกดีกับเรโอะ ระหว่างที่วงมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งฮารุและเรโอะก็ตัดสินใจจะยุบวง และออกทัวร์แสดงคอนเสิร์ตด้วยกันเป็นครั้งสุดท้ายที่ฮาโกดาเตะ ฮอกไกโด พร้อมกับความรู้สึกแท้จริงที่ค่อยๆ เปิดเผย

สิ่งที่ทำให้ Farewell Song โดดเด่นและแตกต่างจากหนังวัยรุ่นเล่นดนตรีทั่วไป คือการที่หนังเลือกเล่าเรื่องราวในวันที่ “วงกำลังจะยุบ” ครับ บทหนังวางโครงสร้างแบบ Road Movie ที่พาเราเดินทางไปกับการทัวร์คอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของวงดูโอ้สาวชื่อดัง “HaruLeo” หนังเลือกสำรวจความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ภายในใจของตัวละครสามคน คือ ฮารุ, เลโอ และ ชิมะ (ผู้จัดการวง) ความน่าสนใจอยู่ที่ “ช่องว่าง” ระหว่างคำพูดครับ หนังไม่ได้บอกเราทุกอย่างผ่านบทสนทนา แต่ใช้สายตา ท่าทาง และที่สำคัญที่สุดคือ “เนื้อเพลง” ในการเล่าเรื่องราวความรักที่ซับซ้อน ความอิจฉา และความผูกพันที่เกินกว่าคำว่าเพื่อน มันคือเรื่องราวของคนที่รักกันแต่ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ในฐานะเดิมอีกต่อไป จังหวะการเล่าเรื่องมีความละเมียดละไม (Slow-burn) แต่กลับกดดันอารมณ์ให้เราอินไปกับมิตรภาพที่กำลังจะสิ้นสุดลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ครับ
งานด้านวิชวล (Visual Design) ของผู้กำกับ Akihiko Shiota สื่อสารอารมณ์ “นอสทัลเจีย” (Nostalgia) ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม:
Cinematography: หนังเลือกใช้แสงธรรมชาติที่ดูอบอุ่นแต่แฝงด้วยความเศร้า โดยเฉพาะฉาก “Golden Hour” หรือแสงยามเย็นที่มักจะปรากฏขึ้นในจังหวะที่ตัวละครกำลังสับสน ภาพของการเดินทางผ่านบ้านเมืองที่เงียบสงบในญี่ปุ่นสื่อถึงความโดดเดี่ยวของอาชีพนักดนตรีอิสระได้ดีมาก
Music & Sound: นี่คือหัวใจสำคัญครับ เพลงหลักอย่าง “Sayonara Kuchibiru” (แต่งโดย Aimyon) ไม่ได้เป็นแค่เพลงประกอบ แต่เป็นตัวละครตัวหนึ่งในเรื่อง การบันทึกเสียงสดขณะเล่นดนตรีทำให้เราสัมผัสได้ถึงความสดและความจริงใจของอารมณ์ขณะนั้น
Color Grading: โทนสีจะเน้นไปที่สีนวลตา ตัดกับความมืดมิดในฮอลล์คอนเสิร์ตขนาดเล็ก (Live House) ซึ่งสร้างบรรยากาศที่ดูเป็นส่วนตัวและบีบคั้นอารมณ์ในเวลาเดียวกัน
จุดตัดสินที่ทำให้ Farewell Song กลายเป็นหนังขึ้นหิ้งคือ “ทีมนักแสดง” ครับ:
Nana Komatsu (Leo): นานะในบทเลโอสาวมาดเท่ที่มีบาดแผลในใจ เธอถ่ายทอดความขัดแย้งในตัวเองออกมาได้อย่างทรงพลัง แววตาที่มองฮารุเต็มไปด้วยความรักและความน้อยใจ การแสดงของเธอในภาคนี้คือ “มาสเตอร์พีซ” ที่พิสูจน์ว่าเธอคือเบอร์หนึ่งของรุ่นจริง ๆ
Mugi Kadowaki (Haru): มูกิรับบทเป็นอัจฉริยะทางดนตรีผู้เงียบขรึม การแสดงที่ดูนิ่งแต่เก็บทุกรายละเอียดทำให้เราเห็นถึงภาระที่เธอแบกไว้ เสียงร้องของเธอมีความเศร้าที่กรีดลึกเข้าไปในใจ
Ryo Narita (Shima): ในบทผู้จัดการวงที่ต้องเป็นตัวกลางระหว่างสองสาว เรียวถ่ายทอดบท “ผู้สังเกตการณ์” ที่แอบรักได้อย่างเจ็บปวด ความอ่อนโยนและการวางตัวที่ดูเป็นผู้ใหญ่ของเขาช่วยเติมเต็มมิติ “สามคน” ให้สมบูรณ์แบบที่สุดครับ
Farewell Song ถูกยกให้เป็นหนังดนตรีที่จริงใจที่สุดเรื่องหนึ่ง มาเช็กเรตติ้งที่ movie24hd.net กันครับ:
| Platform | Rating |
| IMDb | 6.8 / 10 |
| Letterboxd | 3.6 / 5 |
| Movie24hd Recommended | 9 / 10 (สำหรับคนรักหนังดนตรีและอารมณ์หม่น) |
เหตุผลที่ทีมงาน movie24hd อยากให้ทุกคนดูเรื่องนี้ เพราะมันคือหนังที่สะท้อน “ความจริงของความสัมพันธ์” ครับ ในชีวิตจริงเราไม่สามารถครอบครองทุกอย่างที่เราต้องการได้ หนังเรื่องนี้สอนเราเรื่องการยอมรับความจริง การให้อภัย และการใช้ศิลปะ (ดนตรี) เป็นเครื่องมือในการบำบัดความเจ็บปวด หากคุณชอบหนังอย่าง Blue (2002) หรือหนังฟีลเหงา ๆ ของค่ายชูจิกุ คุณจะหลงรักเรื่องนี้ครับ มันเป็นหนังที่ดูจบแล้วจะทำให้คุณอยากหยิบหูฟังขึ้นมาฟังเพลงโปรดซ้ำ ๆ และคิดถึงใครบางคนที่เคยเดินร่วมทางกันมา เป็นความเศร้าที่งดงามที่สุดเท่าที่ปี 2019 จะมอบให้เราได้ครับ
คือภาพยนตร์ที่พิสูจน์ว่าเสียงเพลงคือสะพานเชื่อมใจที่แข็งแกร่งที่สุด ด้วยงานภาพที่ละมุนและการแสดงระดับเทพของนานะ โคมัตสึ ทำให้หนังเรื่องนี้ขึ้นแท่นหนังโปรดของใครหลายคน แวะมาอัปเดตข้อมูลหนังและอ่านรีวิวคุณภาพแบบนี้ได้ที่ movie24hd.net นะครับ! ช่องทางการติดตามเพื่อไม่พลาดทุกท่วงทำนองของหนังดี: เว็บไซต์หลัก: movie24hd.net