

ชายที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมสามคนของดาราฮอลลีวูดสามคนเริ่มการสอบสวนของเขาเอง ต้องการความช่วยเหลือ เขาจึงขอความช่วยเหลือจากนักสืบสองคนเพื่อเปิดเผยแผนการสมคบคิดที่ระเบิดกว่าที่คิดนี่คือการรีวิวภาพยนตร์แอ็คชั่น-ทริลเลอร์เรื่อง “Gasoline Alley (2022)” แบบเจาะลึก ถึงลูกถึงคน ในสไตล์ “คุยหนังรอบดึก” ที่เราจะข้ามเรื่องย่อหลังปก แล้วไปชำแหละแก่นของหนัง งานภาพ และการแสดงกันแบบเนื้อๆ เน้นๆ ครับ
หากคุณเห็นหน้าปกที่มี Bruce Willis หราอยู่ แล้วคิดว่านี่คือหนังแอ็คชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบ Die Hard ผมต้องขอเบรกคุณไว้ตรงนี้ก่อนครับ เพราะ Gasoline Alley ไม่ใช่หนังแบบนั้น แต่มันคือความพยายามที่จะทำหนัง “Neo-Noir” (ฟิล์มนัวร์ยุคใหม่) ที่ดิบ เถื่อน และอบอวลไปด้วยควันบุหรี่ โดยใช้ลอสแอนเจลิสเป็นฉากหลังของความเน่าเฟะเรามาดูกันครับว่า หนังเกรดบีเรื่องนี้ มีดีพอที่จะให้เราเสียเวลาดูไหม หรือมันเป็นแค่หนังที่สร้างมาเพื่อขายชื่อดาราเก่ากันแน่?

สิ่งแรกที่ต้องชมคือ “ความทะเยอทะยาน” ของบทหนังครับ ผู้กำกับ Edward Drake และทีมเขียนบท พยายามจะสร้างบรรยากาศแบบหนังนักสืบคลาสสิก (Classic Noir)
ตัวเอก จิมมี่ (Devon Sawa) ไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นคนธรรมดา (ช่างสัก) ที่มีอดีตมืดมน และต้องตกเป็นแพะรับบาป
เขาต้องสืบสวนด้วยตัวเอง ท่ามกลางตำรวจคอร์รัปชัน และวงการบันเทิงที่โสมม
บทหนังพยายามใส่บทสนทนาที่ดู “เท่” (Hard-boiled dialogue) คำคมปรัชญาข้างถนน และตัวละครหญิงสาวลึกลับ (Femme Fatale)
ความซับซ้อนที่กลายเป็นความยุ่งเหยิง (Complexity vs. Confusion) แต่… ต้องยอมรับความจริงครับว่า บทหนังเรื่องนี้มีปัญหาเรื่อง “ความคมชัด” หนังพยายามจะผูกปมเรื่องการค้ามนุษย์ การสมรู้ร่วมคิดของตำรวจ และคดีฆาตกรรมดาราฮอลลีวูดเข้าด้วยกัน แต่การร้อยเรียงเรื่องราวมันค่อนข้างกระจัดกระจาย (Disjointed)
ผู้ชมอาจจะรู้สึก “หลงทาง” ในช่วงกลางเรื่อง ไม่ใช่เพราะปริศนามันซับซ้อนระดับอัจฉริยะ แต่เพราะบทหนังไม่ได้ให้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผลเพียงพอ บางเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบไม่มีที่มาที่ไป เหมือนคนเขียนบทอยากให้พระเอกไปที่นี่ ก็เขียนให้ไปเลย
จังหวะหนัง (Pacing): หนังเดินเรื่องค่อนข้างช้าในบางช่วง และเร่งรีบในบางช่วง โดยเฉพาะบทสรุปที่ดูรวบรัดตัดตอน เหมือนงบหมดหรือเวลาถ่ายทำไม่พอ ทำให้ปมใหญ่ๆ ถูกคลี่คลายง่ายเกินไป
L.A. ในฐานะตัวละคร บทหนังใช้ฉากหลังเป็นลอสแอนเจลิสในมุมที่ “ไม่น่าอภิรมย์” ไม่ใช่ L.A. ที่มีแสงแดดสดใส แต่เป็น L.A. ตรอกซอกซอย อู่ซ่อมรถ ผับบาร์สกปรก และโรงแรมจิ้งหรีด บทพยายามสื่อสารว่า “เมืองนี้มันกลืนกินวิญญาณคน” ซึ่งถือว่าทำได้ดีในแง่ของการสร้างบรรยากาศ (Atmosphere) ให้เรารู้สึกอึดอัดและไม่ไว้ใจใครเลย
นี่คือจุดที่ผมคิดว่า “น่าสนใจที่สุด” และเป็นสิ่งที่ช่วยแบกหนังเรื่องนี้ไว้ครับ ความดิบและสกปรก (Gritty Aesthetic) งานภาพของ Gasoline Alley ไม่ได้สวยแบบคมกริบ แต่มันสวยแบบ “Grungy”
Lighting: มีการใช้แสงเงาที่ตัดกันรุนแรง (High Contrast) สไตล์ฟิล์มนัวร์ ฉากส่วนใหญ่เป็นเวลากลางคืน หรือในห้องที่แสงสลัวๆ โดยใช้ไฟนีออนสีแดง สีน้ำเงิน เข้ามาช่วยสร้างมิติ
Texture: ภาพดูมีความหยาบ มีเกรน (Grain) ที่ทำให้รู้สึกถึงความสกปรก เหงื่อไคล และควันบุหรี่ เหมือนเราได้กลิ่นเหม็นไหม้ลอยออกมาจากจอ
มุมกล้องมีความเป็น Indie สูง มีการใช้เลนส์ Wide ในระยะประชิด (Close-up) เพื่อจับสีหน้าความเครียดของตัวละคร ทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดไปกับสถานการณ์
ควันบุหรี่คือพระเอกตัวจริง ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ ถ้าคุณดูเรื่องนี้ คุณจะเห็น “ควัน” ตลอดเวลา ทั้งควันบุหรี่ที่พระเอกสูบมวนต่อมวน ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หมอกควันในเมือง ในทางศิลปะภาพยนตร์ มันช่วยสร้าง Layer ให้กับภาพ ทำให้ฉากดูไม่แบน และสื่อถึงความ “มัวหมอง” ของความจริงที่ตัวเอกกำลังตามหา (Hazy Truth) ถือเป็น Art Direction ที่ชัดเจนและคุมโทนได้ดีมากสำหรับหนังทุนต่ำ
หนังเรื่องนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังดารา แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้น “น่าสนใจ” ในหลากหลายแง่มุมครับ Devon Sawa รับบท Jimmy Jayne (จิมมี่) นี่คือ MVP (Most Valuable Player) ของหนังเรื่องนี้ครับ! Devon Sawa (ที่หลายคนจำได้จาก Final Destination ภาคแรก) กลับมาในลุคที่โคตรเท่และดิบเถื่อน
การแบกหนัง: เขาปรากฏตัวแทบทุกฉาก และเขาเอาอยู่ เขาเล่นเป็นช่างสักปากเสีย ที่ฉลาดแกมโกง และมีความ “ถึกทน” แบบคนสู้ชีวิต
Physicality: การแสดงออกทางร่างกายของเขาดูเหนื่อยล้าจริงๆ ดูเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมา 3 วัน และพร้อมจะต่อยใครสักคนตลอดเวลา สายตาของเขาสื่อถึงความระแวงและความมุ่งมั่นได้ดีมาก
ถ้าไม่มี Devon Sawa หนังเรื่องนี้อาจจะพังพินาศได้เลยครับ การแสดงของเขาทำให้หนังดู “แพง” ขึ้นกว่าความเป็นจริง
Bruce Willis รับบท Detective Freeman เราต้องพูดถึงตำนานคนนี้ด้วยความเคารพและความเข้าใจครับ นี่คือหนึ่งในภาพยนตร์ชุดท้ายๆ ของป๋าบรูซ ก่อนที่เขาจะประกาศเกษียณเนื่องจากอาการป่วย (Aphasia)
ความจริงที่ต้องยอมรับ: บทบาทของเขาในเรื่องนี้มีน้อยมาก (แม้หน้าจะใหญ่สุดบนโปสเตอร์) ส่วนใหญ่เขาจะนั่งอยู่กับโต๊ะ หรือยืนนิ่งๆ และพูดบทสนทนาสั้นๆ
การแสดง: เราจะเห็นความ “เหนื่อย” ในแววตาของเขา ซึ่งบังเอิญว่ามันเข้ากับบท “ตำรวจแก่ใกล้เกษียณ” พอดี แม้เขาจะดูไม่ค่อยมีปฏิกิริยากับคู่สนทนามากนัก (ซึ่งเราเข้าใจได้จากปัญหาสุขภาพ) แต่บารมีของเขาก็ยังคงขลังอยู่ เพียงแต่ใครที่หวังจะเห็นป๋าบรูซบู๊ล้างผลาญ… ต้องทำใจครับ เขามาในฐานะ “ดารารับเชิญกิตติมศักดิ์” มากกว่า
Luke Wilson รับบท Detective Vargas Luke Wilson มักจะเล่นบทตลกหรือคนอบอุ่น แต่เรื่องนี้เขามาในมาดตำรวจคู่หูของบรูซ วิลลิส
การแสดงของเขามีความ “ยียวนกวนประสาท” (Sarcastic) เขาเล่นเป็นตำรวจปากดีที่ดูเหมือนจะไม่จริงจัง แต่แฝงความร้ายลึกไว้
เคมีระหว่างเขากับ Devon Sawa ถือว่าใช้ได้ เป็นการปะทะฝีปากที่สนุกพอสมควร ช่วยดึงโทนหนังไม่ให้เครียดจนเกินไป
จุดแข็ง (Pros):
บรรยากาศ (Vibe): ถ้าคุณชอบหนังที่บรรยากาศเทาๆ ฝนตก พื้นเปียก ตัวเอกสูบบุหรี่จัดๆ ขับรถอเมริกันมัสเซิลคาร์ เรื่องนี้ตอบโจทย์ “ความเท่” ได้เต็มสิบ
Devon Sawa: เป็นการคัมแบ็คที่ยอดเยี่ยม เขาพิสูจน์ว่าเขาสามารถเล่นบทนำในหนังแอ็คชั่นดราม่าได้สบายๆ
งานภาพ: มีสไตล์ที่ชัดเจน ไม่ดูเป็นหนังเกรดบีราคาถูกจนเกินไป
จุดอ่อน (Cons):
บทที่อ่อนยวบ: เนื้อเรื่องคาดเดาง่ายในแง่ของ “ใครคือตัวร้าย” แต่กลับเข้าใจยากในแง่ของ “รายละเอียดการสืบสวน” มันมีความไม่สมเหตุสมผลเยอะมาก
บทสนทนา: บางครั้งบทพูดก็ดู “พยายามจะคม” (Try-hard) จนดูลิเก หรือดูประดิษฐ์เกินไป
Bruce Willis Factor: การโปรโมทที่หลอกคนดูว่าบรูซ วิลลิส เป็นตัวหลัก อาจทำให้หลายคนผิดหวังเมื่อพบว่าเขาออกมาแค่นิดเดียว
ถ้าจะให้พูดกันแบบตรงไปตรงมา “Gasoline Alley” ไม่ใช่หนังดีระดับรางวัล และไม่ใช่หนังแอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ที่คุณต้องรีบไปดู แต่มันคือ “Guilty Pleasure” (ความบันเทิงเฉพาะกลุ่ม) สำหรับคนที่:
ชอบหนังแนวสืบสวนสอบสวนที่บรรยากาศดิบๆ (Gritty Detective Thriller)
คิดถึง Devon Sawa และอยากเห็นเขาปล่อยของ
ชอบงานภาพสไตล์ Neo-Noir ที่เล่นกับแสงสีและควัน
มันเป็นหนังที่คุณสามารถเปิดดูในคืนวันศุกร์ พร้อมเบียร์เย็นๆ สักกระป๋อง ปล่อยใจไปกับภาพสวยๆ และการแสดงเท่ๆ ของพระเอก โดยไม่ต้องใช้สมองขบคิดตรรกะอะไรมากนัก คำนิยามสั้นๆ: “หนังนักสืบตกอับ ที่ภาพสวยเกินเบอร์ และ Devon Sawa แบกหลังแอ่นท่ามกลางควันบุหรี่”
คะแนนรีวิวในสไตล์คุยกัน:
เนื้อเรื่อง: 5/10 (งงๆ และสูตรสำเร็จไปหน่อย)
งานภาพ: 7.5/10 (ดิบ เท่ มีสไตล์)
การแสดง: 8/10 (เฉพาะ Devon Sawa ส่วนคนอื่นให้ตามมาตรฐาน)
ความเท่: 9/10 (ถ้าความเท่วัดจากปริมาณควันบุหรี่และรอยสัก)
ถ้าคุณยอมรับความ “เกรดบี” ของมันได้ นี่คือหนังที่ดูเพลินและมีเสน่ห์แบบดิบๆ เรื่องหนึ่งเลยครับ movie24hd