

เรื่องราวสุดป่วนของโฮเทล ทรานซิลเวเนีย 2 เมื่อแดรกคูล่า ต้องมาเลี้ยงดูหลานรักที่เกิดจากลูกสาวของเขากับมนุษย์งานนี้ ความวุ่นวายบังเกิดขึ้นเมื่อเหล่าก๊วนผีพยายามจะสอนความสยองขวัญให้กับหลานตา แต่ทำยังไง? ก็ไม่มีเชื้อความสยองเลยสักนิด ที่สำคัญคือการสอนเรื่องการหลอกเป็นสิ่งที่ลูกสาวสุดที่รักสั่งห้ามเด็ดขาด ความฮาจึงบังเกิดขึ้น นี่คือบทความรีวิวเจาะลึกภาพยนตร์แอนิเมชันครอบครัวสุดฮา “Hotel Transylvania 2 (2015)” หรือ “โรงแรมผี หนีไปพักร้อน 2” ที่เขียนขึ้นในรูปแบบ Long-form SEO Content เพื่อเว็บไซต์ Movie24HD โดยเฉพาะ บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจพัฒนาการของตัวละคร งานภาพที่เป็นเอกลักษณ์ และความหมายของคำว่า “ครอบครัว” ที่ไร้พรมแดนครับ

Description: เจาะลึกรีวิว Hotel Transylvania 2 (2015) ภาคต่อที่สนุกกว่าเดิม! วิเคราะห์งานภาพสไตล์ Genndy Tartakovsky การพากย์เสียงของ Adam Sandler และประเด็น “ความแตกต่าง” ที่ซึ้งกินใจ ดูหนังออนไลน์และอ่านรีวิวได้ที่ Movie24HD
หลังจากที่ภาคแรกได้สร้างปรากฏการณ์ความฮาและเปลี่ยนภาพจำของเหล่าผีร้ายให้น่ารักน่ากอดไปแล้ว ในปี 2015 Sony Pictures Animation ก็ไม่รอช้าที่จะส่งภาคต่ออย่าง “Hotel Transylvania 2” ออกมาเรียกเสียงหัวเราะอีกครั้ง สำหรับแฟนหนังแอนิเมชันที่ติดตามดูหนังออนไลน์ผ่านทาง https://movie24hd.net/ คงจะคุ้นเคยกับ “ท่านเคาท์แดร็กคูลา” ผู้หวงลูกสาวเป็นที่สุด แต่ในภาคนี้ เดิมพันของเขาสูงขึ้นกว่าเดิม เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่พ่อ แต่กลายเป็น “คุณตา” (Vampa) ไปเสียแล้ว!
ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงได้ผู้กำกับมือทองอย่าง Genndy Tartakovsky (ตำนานจาก Dexter’s Laboratory และ Samurai Jack) มานั่งแท่นคุมบังเหียน ซึ่งรับประกันได้เลยว่าจังหวะความฮาและความยืดหยุ่นของงานภาพจะยังคงจัดจ้านเช่นเคยในรีวิวฉบับนี้ ผมจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อให้เสียเวลา (เพราะความสนุกอยู่ที่การลุ้นว่าหลานชายจะมีเขี้ยวหรือไม่) แต่เราจะมาเจาะลึกถึง “แก่นแท้” ของหนังเรื่องนี้ ทั้งสไตล์แอนิเมชันที่ฉีกกฎฟิสิกส์ เคมีของนักพากย์ที่เข้าขากันราวกับครอบครัวจริง และเหตุผลที่ว่าทำไมกูรูหนังสายครอบครัวจากช่อง Malagorman หรือ DooaraiD555 ถึงยกให้เรื่องนี้เป็นหนังที่ “ดูได้ร้อยรอบก็ยังขำ”
ภาคแรกเล่นประเด็น “พ่อหวงลูกสาว” แต่ภาคนี้ขยับขยายไปสู่ประเด็นที่ลึกซึ้งกว่า นั่นคือ “ความคาดหวังของคนรุ่นเก่า ต่อ คนรุ่นใหม่”เรื่องราวโฟกัสไปที่ “เดนนิส” (Dennis) ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเมวิสและโจนาธาน ที่มีผมหยิกฟูสีแดงเหมือนพ่อ แต่ยังไม่มีวี่แววของเขี้ยวแวมไพร์เหมือนแม่ ปมขัดแย้งหลักจึงอยู่ที่ “ท่านตาแดร็ก” ที่พยายามทำทุกวิถีทาง (รวมถึงการลักพาตัวหลานไปเข้าค่ายฝึกผี) เพื่อปลุกสัญชาตญาณสัตว์ร้ายในตัวหลานออกมา หนังสะท้อนภาพสังคมจริงของ “ครอบครัวผสม” (Mixed Families) ได้อย่างแนบเนียน ความกังวลว่าหลานจะ “เหมือนใคร” มากกว่ากัน หรือการที่พ่อแม่ (เมวิส) อยากพาลูกย้ายไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมกว่า (โลกมนุษย์) เป็นประเด็นร่วมสมัยที่พ่อแม่ยุคใหม่ดูแล้วต้องอินตามแน่นอน
สิ่งที่หนังทำได้ดีมากคือการเล่นกับคำว่า “ปกติ” (Normal)
สำหรับแดร็กคูลา การเป็นแวมไพร์คือเรื่องปกติ การเป็นมนุษย์คือความอ่อนแอ
หนังค่อยๆ สอนเราผ่านตัวละครว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์ เป็นผี หรือเป็นยูนิคอร์น คุณก็คือคุณ” และความรักของครอบครัวควรเป็นความรักที่ไร้เงื่อนไข (Unconditional Love) บทสรุปของเรื่องที่นำไปสู่การยอมรับความแตกต่าง เป็น Message ที่ทรงพลังและอบอุ่นหัวใจมาก
หาก Pixar คือเจ้าแห่งความสมจริง (Realism) Hotel Transylvania คือเจ้าแห่งความ “Cartoonish” (ความเป็นถุงมือยาง)
ใครที่โตมากับการ์ตูน Cartoon Network ยุค 90s จะจำสไตล์นี้ได้ทันที งานภาพใน Hotel Transylvania 2 เน้นเทคนิค “Squash and Stretch” (ยืดและหด) ขั้นสุด
Exaggerated Movement: การเคลื่อนไหวของตัวละครมีความรวดเร็ว ฉับไว และเกินจริง เช่น เวลาแดร็กคูลาตกใจ หน้าเขาจะยืดลงมาถึงพื้น หรือเวลาวิ่ง ขาจะหมุนเป็นวงล้อ เทคนิคนี้ทำให้หนังมีพลังงานสูง (High Energy) ตลอดเวลา ไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย
Posing: ผู้กำกับให้ความสำคัญกับ “ท่าทาง” (Silhouette) มาก ทุกเฟรมที่หยุดดู ตัวละครจะอยู่ในท่าที่สื่ออารมณ์ชัดเจนและตลกขบขัน
ในภาคนี้เราได้เห็นตัวละครใหม่ๆ และฉากใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์
Blobby (เจ้าตัวเขียว): ตัวละครที่เป็นเจลลี่สีเขียว เป็นตัวขโมยซีนที่ใช้ประโยชน์จากงานภาพแบบยืดหยุ่นได้คุ้มค่าที่สุด ฉากขี่มอเตอร์ไซค์ของ Blobby คือที่สุดของความฮา
Camp Winnipacaca: ฉากค่ายแวมไพร์เก่าแก่ ถูกออกแบบมาให้ดูขลังแต่น่ารัก บรรยากาศป่าสนที่ดูลึกลับแต่ปลอดภัย (Spooky but Cute) เป็นเอกลักษณ์ของแฟรนไชส์นี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เสียง” คือหัวใจของหนังเรื่องนี้ และการรวมตัวของแก๊ง Adam Sandler คือความสำเร็จ
หลายคนอาจไม่ชอบการแสดงหนังคนแสดงของ Adam Sandler แต่สำหรับงานพากย์เสียง เขาคือ “อัจฉริยะ”
The Accent: สำเนียงทรานซิลวาเนียแบบดัดจริตของเขา กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ เขาถ่ายทอดความรัก ความห่วงใย และความบ้าบอของแดร็กคูลาออกมาได้น่าเอ็นดู ภาคนี้เขาต้องเพิ่มเลเยอร์ของความเป็น “คุณตา” เข้าไป ซึ่งทำให้อ่อนโยนขึ้นแต่ก็รั่วเหมือนเดิม
Selena Gomez: เสียงของเธอมีความเป็นแม่ที่เข้มแข็ง (Protective Mom) แต่ยังคงความสดใสของวัยรุ่น เธอเป็นตัวแทนของเหตุผลในเรื่อง
Andy Samberg: ยังคงรับหน้าที่ตัวตบมุกและตัวแทนของความไร้เดียงสา (Innocence) พลังงานของเขาเข้ากับความเร็วของหนังได้ดีมาก
เซอร์ไพรส์ที่สุดคือการได้ Mel Brooks ตำนานตลกอาวุโส มาพากย์เป็น “ปู่วลาด” (พ่อของแดร็กคูลา) เสียงที่แหบพร่าแต่ทรงอำนาจของเขา ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับความขัดแย้งระหว่างรุ่น (Generation Gap) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หากคุณชอบการวิเคราะห์ประเด็นสังคมแบบช่อง GreaterThanStudio หนังเรื่องนี้มีมุมมองที่น่าสนใจ:
Gentrification of Monsters: ในภาคนี้ มนุษย์ไม่ได้กลัวผีอีกต่อไป แต่กลับมองผีเป็น “Pop Culture” หรือจุดขายทางการท่องเที่ยว เราเห็นมนุษย์มาจัดงานแต่งงานที่โรงแรมผี หรือคู่รักมนุษย์ที่อยากมีเพื่อนเป็นผีเท่ๆ มันสะท้อนสังคมปัจจุบันที่สิ่งที่เคยเป็นเรื่องแปลกแยก (Subculture) ถูกกลืนกินให้กลายเป็นเรื่องแมส (Mainstream)
Helicopter Parenting: แดร็กคูลาคือตัวแทนของพ่อแม่แบบ “เฮลิคอปเตอร์” ที่คอยบินวนเวียนปกป้องลูกหลานตลอดเวลา ไม่ยอมให้เผชิญโลกด้วยตัวเอง หนังพยายามบอกว่า บางครั้งการปกป้องที่ดีที่สุด คือการปล่อยให้เขาเติบโตและเรียนรู้ที่จะกางปีก (หรือกางเขี้ยว) ด้วยตัวเอง
เพื่อให้การรับชมของคุณที่ https://movie24hd.net/ สนุกยิ่งขึ้น ห้ามพลาดฉากเหล่านี้:
ฉากหัดบินที่หอคอย: เมื่อแดร็กคูลาตัดสินใจโยนหลานลงจากหอคอยเพื่อกระตุ้นให้บิน เป็นฉากที่ทั้งลุ้นระทึกและฮาแตก (ด้วยความช่วยเหลือของเหล่าเพื่อนผี)
ฉากค่ายแวมไพร์: แดร็กพาหลานไปดูความโหดร้ายของค่ายฝึก แต่กลับพบว่าค่ายเปลี่ยนไปเป็นค่ายเพื่อสุขภาพและความปลอดภัย (Safety First) เสียแล้ว ปฏิกิริยา “รับไม่ได้” ของแดร็กคูลาคือทองคำ
The Final Battle: ฉากต่อสู้ท้ายเรื่องที่เหล่าผีต้องร่วมมือกันสู้กับค้างคาวปีศาจ (Bela) เป็นฉากแอ็คชั่นที่ลื่นไหลและแสดงพลังครอบครัวได้ดีมาก
ข้อดี:
งานภาพแอนิเมชันมีเอกลักษณ์ รวดเร็ว ฉับไว ไม่เหมือนใคร
มุกตลกทำงานหนักมาก ขำได้ทุก 2 นาที
ข้อคิดเรื่องครอบครัวและการยอมรับตัวตน ทำได้ซึ้งกินใจ
ตัวละครสมทบ (แฟรงก์, มัมมี่, หมาป่า) แย่งซีนเก่งและน่ารัก
ข้อสังเกต:
เนื้อเรื่องอาจจะเดาทางง่ายไปนิดสำหรับคอหนังสายลึก
ตัวละครมนุษย์ (ฝั่งพ่อแม่จอห์นนี่) อาจจะดูน่ารำคาญไปบ้างในบางฉาก (แต่ก็สมจริงนะ)
คะแนน: 8.5/10 (หนังครอบครัวที่สมบูรณ์แบบสำหรับวันหยุด) “Hotel Transylvania 2 คือเครื่องพิสูจน์ว่า ‘เลือดข้นกว่าน้ำ’ แต่ ‘ความรัก’ ข้นกว่าเลือด ไม่ว่าหลานของคุณจะมีเขี้ยวหรือมีผมหยิกฟู เขาคือของขวัญที่วิเศษที่สุด… และอดัม แซนด์เลอร์ ก็ยังคงเป็นราชาแห่งความฮาเสมอ”