

ดร.เอ็มเบอร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้มีความสามารถในการก้าวเข้าไปสู่จิตใต้สำนึกของคนที่ถูกผีสิงได้ ต้องช่วยชีวิตเด็กผู้ชายคนหนึ่งจากการถูกครอบงำของปีศาจที่มีพลังแห่งความชั่วร้ายในแบบที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องรับมือกับเรื่องเลวร้ายในอดีตของตนเอง
ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ “Incarnate (2016) ล้วงสมองคนผีสิง” หนังที่ผสมผสานระหว่างความสยองขวัญ (Horror) และความระทึกขวัญเชิงจิตวิทยา (Psychological Thriller) ได้อย่างน่าสนใจ เปรียบเสมือนนำ The Exorcist มาฟีเจอริ่งกับ Inception ถ้าคุณเบื่อหนังผีสูตรสำเร็จ และอยากเห็นการต่อสู้ด้วยมันสมองมากกว่าพิธีกรรม ต้องห้ามพลาดเรื่องนี้ครับ และแน่นอนว่าความมันส์ระทึกระดับ HD รอคุณอยู่ที่ https://movie24hd.net/ ครับ

Incarnate คือหนังที่พยายามนำเสนอ “ทางเลือกใหม่” ให้กับจักรวาลหนังไล่ผีครับ โดยปกติแล้วเราจะเห็นปีศาจเข้าสิงคนเพราะต้องการร่างกาย หรือเพื่อบูชาซาตาน แต่ในเรื่องนี้ ปีศาจถูกมองว่าเป็น “ปรสิตต่างมิติ” ที่เข้ามาเกาะกินพลังงานชีวิตของโฮสต์ (Host) และวิธีเดียวที่จะกำจัดมันได้ ไม่ใช่การสวดภาวนา แต่คือการ “เจาะเข้าไปในจิตใต้สำนึก” ของเหยื่อ แล้วปลุกให้ตื่นจากฝันลวงตาที่ปีศาจสร้างขึ้น พล็อตเรื่องฟังดูเท่ใช่ไหมครับ? วันนี้ผมจะมาชำแหละให้ดูว่า ในความเท่นั้น หนังทำออกมาได้ดีแค่ไหน และคุ้มค่าแก่การเสียเวลาดูหรือไม่?
ชื่อเรื่อง: Incarnate (ล้วงสมองคนผีสิง)
ปีที่ฉาย: 2016
แนว: Horror, Thriller
ผู้กำกับ: Brad Peyton
นักแสดงนำ: Aaron Eckhart, Carice van Houten, David Mazouz, Catalina Sandino Moreno
ความยาว: 1 ชั่วโมง 31 นาที
ช่องทางรับชม: Movie24HD
จุดแข็งที่สุดของหนังคือ Concept ครับ ตัวเอกของเรา Dr. Seth Ember (รับบทโดย Aaron Eckhart) ไม่เรียกตัวเองว่าหมอผี แต่เป็น “Incarnate” หรือผู้ที่สามารถถอดจิตเข้าไปในฝันของคนอื่นได้ เขาปฏิเสธเรื่องศาสนา และมองว่าสิ่งที่สิงสู่คนคือ “สิ่งมีชีวิตต่างมิติ”
ความน่าสนใจ: การที่ปีศาจสร้าง “โลกแห่งความสุข” เพื่อหลอกล่อเหยื่อไม่ให้อยากตื่น (คล้ายกับ The Matrix หรือ Inception) เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก เพราะมันเล่นกับจุดอ่อนในใจมนุษย์ ใครบ้างล่ะจะอยากตื่นมาเจอความจริงที่เจ็บปวด ถ้าในฝันเรามีครบทุกอย่างที่ต้องการ?
หนังไม่ได้ให้ Dr. Ember สู้กับผีกระจอกทั่วไป แต่เขามีคู่ปรับเก่าที่ชื่อว่า “Maggie” ปีศาจระดับบอสที่เคยพรากทุกอย่างไปจากชีวิตเขา ความแค้นส่วนตัวนี้ทำให้การดำเนินเรื่องมีความเข้มข้น ไม่ใช่แค่รับจ้างไล่ผีไปวันๆ แต่เป็นการไล่ล่าเพื่อล้างแค้น
ความตึงเครียด: เมื่อเขาต้องเข้าไปช่วยเด็กชาย Cameron (รับบทโดย David Mazouz) ที่ถูกปีศาจตนนี้สิงร่าง มันจึงเป็นการเดิมพันด้วยชีวิต เพราะถ้าเขาพลาดในโลกแห่งจิต เขาจะตายในโลกความจริงด้วย
หนังมีความยาวแค่ 90 นาที ทำให้การเดินเรื่องกระชับ ฉับไว ไม่มีช่วงน่าเบื่อให้ง่วงนอน การตัดสลับระหว่างโลกความจริงที่ทีมงานต้องคอยดูชีพจร กับโลกในจิตที่ Dr. Ember ต้องไขปริศนา ทำได้ลื่นไหลและตื่นเต้นดีครับ
แม้บทบางช่วงอาจจะมีช่องโหว่ แต่ต้องขอบคุณทีมนักแสดงที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดู “แพง” และน่าเชื่อถือขึ้นมาครับ
Aaron Eckhart (จาก The Dark Knight, Olympus Has Fallen) คือหัวใจของเรื่องอย่างแท้จริง
คาแรคเตอร์: เขาเล่นเป็นชายพิการที่ต้องนั่งรถเข็น สภาพดูรุงรัง ไร้ระเบียบ และมีความดิบเถื่อน (Gritty) แต่แววตามุ่งมั่นและเจ็บปวด การแสดงของเขาทำให้เราเชื่อว่า Dr. Ember คือคนที่ผ่านนรกมาแล้วจริงๆ และความเก๋าของเขานี่แหละที่ทำให้เราอยากเอาใจช่วย
ความแตกต่าง: เขาฉีกภาพลักษณ์พระเอกไล่ผีแบบเดิมๆ ที่ต้องดูสะอาดสะอ้านหรือเคร่งขรึม มาเป็นตาลุงขี้เมาที่พึ่งพาเทคโนโลยีและยา ซึ่งดูเท่ไปอีกแบบ
น้อง David (หรือที่เรารู้จักกันในบท Bruce Wayne วัยเด็กจากซีรีส์ Gotham) เรื่องนี้แสดงได้น่าขนลุกมากครับ
ความหลอน: สายตาที่นิ่งเรียบแต่แฝงความอำมหิตเวลาถูกสิง ทำได้ดีเกินเด็ก การเปลี่ยนอารมณ์จากเด็กไร้เดียงสาเป็นปีศาจเจ้าเล่ห์ทำได้แนบเนียน เป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับ Aaron Eckhart
แม่มดแดงจาก Game of Thrones มารับบทแม่ของเด็กที่ถูกสิง แม้บทบาทอาจจะไม่โดดเด่นเท่าสองคนแรก แต่เธอก็ถ่ายทอดความรักและความสิ้นหวังของผู้เป็นแม่ได้ดีตามมาตรฐานครับ
สิ่งที่หนังทำได้ฉลาดคือ “ไม่ได้ทำให้โลกในจิตดูแฟนตาซีเกินไป” แต่ทำให้มันดูเหมือน “ความจริงที่สมบูรณ์แบบเกินเหตุ”
บรรยากาศ: การใช้โทนสีที่แตกต่างกันเล็กน้อยเพื่อแยกโลกความจริง (ที่ดูมืดมน อึมครึม สีโทนเย็น) กับโลกในจิต (ที่ดูสว่างแต่อึดอัด) ช่วยให้คนดูแยกแยะได้ง่าย
สัญญะ: ประตูสีแดง (Red Door) และประตูสีน้ำเงิน เป็นกิมมิคเล็กๆ ที่หนังใส่เข้ามาเพื่อสร้างเงื่อนไขในการเข้า-ออก ซึ่งดูเป็นตรรกะแบบเกมหรือหนังไซไฟดีครับ
ด้วยทุนสร้างที่ไม่สูงมาก หนังเลือกใช้ CGI เท่าที่จำเป็น เช่น ดวงตาของปีศาจ (ที่เป็นสีดำสนิท) หรือฉากการต่อสู้ในจิตที่ใช้พลังจิตซัดกัน ส่วนใหญ่หนังเน้นบรรยากาศที่กดดันและการแสดงท่าทางมากกว่า ซึ่งถือว่าทำได้ดี ไม่ดูลอยจนขัดตา
Incarnate (2016) อาจจะไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่เป็นหนังที่มี “ไอเดียตั้งต้นที่ดีมาก” และนำเสนอออกมาได้สนุก
จุดเด่น: การแสดงของ Aaron Eckhart ที่ยอดเยี่ยม, คอนเซปต์การเจาะจิตสู้ผีที่แปลกใหม่, การเดินเรื่องไว
จุดสังเกต: ตอนจบอาจจะรวบรัดไปนิด และความน่ากลัวอาจจะไม่ถึงขั้นสะดุ้งโหยหวนสำหรับสาย Hardcore
ถ้าคุณกำลังมองหาหนังผีที่ไม่เน้นตุ้งแช่ แต่เน้นการชิงไหวชิงพริบ การต่อสู้ทางจิตวิทยา และบรรยากาศเท่ๆ แบบหนังแอ็คชั่น-ทริลเลอร์ เรื่องนี้ตอบโจทย์ครับ ดูเพลินๆ จบแล้วสนุกแน่นอน
คะแนนรีวิวจาก Movie24HD:
เนื้อเรื่อง/ไอเดีย: 7.5/10 (แนวคิดดีมาก ฉีกแนว)
การแสดง: 8/10 (Aaron Eckhart แบกเรื่องได้สบาย)
ความระทึก: 7/10
งานภาพ: 7/10
มาร่วมลุ้นไปกับ Dr. Ember ในภารกิจที่อันตรายที่สุด เดิมพันด้วยวิญญาณและชีวิต! 👉 คลิกดูหนัง Incarnate (2016) ออนไลน์ ภาพชัด เสียงกระหึ่ม ฟรี! ที่ Movie24HD