

จะถ่ายเรื่องราวในแต่ละวันที่เมืองซิลเวอร์ตันได้รับความเสียหายจากพายุทอร์นาโดที่โหมกระหน่ำอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทั่วทั้งเมืองต้องอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนและพายุไซโคลนที่รุนแรง แม้แต่ผู้ที่สังเกตการณ์พายุก็มีการพยากรณ์ว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดกำลังจะมา ผู้คนส่วนใหญ่ต้องหาที่หลบภัยและบางคนต้องถูกพัดไปตามกระแสพายุ เป็นการทดสอบว่านักล่าพายุจะไปเก็บภาพครั้งหนึ่งในชีวิตได้ไกลสุดแค่ไหน เรื่องราวถูกถ่ายทอดผ่านสายตาและมุมมองของนักล่าพายุมืออาชีพ มือสมัครเล่นที่แสวงหาความตื่นเต้น และพลเมืองผู้กล้าหาญ ภาพยนตร์เรื่อง จะพาคุณไปเผชิญหน้าให้เห็นถึงภัยพิบัติแห่งธรรมชาติที่ร้ายแรงกับตา!!!

หาก Twister (1996) คือตำนานพายุในยุค 90s ก็คือการอัปเกรดความสยองขวัญของธรรมชาติเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบครับ ผลงานการกำกับของ Steven Quale (มือขวาของ James Cameron) เรื่องนี้ได้นำเสนอภาพลักษณ์ของพายุในมุมมองที่ใกล้ชิด ดิบ และน่ากลัวกว่าครั้งไหนๆ
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ “เอาคนดูอยู่” ตั้งแต่นาทีแรกคือวิธีการเล่าเรื่องครับ หนังใช้สไตล์ Found Footage หรือการถ่ายทำผ่านกล้องของตัวละครในเรื่อง (เช่น กล้องของนักล่าพายุ, กล้องมือถือของเด็กมัธยม, กล้องวงจรปิด) ผสมผสานกับการถ่ายทำแบบปกติ
การเล่าเรื่องแบบนี้มีข้อดีคือมันทำให้เรารู้สึก “อิน” เหมือนเราเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยจริงๆ เราไม่ได้แค่นั่งดูพายุจากมุมมองพระเจ้า แต่เรากำลังวิ่งหนีพายุไปพร้อมกับตัวละคร ได้ยินเสียงลมที่หวีดหวิว และเห็นเศษซากปรักหักพังที่ปลิวว่อนอยู่ตรงหน้า เนื้อเรื่องไม่ได้เน้นความซับซ้อน แต่เน้นไปที่ “สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด” และความสัมพันธ์ของครอบครัวที่ต้องมาประสานรอยร้าวท่ามกลางวิกฤต ซึ่งทำออกมาได้บีบคั้นอารมณ์พอสมควรครับ
ต้องยอมรับเลยครับว่า CGI ของเรื่องนี้คือระดับ Masterpiece แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี แต่ความเนียนตาของพายุทอร์นาโดในเรื่องนี้ยังดูน่ากลัวกว่าหนังหลายเรื่องในปัจจุบันเสียอีก
ความหลากหลายของพายุ: เราจะได้เห็นตั้งแต่พายุลูกเล็กๆ ไปจนถึง “พายุเพลิง” (Firenado) ที่น่าขนลุก และบทสรุปสุดอลังการกับพายุระดับ EF5 ที่มีความกว้างระดับกิโลเมตร
Sound Design: ถ้าคุณดูเรื่องนี้ด้วยระบบเสียงที่ดี คุณจะได้รับแรงสั่นสะเทือนที่เหมือนบ้านกำลังจะพังจริงๆ เสียงคำรามของพายุถูกออกแบบมาให้เหมือนเสียงสัตว์ร้ายที่กำลังหิวกระหาย ซึ่งช่วยยกระดับความกลัวได้เป็นอย่างดี
ความสมจริงของฟิสิกส์: ฉากที่พายุดึงเอาเครื่องบินโบอิ้งทั้งลำขึ้นไปบนฟ้า หรือการถล่มของอาคารบ้านเรือน ถูกคำนวณน้ำหนักและแรงเหวี่ยงออกมาได้ดูจริงมาก จนเราเผลอเกร็งตามตัวละครในฉากที่ต้องเกาะราวเหล็กไว้แน่นๆ
แม้หนังจะเน้นไปที่ความยิ่งใหญ่ของพายุ แต่นักแสดงทุกคนก็ทำหน้าที่สื่อสารความกลัวออกมาได้ดีเยี่ยมครับ:
Richard Armitage (Gary Fuller): ในบทคุณพ่อรองอาจารย์ใหญ่ที่ต้องออกตามหาลูกชาย เขาถ่ายทอดความมุ่งมั่นและความกังวลออกมาได้สมจริง ทำให้เราอยากเอาใจช่วยให้เขาพาลูกๆ รอดพ้นจากนรกเดินดินนี้ไปได้
Sarah Wayne Callies (Allison Stone): นักอุตุนิยมวิทยาสาวที่ต้องเลือกระหว่างความสำเร็จในหน้าที่การงานกับความปลอดภัยของทีม การแสดงของเธอให้ความรู้สึกถึงความเป็นมืออาชีพที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือการควบคุม
Matt Walsh (Pete Moore): หัวหน้านักล่าพายุที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อ “ช็อตเด็ด” ตัวละครนี้สะท้อนมุมมองของมนุษย์ที่พยายามจะท้าทายธรรมชาติ ซึ่งท้ายที่สุดเขาก็ได้รับบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุด
IMDb: 5.8/10 (คะแนนอาจจะดูไม่สูงเพราะพล็อตเรื่องเรียบง่าย แต่งานสร้างได้คะแนนเต็ม)
Rotten Tomatoes: 48% (Critics) / 52% (Audience)
ความเห็นจากทีมงาน movie24hd: อย่าให้ตัวเลขหลอกคุณครับ ถ้าคุณชอบหนังแนว Disaster ที่เน้นความมันส์และความระทึกขวัญแบบไม่ต้องคิดเยอะ เรื่องนี้คือ 9/10 สำหรับคุณแน่นอน!
ติดตามข้อมูลหนังภัยพิบัติเรื่องอื่นๆ ได้ที่ movie24hd.net:
ผู้กำกับ: Steven Quale (Final Destination 5)
นักแสดงนำ: Richard Armitage, Sarah Wayne Callies, Matt Walsh
เทคนิคพิเศษ: Method Studios