

โลกถูกทำลายล้างหลังจากดาร์กไซด์ จอมเผด็จการข้ามจักรวาลได้ทำลายล้างกลุ่ม Justice League ในสงครามที่เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ของ DC ดำเนินการอย่างไม่ประณีต ขณะนี้ ป้อมปราการแห่งความดีที่เหลืออยู่ Justice League, Teen Titans, Suicide Squad และกลุ่มอื่นๆ จะต้องรวมตัวกันใหม่ วางแผนกลยุทธ์ และนำสงครามไปสู่ดาร์กไซด์ เพื่อช่วยโลกและผู้อยู่อาศัยที่รอดชีวิต
นี่คือบทความรีวิวเจาะลึกภาพยนตร์แอนิเมชันที่เปรียบเสมือนบทสรุปที่โหดร้ายและยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวาล DC Animated Movie Universe (DCAMU) เรื่อง เขียนในรูปแบบบทวิจารณ์เชิงลึก (Long-form Review) ที่เน้นการวิเคราะห์ความกล้าบ้าบิ่นของบท ความรุนแรงระดับเรต R และบทสรุปที่ทำร้ายจิตใจแฟนคลับที่สุด โดยมีเป้าหมายเพื่อลงในเว็บไซต์ Movie24HD ครับ

Title Tag: รีวิว | ปิดตำนาน DCAMU สุดโหด | Movie24HD
Meta Description: อ่านรีวิวเจาะลึก Justice League Dark: Apokolips War (2020) บทสรุป 7 ปีของจักรวาลแอนิเมชัน DC ที่ฮีโร่ตายเป็นใบไม้ร่วง วิเคราะห์ความโหดระดับเรต R และบทบาทของ Constantine ดูหนังออนไลน์ชัดระดับ HD ได้ที่ movie24hd หากคุณคิดว่า Avengers: Infinity War หรือ Endgame คือที่สุดของความสูญเสียในโลกภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ ผมอยากให้คุณลองเปิดใจ (และเตรียมใจ) มาดู ครับ นี่ไม่ใช่การ์ตูนสำหรับเด็กตื่นเช้ามาดูพร้อมซีเรียล แต่นี่คือ “จดหมายลาตาย” ของจักรวาล DC Animated Movie Universe (DCAMU) ที่ดำเนินมายาวนานกว่า 7 ปี (เริ่มต้นตั้งแต่ Justice League: The Flashpoint Paradox ในปี 2013) ผู้สร้างตัดสินใจทิ้งทวนด้วยการ “เทหมดหน้าตัก” ใส่ความโหด ความดิบ และความสิ้นหวังลงไปแบบไม่เกรงใจคนดู ลืมภาพ Superman ผู้ผดุงความยุติธรรม หรือ Batman ผู้มีแผนสำรองเสมอไปได้เลย เพราะในภาคนี้… แผนทุกอย่างล้มเหลว และฮีโร่ที่คุณรักจะถูกฉีกกระชาก (ในความหมายตรงตัว) เป็นชิ้นๆ วันนี้ Movie24HD จะพาคุณไปสำรวจซากปรักหักพังของโลกที่ถูกดาร์กไซด์ยึดครอง และวิเคราะห์ว่าทำไมแอนิเมชันเรื่องนี้ถึงถูกยกย่องว่าเป็น
| หัวข้อ | รายละเอียด |
| ชื่อเรื่อง | Justice League Dark: Apokolips War (จัสติซ ลีก สงครามมนต์เวทมนต์) |
| ปีที่ฉาย | 2020 |
| จักรวาล | DC Animated Movie Universe (DCAMU) – ภาคที่ 15 (ภาคจบ) |
| แนวหนัง | Animation, Action, Sci-Fi, Horror |
| ความยาว | 1 ชั่วโมง 30 นาที |
| เรตติ้ง | R (ความรุนแรงสูงมาก เลือดสาด คำหยาบ) |
| ผู้กำกับ | Matt Peters, Christina Sotta |
| ให้เสียงพากย์ | Matt Ryan (Constantine), Jerry O’Connell (Superman), Taissa Farmiga (Raven), Jason O’Mara (Batman), Tony Todd (Darkseid) |
| ช่องทางรับชม | ดูหนัง Justice League Dark: Apokolips War ที่ Movie24HD |
สิ่งที่ Apokolips War ทำได้ยอดเยี่ยมและน่าตกใจที่สุด คือการทำลายความคาดหวังของคนดู (Subverting Expectations) อย่างย่อยยับ
ปกติหนังฮีโร่จะเปิดเรื่องด้วยการที่ตัวเอกเพลี่ยงพล้ำเล็กน้อย แล้วค่อยๆ กลับมาชนะตอนจบ แต่เรื่องนี้เปิดมาด้วยการที่ Justice League บุกไปดาว Apokolips ของ Darkseid ด้วยความมั่นใจ… และแพ้ยับเยินภายในไม่กี่นาที
การพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เจ็บตัว แต่คือ “การตาย” ฮีโร่ระดับท็อปถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม (บางคนโดนฉีกร่าง บางคนโดนกิน) ส่วนคนที่รอดก็ถูกดัดแปลงเป็นหุ่นยนต์ (Cyborgs) หรือถูกทำลายจิตใจจนไม่เหลือชิ้นดี
บทหนังกล้ามากที่เล่าเรื่องแบบ Time Jump ไป 2 ปีข้างหน้า ให้เราเห็นโลกที่ล่มสลาย (Post-Apocalyptic) ซึ่งมันสร้างบรรยากาศที่หดหู่และสิ้นหวัง (Despair) ได้ดีมาก เราไม่ได้ดูฮีโร่กู้โลก แต่เรากำลังดู “กลุ่มคนแพ้” (Losers) พยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเพื่อขอแค่ “ตายอย่างสงบ” ไม่ใช่เพื่อชนะ
การเลือกให้ John Constantine (หมอผีสายดาร์ก) เป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก แทนที่จะเป็น Superman หรือ Batman คือการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดของทีมงาน
ในสถานการณ์ที่ “พลังกาย” (Superman) และ “มันสมอง/เทคโนโลยี” (Batman) พ่ายแพ้ สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือ “เวทมนตร์” (Magic) และ “เล่ห์เหลี่ยม” (Trickery)
Constantine คือตัวแทนของความสีเทา (Grey Area) เขาไม่ใช่คนดี เขาขี้ขลาด เขาหนีปัญหา แต่ในสงครามที่ไร้กฎเกณฑ์แบบนี้ คนอย่างเขานี่แหละที่กล้าทำเรื่องสกปรกเพื่อแลกกับผลลัพธ์ บทหนังเขียนให้เขาแบกรับความรู้สึกผิด และค่อยๆ เรียนรู้ที่จะเสียสละ ซึ่งเป็น Character Arc ที่สมบูรณ์แบบมาก
ท่ามกลางกองเลือด หนังได้สอดแทรกความโรแมนติกเล็กๆ ระหว่าง Damian Wayne (Robin) และ Raven
ทั้งคู่คือเด็กที่มีปัญหาครอบครัว (พ่อเป็น Batman, พ่อเป็นปีศาจ Trigon) และต่างก็มีความมืดในใจ การที่บทหนังจับคู่ให้สองคนนี้เป็นแสงสว่างให้แก่กันและกัน มันเป็นความอบอุ่นเดียวในเรื่องที่ทำให้คนดูพอจะยิ้มได้บ้าง ก่อนจะโดนกระชากอารมณ์อีกครั้งในตอนจบ
แอนิเมชันจะดีไม่ได้เลยถ้านักพากย์สื่ออารมณ์ไม่ถึง และในภาคจบนี้ ทุกคนใส่พลังมาเต็มที่เหมือนรู้ว่านี่คือครั้งสุดท้าย
ไม่ว่าจะเป็นในซีรีส์คนแสดง หรือในแอนิเมชัน Matt Ryan คือจิตวิญญาณของ Constantine
สำเนียง British ที่กวนประสาท น้ำเสียงที่ดูเหนื่อยหน่ายโลก แต่แฝงความเจ็บปวดลึกๆ เขาถ่ายทอดออกมาได้มีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะฉากที่ต้องร่ายเวทย์หรือต่อปากต่อคำกับตัวละครอื่น Matt Ryan ทำให้ตัวละครนี้ดู “คูล” และ “น่าเห็นใจ” ไปพร้อมกัน
ในภาคนี้ Superman สูญเสียพลังไป (ถูกฉีด Kryptonite เหลวเข้าร่างกาย) ทำให้เขาเป็นแค่ชายร่างใหญ่ที่อ่อนแอ แต่ Jerry O’Connell ใช้เสียงสื่อสารความ “มุ่งมั่นที่ไม่มีวันมอด”
แม้กายจะพัง แต่ใจยังสู้ เสียงของเขาในภาคนี้ดูนุ่มนวลขึ้น เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณมากกว่าผู้นำทัพ ซึ่งแตกต่างจากภาคก่อนๆ ที่เน้นความดุดัน
เสียงของ Darkseid ในเวอร์ชั่นนี้คือฝันร้ายชัดๆ ทุ้ม ต่ำ และไร้ความปรานี (Monotone but menacing) ทุกคำพูดที่เขาเอ่ยออกมา ฟังดูเหมือนคำประกาศิตที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันช่วยเสริมให้ตัวร้ายดูน่าเกรงขามจนเรารู้สึกว่า “จะเอาอะไรไปสู้มันวะเนี่ย?”
คำเตือนตัวโตๆ: “หนังเรื่องนี้โหดมาก!” (ย้ำอีกครั้ง) งานภาพในเรื่องนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของ DCAMU ไปไกลโข
ทีมงานไม่ออมมือเลยครับ เราจะเห็น
ฮีโร่ถูกฉีกแขนขาขาด
หัวหลุดกระเด็น
เลือดสาดกระจายเต็มจอ
การออกแบบ Paradooms (ลูกผสมระหว่าง Parademon กับ Doomsday) เป็นไอเดียที่บ้าคลั่งและน่ากลัวมาก มันคือเครื่องจักรสังหารที่ฉีกฮีโร่เก่งๆ เป็นชิ้นๆ ได้ในพริบตา งานภาพส่วนนี้ทำออกมาได้ดิบและสะใจคอหนัง Hardcore แต่คนขวัญอ่อนอาจจะต้องปิดตาดู
หนังคุมโทนด้วยสี แดงเลือดหมู และ ดำ (สีของ Apokolips) ตัดกับสีเทาของโลกที่ล่มสลาย
บรรยากาศของหนังดูแห้งแล้ง หม่นหมอง ไม่มีแสงอาทิตย์สดใสเลย ซึ่งมันช่วยกดดันอารมณ์คนดูให้รู้สึกอึดอัดและร่วมชะตากรรมไปกับตัวละคร
แม้เฟรมเรตอาจจะไม่ได้ลื่นไหลระดับภาพยนตร์ดิสนีย์ (ตามสไตล์งบประมาณของ DC Direct-to-Video) แต่การออกแบบคิวบู๊ (Choreography) ทำได้ยอดเยี่ยม
โดยเฉพาะฉากการใช้เวทมนตร์ของ Constantine และ Zatanna ที่มีเอฟเฟกต์สวยงาม
และฉากไคลแม็กซ์ที่รวมเอาฮีโร่ที่เหลือรอด (รวมถึงแก๊ง Suicide Squad) มาสู้ตาย เป็นฉากตะลุมบอนที่ดูแล้วลุ้นจนลืมหายใจ
Justice League Dark: Apokolips War ไม่ใช่แค่หนังแอคชั่น แต่มันคือ “บทเรียนราคาแพง” ของเหล่าฮีโร่
มันสอนให้รู้ว่า ความประมาทเพียงนิดเดียว นำมาซึ่งหายนะที่กู้คืนไม่ได้
มันสอนให้รู้ว่า บางครั้งชัยชนะก็ไม่ได้มาในรูปแบบของการ “รอดชีวิต” แต่คือการ “ยอมรับความจริง” และเริ่มต้นใหม่
ตอนจบของเรื่อง (ไม่สปอยล์จุดสำคัญ) คือการหาทางออกที่ฉลาดและเป็น DC มากๆ มันทิ้งความรู้สึกหน่วงๆ ไว้ในใจคนดู เหมือนเราเพิ่งผ่านสงครามมาจริงๆ และรู้ว่าไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป
คะแนน:
สำหรับแฟน DC: 10/10 (นี่คือจดหมายรักที่เปื้อนเลือดและน้ำตา)
สำหรับขาจร: 8/10 (อาจงงตัวละครบ้าง แต่ความมันส์ระดับ 5 ดาว)
ถ้ารู้ตัวว่าจิตแข็งพอ และอยากเห็นบทสรุปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ DC Animation เตรียมใจให้พร้อม แล้วกดดู Justice League Dark: Apokolips War เลยครับ เชื่อผมเถอะว่า… หลังดูจบ คุณจะมองหน้า “The Flash” ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป! 👉 คลิกเพื่อดูหนัง Justice League Dark: Apokolips War (2020) ที่ Movie24HD