

ความฝันสุดโลดโผนของโจเป็ตกลายเป็นจริง เมื่อนักแสดงหนังโป๊คนหนึ่งมีชีวิตขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์หลังจากที่เขาดูวิดีโอของเธอ ในตอนแรก ประสบการณ์นั้นช่างน่าตื่นเต้นและเป็นไปตามที่เขาฝันไว้ทุกประการ แต่ไม่นานเขาก็ได้รู้ความจริงอันโหดร้ายว่า การอยู่กับบุคคลที่เขาชื่นชมไม่ได้มีความสุขอย่างที่เขาจินตนาการไว้เสมอไป และความเป็นจริงก็มีผลลัพธ์ที่ความฝันของเขาไม่เคยแสดงให้เห็น นี่คือรีวิวแบบเจาะลึกสไตล์ “คุยกันภาษาคนรักหนังอินเดีย” สำหรับภาพยนตร์ Ittymaani: Made in China (2019) หรือในชื่อไทยที่ผมอยากตั้งให้ว่า “รักจอมปลอมของนายคอมมิชชัน” ครับบอกก่อนเลยว่า ถ้าคุณเพิ่งผ่านความเดือดดาลจาก K.G.F หรือความจิตหลุดจาก Mad God มา หนังเรื่องนี้คือ “ยาปรับธาตุ” ชั้นดีครับ มันคือหนังครอบครัวสไตล์ Malayalam (มลายาลัม) ที่มีความ Old School สูงมาก เป็นหนังที่ดูง่าย สบายๆ แต่แฝงไปด้วยข้อคิดที่ทิ่มแทงหัวใจลูกหลานยุคใหม่ได้อย่างจัง วันนี้เราจะมาแกะเปลือกหนังเรื่องนี้กันว่า ภายใต้ความตลกโปกฮาของ “ของก๊อปเกรด A” มันมี “ของจริง” อะไรซ่อนอยู่บ้าง

สิ่งแรกที่คุณต้องรู้คือ นี่คือหนังของ Mohanlal (โมฮานลาล) หรือที่แฟนๆ เรียกว่า “Lalettan” (พี่ใหญ่) ซูเปอร์สตาร์ตลอดกาลของวงการหนังอินเดียใต้ การที่เขามารับเล่นเรื่องนี้ มันการันตีได้เลยว่า “หนังเรื่องนี้ต้องมีอะไรมากกว่าแค่ตลกคาเฟ่” แน่นอนครับ หนังเรื่องนี้ตั้งชื่อได้น่าสนใจมาก “Made in China” ไม่ได้หมายถึงแค่สินค้าจีน แต่มันเป็นสัญลักษณ์ของ “ของเลียนแบบ” (Duplicate) หรือของที่ดูเหมือนจริงแต่ไม่ใช่ของแท้ ซึ่งหนังใช้ธีมนี้ล้อเลียนสังคมอินเดีย (และสังคมโลก) ได้อย่างเจ็บแสบ โดยเฉพาะเมือง Kunnamkulam (กุนนัมกุลัม) ในเรื่อง ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งการก๊อปปี้!
ถ้าให้เปรียบเทียบ บทหนังเรื่องนี้เหมือน “ขนมสอดไส้” ครับ เปลือกนอกเป็นแป้งหวานๆ ตลกๆ แต่ไส้ข้างในขมปร่า ปรัชญา “กุนนัมกุลัม” (The Philosophy of Duplicates): ตัวเอก Ittymaani เป็นตัวแทนของคนที่เชื่อว่า “ทุกอย่างจัดการได้ด้วยเงินและการเจรจา” เขาทำธุรกิจจัดหาสินค้าก๊อปปี้เกรดเอ และเขามองว่าแม้แต่ “ความสัมพันธ์” ก็สามารถก๊อปปี้ขึ้นมาได้
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือพล็อตเรื่องช่วงกลาง ที่มีการ “จ้างแม่ปลอม” (Fake Mother) ครับ นี่คือไอเดียที่บ้าบอมาก แต่หนังใช้มันเพื่อตั้งคำถามที่ทรงพลัง: ถ้าลูกแท้ๆ ทอดทิ้งแม่ แล้วคนแปลกหน้าที่ถูกจ้างมาดูแลแม่กลับทำหน้าที่ได้ดีกว่า… สรุปแล้วใครคือลูกที่แท้จริง?
หนังกำลังตบหน้าสังคมยุคใหม่ที่ลูกหลานมัวแต่ยุ่งกับการสร้างฐานะ จนลืมไปว่าพ่อแม่ต้องการแค่ “เวลา” ไม่ใช่เงินทอง บทหนังเล่นกับความย้อนแย้งตรงนี้ได้ดีมาก เราจะเห็น Ittymaani ที่ดูเป็นคนกะล่อน ปลิ้นปล้อน แต่ลึกๆ แล้วเขากลับเป็นคนที่เข้าใจคุณค่าของครอบครัวมากกว่าพวกคนดีที่มีหน้ามีตาในสังคมเสียอีก
การเสียดสีสถาบันครอบครัว: หนังเรื่องนี้ไม่ได้ด่านักการเมืองหรือผู้ร้าย แต่ด่า “ลูกอกตัญญู” ครับ บทหนังในช่วงครึ่งหลัง (Second Half) เปลี่ยนโทนจากตลก Comedy กลายเป็น Melodrama ที่บีบหัวใจ มันสะท้อนภาพจริงของ “บ้านพักคนชรา” ที่ถูกใช้เป็นที่ทิ้งขยะทางอารมณ์ของลูกหลาน การที่แม่คนหนึ่งต้องยอมโกหกสังคมเพื่อปกป้องชื่อเสียงของลูกที่ทิ้งตัวเอง เป็นประเด็นที่ “Real” และเจ็บปวดมากสำหรับสังคมเอเชียอย่างเรา
จุดสังเกตของบท: ต้องยอมรับว่าบทหนังมีความ “ไม่ต่อเนื่อง” (Inconsistent Tone) อยู่บ้าง ช่วงแรกที่ปูเรื่องในเมืองจีน หรือมุกตลกคาเฟ่บางช่วง อาจจะดูเชยและยืดเยื้อสำหรับคนดูยุค Netflix และพล็อตเรื่องบางจุดก็ดู “บังเอิญ” เกินไปตามสไตล์หนังอินเดียสูตรสำเร็จ แต่ถ้ามองข้ามความไม่สมเหตุสมผลเล็กๆ น้อยๆ ไป แก่นของเรื่องมันแข็งแรงมากพอที่จะทำให้เราร้องไห้ได้
งานภาพของเรื่องนี้ดูแลโดย Shaji Kumar ซึ่งเน้นความสว่าง สดใส และความเป็นมงคล (เพราะหนังฉายช่วงเทศกาล Onam) สุนทรียศาสตร์แบบละครทีวี (Soap Opera Aesthetic): อย่าคาดหวังงานภาพระดับ Cinematic อลังการแบบ K.G.F หรือความดิบแบบ Jallikattu นะครับ เรื่องนี้ภาพจะออกมาแนว “ละครหลังข่าวคุณภาพสูง”
แสง (Lighting): ใช้แสงสว่างทั่วทั้งฉาก (High Key Lighting) หน้าตัวละครเนียนกริบ สีสันเสื้อผ้าฉูดฉาด บ้านเรือนในเกรละดูสวยงาม ร่มรื่น และมีความเป็น Traditional สูงมาก มันให้ความรู้สึก “อบอุ่น” เหมือนเราได้กลับไปเยี่ยมบ้านต่างจังหวัด
บรรยากาศ (Atmosphere): ผู้กำกับ Jibi-Joju พยายามถ่ายทอดวิถีชีวิตของชาวคริสต์ในรัฐเกรละ (Nasrani culture) ออกมาได้น่าสนใจ ทั้งพิธีกรรม งานแต่งงาน และการกินอยู่ ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของหนังมลายาลัม
พาร์ทเมืองจีน (The China Sequences): อันนี้ต้องพูดถึงแบบตรงไปตรงมาว่า… มันดู “ปลอม” สมชื่อเรื่องครับ (ฮา) ฉากที่ถ่ายทำในจีน หรือฉากย้อนอดีต ดูมีความเป็นการ์ตูนและ Stereotype จีนในสายตาคนอินเดียอยู่พอสมควร ทั้งชุดกี่เพ้า การพูดภาษาจีนที่ฟังดูแปร่งๆ หรือฉากกังฟูตลกๆ แต่มองในแง่ดี มันก็เข้ากับธีม “ของก๊อปเกรด A” ของหนังดีครับ คือดูรู้ว่าพยายามทำให้เหมือน แต่ก็ยังมีความเป็นอินเดียปนอยู่
นี่คือจุดขายที่แท้จริงของหนังเรื่องนี้ครับ ถ้าไม่มีนักแสดงชุดนี้ หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นแค่หนังดาดๆ เรื่องหนึ่ง Mohanlal รับบท Ittymaani: ป๋าแกเอาอยู่หมัด! Mohanlal คือนักแสดงที่เล่นบท “คนกะล่อนที่น่ารัก” ได้ดีที่สุดคนหนึ่งในโลก
สำเนียง (Dialect): ในเรื่องนี้เขาพูดสำเนียง Thrissur (ตริสศูร) ซึ่งมีความเหน่อและยียวนกวนประสาทเป็นเอกลักษณ์ แค่ฟังเขาพูด คนอินเดียเขาก็ขำกันแล้วครับ
ความลึก: แม้ภายนอกจะดูตลก แต่สายตาของ Mohanlal เวลาที่ต้องแสดงความเห็นใจแม่ หรือความโกรธแทนคนแก่ เขาทำได้ลึกซึ้งมาก เขาเปลี่ยนโหมดจากตลกหน้าตายไปเป็นดราม่าเรียกน้ำตาได้ในวินาทีเดียว นี่คือสกิลระดับตำนานที่หาตัวจับยาก
KPAC Lalitha (รับบทแม่): กราบหัวใจคุณยายท่านนี้ครับ (ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้ว นี่คือหนึ่งในผลงานท้ายๆ ของท่าน) KPAC Lalitha คือหัวใจของเรื่อง เธอรับบทเป็นแม่ที่ถูกลูกทิ้งได้ “น่าสงสารจับใจ” ไม่ใช่การฟูมฟาย แต่เป็นความเงียบ ความน้อยใจ และความรักลูกที่ไม่มีเงื่อนไข การแสดงของเธอเป็นธรรมชาติเหมือนเราเห็นยายข้างบ้านจริงๆ และเคมีระหว่างเธอกับ Mohanlal (ซึ่งในเรื่องเล่นเป็นแม่ลูกปลอมๆ) กลับดูจริงใจยิ่งกว่าแม่ลูกแท้ๆ เสียอีก
Radhika Sarathkumar: อีกหนึ่งนักแสดงรุ่นเก๋าที่มาประชันบทบาท การปะทะคารมและอารมณ์ของเธอกับ KPAC Lalitha คือ Masterclass ของการแสดง มันไม่ใช่การแย่งซีน แต่เป็นการรับส่งอารมณ์ที่ทำให้คนดูเชื่อในมิตรภาพและความเจ็บปวดของผู้หญิงสองคนนี้ Aju Varghese (บทเพื่อนพระเอก): ทำหน้าที่เป็นลูกคู่ตบมุกได้ตามมาตรฐานครับ เขาคือตัวแทนของคนดูที่คอยตั้งคำถามกับความบ้าบอของพระเอก แม้จะไม่ได้เด่นมาก แต่ก็ขาดไม่ได้สำหรับหนังคอมเมดี้มลายาลัม
หนังเรื่องนี้ใช้ “ภาษา” เป็นเครื่องมือในการสร้างความตลกและเสียดสี
การที่พระเอกพูดภาษาจีน (แบบงูๆ ปลาๆ) ผสมกับภาษามาลายาลัมสำเนียงบ้านนอก มันสร้างความ Contrast ที่ตลกมาก
บริบทของชาวคริสต์ในเกรละ (Christian Community) ถูกนำเสนออย่างเข้มข้น ทั้งงานศพ งานแต่ง และวัฒนธรรมการดื่มชาพูดคุย ซึ่งทำให้หนังมีเอกลักษณ์พื้นถิ่นที่ชัดเจน
Ittymaani: Made in China ไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ มันมีช่วงยืด ช่วงเอื่อย และช่วงที่เล่นใหญ่เกินเบอร์ (Melodramatic) แต่มันเป็นหนังที่ “จริงใจ” ครับ มันพาเราไปหัวเราะกับความไร้สาระของมนุษย์ ก่อนจะตบหน้าเราด้วยความจริงเรื่องความกตัญญู หนังเรื่องนี้กำลังบอกเราว่า: “อย่ารอให้พ่อแม่กลายเป็นแค่รูปถ่ายบนฝาผนัง แล้วค่อยมากราบไหว้… ดูแลท่านในวันที่ท่านยังมีลมหายใจ ดีกว่าสร้างอนุสาวรีย์ให้ในวันที่ท่านจากไป” ถ้าคุณชอบหนังครอบครัวที่ดูแล้วอบอุ่นหัวใจ อยากพาพ่อแม่มานั่งดูด้วยกัน หรือเป็นแฟนคลับการแสดงระดับเทพของ Mohanlal เรื่องนี้คือหนังที่คุณควรเปิดดูในวันหยุดครับ มันอาจจะไม่ใช่หนังที่เปลี่ยนโลก แต่มันอาจจะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อคนแก่ที่บ้านได้
คะแนนความประทับใจ:
ความฮา: 7/10 (มุกเฉพาะกลุ่มเยอะหน่อย)
ดราม่า: 9/10 (เตรียมทิชชู่ไว้ซับน้ำตาช่วงท้าย)
การแสดง: 10/10 (พลังดาราแบกหนังไว้ทั้งเรื่อง)
Verdict: นี่คือหนังที่พิสูจน์ว่า แม้ชื่อเรื่องจะบอกว่า Made in China แต่ความรู้สึกที่ได้นั้น “Made in Heart” ล้วนๆ ครับ! คุณสนใจหนังอินเดียใต้แนวอื่นๆ อีกไหมครับ? เช่น แนวสืบสวนสอบสวนที่เข้มข้นอย่าง Drishyam (ซึ่งป๋า Mohanlal ก็เล่นดีมาก) หรือแนวแอคชั่นมันส์ๆ ครับ? movie24hd