
เรื่องราวเกี่ยวกับไลซ่า เธอเป็นหญิงสาวที่เดินทางไปเวนิสเพื่อพบกับเมาโรพ่อชาวอิตาลีของเธอ เมาโรไม่ได้เห็นไลซ่าตั้งแต่เธออายุสามขวบเมื่อเขาและแม่ของลิซ่าตัดสินใจแยกทางกัน เมาโรเดินทางไปทั่วโลกตั้งแต่ในฐานะนักดนตรีและหวังว่าจะได้รู้จักกับลูกสาวผู้ให้กำเนิดของเขาในช่วงวันหยุดสั้น ๆ

Description: เจาะลึกรีวิว Meet Me in Venice (2015) หนัง Road Movie ที่พาคุณสำรวจก้นบึ้งของมิตรภาพหญิงสาว วิเคราะห์งานภาพเมืองเวนิสที่ไม่ได้มีแค่ความโรแมนติก และการแสดงรางวัล Tribeca อ่านรีวิวและดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie24HD
หากพูดถึง “เวนิส” (Venice) ภาพในหัวของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นคลองสวย น้ำใส เรือกอนโดล่า และความโรแมนติกหวานหยด แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “Meet Me in Venice” (2015) หรือชื่อเดิม Meeting Point ผู้กำกับ Eddy Terstall ได้ฉีกภาพฝันเหล่านั้นทิ้ง และพาเราไปสัมผัสกับเวนิสในมุมมองที่ “สมจริง” “เปราะบาง” และ “ขมขื่น” ยิ่งกว่าเดิมสำหรับคอหนังนอกกระแส (Indie Movies) ที่แวะเวียนมาหาหนังดีๆ ดูที่ https://movie24hd.net/ นี่คือเพชรเม็ดงามที่คุณอาจมองข้ามไป เรื่องราวของสองสาวเพื่อนซี้ชาวดัตช์ “ลิซ่า” และ “เซียนน่า” ที่ออกเดินทาง Road Trip จากเนเธอร์แลนด์มุ่งหน้าสู่เวนิส ดูเผินๆ เหมือนหนังท่องเที่ยวตามหาฝัน แต่ลึกลงไปมันคือหนังจิตวิทยาความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ กะเทาะเปลือก
ของคำว่า “เพื่อนรัก” ออกมาทีละชั้นในรีวิวฉบับนี้ ผมจะไม่มาเล่าเรื่องย่อว่าใครไปทำอะไรที่ไหน (เพราะหนังแนวนี้ เนื้อเรื่องไม่ใช่จุดขาย แต่ “อารมณ์” คือพระเอก) แต่เราจะมาวิเคราะห์เจาะลึกถึง “ความเงียบ” ในบทสนทนา “สายตา” ที่เต็มไปด้วยคำถาม และเหตุผลที่ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงคว้ารางวัลการแสดงยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนัง Tribeca มาได้ และทำไมกูรูหนังสายวิเคราะห์อย่าง GreaterThanStudio หรือ Malagorman ถึงชื่นชอบหนังที่เล่นกับความรู้สึกคนแบบนี้
แก่นของ Meet Me in Venice คือการเป็นภาพยนตร์แนว Road Movie ที่แท้จริง หนังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทาง รถไฟ รถบัส และการเดินเท้า แต่มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเบื่อ เพราะสิ่งที่ขับเคลื่อนหนังเรื่องนี้คือ “Dialogue” (บทสนทนา) บทหนังมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก (Naturalistic) จนเกือบจะเหมือนสารคดี (Documentary-style) สองตัวละครคุยกันเรื่องสัพเพเหระ เรื่องผู้ชาย เรื่องความฝัน เรื่องดนตรี แต่ในทุกๆ ประโยคที่ดูไร้สาระนั้น มันแฝงไปด้วย “Subtext” (ความหมายแฝง)
ลิซ่า: หญิงสาวที่ดูเหมือนจะมั่นคง มีครอบครัวที่รออยู่ แต่กลับมีความลับที่หนักอึ้ง
หนังค่อยๆ เผยให้เห็นว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปเที่ยว แต่มันคือการ “หนี” และการ “เผชิญหน้า” ในเวลาเดียวกัน ความตึงเครียด (Tension) ในเรื่องไม่ได้เกิดจากการทะเลาะกันเสียงดัง แต่เกิดจากความเงียบและความอึดอัดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเมื่อความลับเริ่มรั่วไหล
หนังตั้งคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับมิตรภาพของผู้หญิง (Female Friendship) ว่าเส้นแบ่งระหว่าง “ความรักความหวังดี” กับ “ความอิจฉาริษยา” มันอยู่ตรงไหน? บางครั้งเพื่อนที่เรารักที่สุด อาจเป็นคนเดียวกับที่ทำร้ายเราได้เจ็บที่สุด หนังนำเสนอความสัมพันธ์ที่ทั้งพึ่งพากันและกัน (Codependent) และแข่งขันกันลึกๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่สมจริงและทัชใจคนดูยุคปัจจุบันมาก
งานภาพในเรื่องนี้ไม่ได้เน้นความฟุ้งฝัน (Dreamy) แบบหนังฮอลลีวูด แต่เน้นความ “Raw & Real” (ดิบและจริง)
แสงธรรมชาติ: ผู้กำกับภาพเลือกใช้แสงธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นแสงแดดจ้าในชนบทอิตาลี หรือแสงไฟสลัวในบาร์ยามค่ำคืน ทำให้ภาพที่ออกมาดูมีมิติและสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิของสถานที่
Handheld Camera: การใช้กล้องแบบถือถ่ายในหลายฉาก สร้างความรู้สึกเหมือนเราเป็น “เพื่อนคนที่สาม” ที่ร่วมเดินทางไปกับพวกเธอ มันให้ความรู้สึกใกล้ชิด (Intimate) แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เรารู้สึกอึดอัดไปกับสถานการณ์ตรงหน้า
เมื่อถึงเวนิส หนังไม่ได้พาเราไปทัวร์จุดเช็คอินยอดฮิต แต่พาไปเดินตามตรอกซอกซอยที่แคบและซับซ้อน (Labyrinth) ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะจิตใจของตัวละครที่กำลังหลงทาง เวนิสในเรื่องนี้จึงดูสวยงามแบบเศร้าสร้อย คลองที่นิ่งสงบกลับสะท้อนความว้าวุ่นในใจตัวละครได้อย่างดีเยี่ยม เป็นการใช้สถานที่ (Setting) เป็นตัวละครตัวที่สามได้อย่างชาญฉลาด
จุดแข็งที่สุดที่ทำให้ Meet Me in Venice ยืนหนึ่งในใจผู้ชมสายอินดี้ คือการแสดงของสองนักแสดงนำ
Roberta Petzoldt คือหัวใจของหนังเรื่องนี้ การแสดงของเธอทรงพลังจนคว้ารางวัล Best Actress จาก Tribeca Film Festival มาครองได้สำเร็จ
Micro-expressions: เธอเก่งมากในการใช้สีหน้าเพียงเล็กน้อยเพื่อสื่ออารมณ์ ฉากที่เธอต้องเก็บความลับ หรือฉากที่เธอร้องเพลง (ใช่ครับ เธอร้องเพลงเองและเพราะมาก) สายตาของเธอเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดและความสับสนได้โดยไม่ต้องเอ่ยปาก
ความเป็นมนุษย์: เธอทำให้ตัวละครลิซ่าดูไม่ใช่ “นางเอก” แต่เป็น “มนุษย์” ที่มีการตัดสินใจผิดพลาด มีความเห็นแก่ตัว แต่ก็มีความรักที่บริสุทธิ์ ทำให้คนดูทั้งรักทั้งหมั่นไส้เธอในเวลาเดียวกัน
หากลิซ่าคือความซับซ้อน เซียนน่าคือพลังงานที่ขับเคลื่อนเรื่องราว Beaudil Elzenga รับบทสาวมั่นได้อย่างมีเสน่ห์ เคมี (Chemistry) ระหว่างเธอกับโรเบอร์ตานั้นเข้ากันจนน่าตกใจ มันเหมือนเพื่อนที่คบกันมา 10 ปีจริงๆ จังหวะการรับส่งมุก การสัมผัสตัว หรือแม้แต่การมองตา มันดู Real จนแยกไม่ออกว่านี่คือการแสดงหรือชีวิตจริง
หากใครชอบฟังการวิเคราะห์หนังลึกๆ จากช่อง DooaraiD555 หนังเรื่องนี้มีประเด็นให้ถกกันยาวๆ ครับ
The Quarter-Life Crisis: ตัวละครอยู่ในวัยที่ต้องเลือกระหว่าง “ทำตามฝัน” (ดนตรี/การท่องเที่ยว) หรือ “ลงหลักปักฐาน” (แต่งงาน/มีลูก) หนังสะท้อนความกดดันของคนวัย 30 ที่รู้สึกว่าชีวิตยังไม่สำเร็จสักทาง การเดินทางไปเวนิสจึงเปรียบเสมือนการดิ้นรนครั้งสุดท้ายก่อนจะยอมจำนนต่อโลกความจริง
ดนตรีคือยาขม: เพลงประกอบในเรื่อง โดยเฉพาะเพลง Fantasia ที่ตัวละครร้อง ไม่ได้ใส่มาเพื่อความไพเราะอย่างเดียว แต่มันคือ “สาร” ที่ตัวละครสื่อสารกัน เพลงกลายเป็นเครื่องมือในการบอกความในใจที่พูดออกมาตรงๆ ไม่ได้
เพื่อให้การรับชมของคุณที่ https://movie24hd.net/ มีอรรถรสยิ่งขึ้น ลองสังเกตฉากเหล่านี้:
ฉากในร้านอาหารที่เวนิส: ฉากที่ความจริงเริ่มถูกเปิดเผย เป็นซีนอารมณ์ที่ระเบิดออกมาอย่างเงียบเชียบ การแสดงของทั้งคู่ในฉากนี้คือที่สุดของความกดดัน
ฉากเล่นดนตรีเปิดหมวก: เราจะได้เห็นแววตาที่มีความสุขที่สุดและเศร้าที่สุดของลิซ่าในเวลาเดียวกัน เป็นฉากที่สวยงามและสะเทือนใจ
ฉากจบ (Ending): ไม่สปอยล์! แต่บอกได้ว่าเป็นตอนจบที่สมจริง (Realistic Ending) ไม่ฟูมฟาย และทิ้งตะกอนความคิดไว้ให้คนดูได้ดีมาก
ข้อดี:
การแสดงของ Roberta Petzoldt คือระดับรางวัลโลก ต้องดู!
งานภาพสวย สมจริง ได้บรรยากาศยุโรปแบบ Unseen
บทสนทนาคมคาย เป็นธรรมชาติ สะท้อนชีวิตจริง
เพลงประกอบไพเราะ เข้ากับอารมณ์หนัง
ข้อสังเกต:
การดำเนินเรื่องเรื่อยๆ เอื่อยๆ ในช่วงแรก
ไม่ใช่หนังแมสที่ดูเพื่อความบันเทิงฉาบฉวย
คะแนน: 8.5/10 (For Indie Lovers) | 7/10 (General Audience) “Meet Me in Venice คือบันทึกการเดินทางของหัวใจที่ร้าวรานแต่งดงาม มันสอนให้เรารู้ว่า บางครั้งจุดหมายปลายทางอาจไม่สำคัญเท่ากับคนที่นั่งข้างๆ เรา… หรือบางที การเดินทางอาจมีไว้เพื่อบอกลาใครบางคน”