

ดีเจ วอลเตอร์ส (มิทเชล มุสโซ) เด็กน้อยวัยสิบสองขวบ ผู้อยู่ในช่วงเวลาที่น่าอึดอัดระหว่างการก้าวพ้นจากวัยเด็กไปสู่การเป็นเด็กหนุ่ม เขามีเวลาว่างมากเสียจนจิตคิดฟุ้งซ่านว่า บ้านร้างเก่าซอมซ่อของชายชราเน็บเบอร์แคร็กเกอร์ (สตีฟ บูสเซมี่) ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม มีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล ข้าวของต่าง ๆ หายเข้าไปในบ้านเก่าคร่ำครึหลังนั้นอย่างลึกลับน่าสยดสยอง ไม่ว่าจะเป็นลูกบาสเก็ตบอล จักรยานสามล้อ ของเล่นสัตว์เลี้ยง หรือแม่แต่คน! ทันใดนั้นเอง ดีเจ วอลเตอร์ส ก็เกิดประกายความคิดแว๊บขึ้นมาในหัว “เอ๊ะ มาคิดดูดี ๆ แล้ว คุณนายเน็บเบอร์แคร็กเกอร์หายไปไหนล่ะ”

หากคุณเคยสงสัยว่าบ้านเก่าแก่ท้ายซอยที่ดูทรุดโทรม มีดวงตาแอบมองคุณอยู่หรือไม่? คือภาพสะท้อนของจินตนาการในวัยเด็กที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นฝันร้ายที่จับต้องได้ หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่หลอกเด็กให้กลัว แต่คือความทะเยอทะยานในการเล่าเรื่องความตาย ความรัก และการเติบโต (Coming of Age) ผ่านงานภาพที่แหวกแนวในยุค 2000s
จุดที่ทำให้บทภาพยนตร์ของ มีเสน่ห์อย่างเหลือเชื่อ คือการสร้างสมดุลระหว่าง “ความซนแบบเด็ก” กับ “ความสยองขวัญสไตล์โกธิค” หนังไม่ได้เลือกใช้มุกผีหลอกวิญญาณหลอนแบบเดิมๆ แต่สร้างคอนเซปต์ให้ “ตัวบ้านคือผี” โครงสร้างไม้คือซี่โครง หน้าต่างคือดวงตา และพรมแดงคือลิ้นที่คอยลากทุกอย่างลงสู่ห้องใต้ดิน สิ่งที่น่าสนใจคือการวางตัวละครหลัก 3 คน (ดีเจ, เชาเดอร์ และเจนนี่) ให้เป็นตัวแทนของเด็กที่กำลังก้าวพ้นวัยเด็ก (Puberty) พวกเขาต้องเผชิญกับความกลัวที่ผู้ใหญ่ไม่เชื่อ หนังทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการเล่าถึงการ “ขาดความเชื่อมั่น” จากผู้ใหญ่ จนเด็กๆ ต้องลุกขึ้นมาเป็นฮีโร่ด้วยตัวเอง และเมื่อหนังเฉลยปมหลังของ “คุณตาเน็บเบอร์แครกเกอร์” และที่มาของความเฮี้ยนของบ้าน มันเปลี่ยนโทนหนังจากความสยองขวัญกลายเป็นความโศกเศร้าที่จับใจ จนเราอดไม่ได้ที่จะสงสารเจ้าบ้านหลังนี้
ในยุคที่ Pixar และ DreamWorks เน้นความเนียนกริบ สดใส และตัวละครที่ดูน่ารัก กลับเลือกใช้เทคโนโลยี Performance Capture (แบบเดียวกับ The Polar Express) ซึ่งเป็นการจับการเคลื่อนไหวของนักแสดงจริงๆ มาใส่ในตัวละครแอนิเมชัน
ความสมจริงที่น่าขนลุก (The Uncanny Valley): ในสมัยนั้นหลายคนอาจมองว่าตัวละครดู “แปลก” หรือไม่สมจริง แต่ในบริบทของหนังผีสิง ความไม่เป็นธรรมชาติของผิวหนังและแววตาตัวละครกลับช่วยส่งเสริมความน่ากลัว (Creepy) ได้อย่างดีเยี่ยม
การออกแบบบ้าน: บ้านเน็บเบอร์แครกเกอร์ถูกออกแบบมาให้มี “บุคลิกภาพ” มันมีความขี้เล่นแต่แฝงความดุร้าย ฉากที่บ้านขยับเขยื้อนตัวเองเพื่อไล่ล่าเด็กๆ คือจุดพีคของงาน Visual ที่โชว์ศักยภาพของการดีไซน์ฉากแอ็กชันในโลกแอนิเมชันที่ทำหนังคนแสดงได้ยาก
เนื่องจากใช้เทคนิค Motion Capture นักแสดงไม่ได้แค่ให้เสียง แต่ต้องสวมบทบาทจริงๆ ซึ่งเห็นได้ชัดจาก:
Steve Buscemi (เน็บเบอร์แครกเกอร์): การถ่ายทอดอารมณ์จากชายแก่ขี้โมโห สู่ชายผู้สูญเสียความรักได้อย่างมีมิติ เสียงของเขามีความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้ความเกรี้ยวกราด
ทีมนักแสดงเด็ก: เคมีระหว่าง ดีเจ และ เชาเดอร์ (รับบทโดย Mitchel Musso และ Sam Lerner) มีความเป็นธรรมชาติสูงมาก บทสนทนาดูมีความเป็นเด็กจริงๆ ทั้งความตลก การเถียงกัน และความกลัวที่สมจริง ทำให้ผู้ชมเข้าถึงอารมณ์ร่วมได้ง่าย
คือหนังที่กล้าหาญมากที่กล้าหยิบประเด็น “ความตายและการยึดติด” มาเล่าในรูปแบบหนังเด็ก มันสอนเราว่าบางครั้งสิ่งที่เรากลัวที่สุด อาจจะเป็นสิ่งที่น่าสงสารที่สุด และความกล้าหาญไม่ได้หมายถึงการไม่กลัว แต่คือการทำในสิ่งที่ต้องทำแม้ขาจะสั่นพะเยาแค่ไหนก็ตาม
เกร็ดน่ารู้: หนังเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาแอนิเมชันยอดเยี่ยมในปีนั้นด้วยนะ! ใครที่ยังไม่เคยดู หรืออยากกลับไปย้อนรำลึกความหลอน สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ movie24hd.net
บทสรุป: คือแอนิเมชันขึ้นหิ้งที่ควรค่าแก่การหยิบมาดูซ้ำในทุกช่วงฮาโลวีนหรืองานปาร์ตี้ ด้วยงานสร้างที่เป็นเอกลักษณ์และเนื้อหาที่มีหัวใจ อย่าลืมติดตามคลิปวิเคราะห์หนังลึกๆ ได้ที่ YouTube malagorman และ GreaterThanStudio และอัปเดตหนังใหม่พากย์ไทยก่อนใครที่ movie24hd.net นะครับ