
นักฆ่า “เอล มาริอาชี” เข้ามาพัวพันกับการจารกรรมระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ซีไอเอโรคจิตและนายพลชาวเม็กซิกันที่ทุจริต นี่คือบทความรีวิวเจาะลึกแบบ “ถึงพริกถึงขิง” สไตล์ลาตินสำหรับภาพยนตร์ปิดไตรภาคตำนานนักฆ่ามือกีตาร์ Once Upon a Time in Mexico (2003) หรือ เพชฌฆาตกระสุนโลกันตร์ เขียนขึ้นเพื่อ Movie24HD โดยเฉพาะ ด้วยสำนวนที่เน้นความบันเทิง วิเคราะห์งานศิลป์ และเจาะลึกการแสดง เพื่อให้คุณดื่มด่ำกับรสชาติความมันส์ก่อนหรือหลังรับชมครับ

หาก El Mariachi คือจุดกำเนิดของตำนานอินดี้ และ Desperado คือการประกาศศักดาความเท่… ก็คือ “งานปาร์ตี้เลี้ยงส่ง” ที่ระเบิดเถิดเทิง วุ่นวาย และเต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาดที่สุดเท่าที่ผู้กำกับ โรเบิร์ต รอดริเกวซ (Robert Rodriguez) จะจินตนาการได้ ที่ Movie24HD เราขอนำคุณย้อนเวลากลับไปสู่ยุคที่หนังแอ็คชั่นไม่ต้องพึ่ง CG มากมาย แต่พึ่งพา “ลีลา” และ “ความบ้า” ล้วนๆ วันนี้เราจะมาชำแหละหนังเรื่องนี้กันว่า ภายใต้ฉากยิงกันสนั่นหวั่นไหวนั้น มีศิลปะอะไรซ่อนอยู่ และทำไมบทบาทสายลับ CIA ของ จอห์นนี่ เดปป์ ถึงกลายเป็นตำนานที่คนพูดถึงมากกว่าพระเอกเสียอีก!
สิ่งแรกที่ผู้ชมต้องปรับจูนก่อนดูเรื่องนี้คือ “อย่าหาเหตุผล แต่จงเสพความมันส์” รอดริเกวซตั้งใจเขียนบทให้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน (Convoluted Plot) จนเกือบจะยุ่งเหยิง มันคือเรื่องราวของการปฏิวัติ รัฐประหาร ราชายาเสพติด และการล้างแค้น ที่พันกันยุ่งเหยิงเหมือนสายกีตาร์ที่ยังไม่ได้จูน
ในภาคนี้ เอล มาริอาชี (Antonio Banderas) ไม่ได้เป็นแค่คนธรรมดาอีกต่อไป แต่เขากลายเป็น “ตำนานพื้นบ้าน” (Urban Legend) บทหนังยกระดับเขาให้เป็นเหมือนวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในเม็กซิโก เขามาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมและปกป้องแผ่นดิน การเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้หนังมีกลิ่นอายของ “Spaghetti Western” (หนังคาวบอยอิตาลี) ยุค 60s ที่ตัวเอกมักจะเป็นวีรบุรุษไร้นามที่มากับความเงียบ
บทของ Sands (Johnny Depp) เจ้าหน้าที่ CIA จอมเจ้าเล่ห์ คือตัวแทนของการเสียดสี “นโยบายแทรกแซงต่างประเทศ” ของสหรัฐฯ ได้อย่างเจ็บแสบ เขาเข้ามาปั่นหัวทุกฝ่าย สร้างความขัดแย้ง และนั่งดูคนฆ่ากันเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง บทหนังส่วนนี้ฉลาดมากที่ทำให้เราเห็นความสกปรกของการเมือง ผ่านตัวละครที่แต่งตัวดีและทำอาหารเก่ง
แม้พล็อตเรื่องจะดูเหมือนจับแพะชนแกะ แต่รอดริเกวซร้อยเรียงมันด้วย “จังหวะ” (Tempo) ที่รวดเร็ว บทสนทนาที่คมคายและกวนประสาท ทำให้ความยุ่งเหยิงนั้นกลายเป็นความบันเทิง มันคือความตั้งใจที่จะทำให้หนังออกมา “รก” แต่ “สนุก” เหมือนงานเทศกาลรื่นเริงของเม็กซิกัน
รู้หรือไม่? โรเบิร์ต รอดริเกวซ ทำหน้าที่แทบทุกอย่างในเรื่องนี้ ทั้งกำกับ เขียนบท ตัดต่อ และถ่ายภาพ (Cinematography) ทำให้หนังเรื่องนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก
การปฏิวัติด้วยระบบดิจิทัล: นี่เป็นหนึ่งในหนังยุคแรกๆ ของฮอลลีวูดที่ถ่ายทำด้วยกล้อง Digital HD ทั้งเรื่อง ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพที่คมกริบ (ในยุคนั้น) และความคล่องตัวในการถ่ายทำ มุมกล้องมีความโฉบเฉี่ยว เดี๋ยวซูม เดี๋ยวแพน สร้างความรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา
Color Palette (โทนสี): หนังเรื่องนี้ “ร้อน” ทะลุจอ สีเหลืองของแดด สีส้มของระเบิด และสีแดงของเลือด ถูกเร่ง (Saturate) ให้สดจัดจ้าน มันสะท้อนถึงอุณหภูมิที่เดือดดาลของเม็กซิโกและอารมณ์ของตัวละคร
สไตล์การตัดต่อ (Editing): รอดริเกวซตัดต่อหนังเหมือนมิวสิควิดีโอ จังหวะการตัดรับกับเสียงกีตาร์สเปนอย่างลงตัว โดยเฉพาะฉากดวลปืนที่ดูเหมือนการเต้นระบำฟลาเมงโกมากกว่าการฆ่าฟัน
นี่คือหนังรวมดาวที่คัดมาแต่พวก “ตัวจี๊ด” และทุกคนก็ปล่อยของกันแบบไม่มีใครยอมใคร
ต้องยอมรับตามตรงว่า จอห์นนี่ เดปป์ คือ MVP ของเรื่อง เขาดีไซน์คาแรคเตอร์นี้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เสื้อยืดลายแปลกๆ แขนปลอม ไปจนถึงนิสัยชอบกินหมูอบ (Puerco Pibil) การแสดงของเดปป์มีความ “กวนตีน” และ “อันตราย” ผสมปนเปกัน แต่ไฮไลท์ที่โลกไม่ลืมคือ “ช่วงที่เขาตาบอด” การแสดงฉากดวลปืนทั้งที่มองไม่เห็น โดยใช้แค่หูฟังเสียง เป็นฉากที่โคตรเท่และบ้าบิ่นที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์หนังแอ็คชั่น เขาทำให้ตัวละครที่ควรจะน่ารังเกียจ กลายเป็นคนที่คนดูรักที่สุด
แม้จะโดนเดปป์แย่งซีนไปบ้าง แต่แบนเดอรัสยังคงเป็น “หัวใจ” ของเรื่อง ความนิ่ง ขรึม และสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าของเขา คือสิ่งที่ยึดโยงหนังไว้ไม่ให้หลุดโลกจนเกินไป เขาคือภาพแทนของลูกผู้ชายที่เจ็บปวดแต่ไม่แสดงออก ท่าทางการดีดกีตาร์และควงปืนของเขายังคงคลาสสิกเสมอ
น่าเสียดายที่บทของเธอในภาคนี้มีน้อย (ส่วนใหญ่เป็นภาพย้อนอดีต) แต่ทุกครั้งที่เธอปรากฏตัว เคมีระหว่างเธอกับแบนเดอรัสยังคงร้อนแรงและเป็นแรงผลักดันสำคัญให้พระเอกลุกขึ้นสู้
Danny Trejo (Machete): ไม่พูดเยอะ เจ็บคอ มาเพื่อฆ่าอย่างเดียว
Enrique Iglesias: นักร้องดังที่มารับบทมือปืน ก็ทำได้ดีเกินคาด
Willem Dafoe (Barillo): เล่นเป็นเจ้าพ่อค้ายาได้น่าเกรงขามและวิปริตตามมาตรฐาน
เมนู Puerco Pibil: เมนูหมูอบที่ Sands สั่งในร้านอาหาร กลายเป็นเมนูดังที่แฟนหนังทั่วโลกต้องไปหาสูตรมาทำตาม (ซึ่งสูตรจริงๆ อยู่ใน DVD Special Features ที่รอดริเกวซสอนทำเอง!)
กีตาร์ปืน: ภาคนี้อัปเกรดอาวุธในเคสกีตาร์ไปไกลมาก ทั้งปืนพ่นไฟ จรวดมิสไซล์ และปืนกล มันคือความแฟนตาซีที่เด็กผู้ชายทุกคนต้องกรี๊ด
ฉากยิงกันในโบสถ์: เป็นฉากที่โชว์การออกแบบท่าทาง (Choreography) ที่สวยงาม ราวกับบทกวีแห่งความตาย
อาจไม่ใช่หนังที่มีบทลึกซึ้งกินใจ หรือสมเหตุสมผลทางตรรกะ แต่มันคือ “ศิลปะแห่งความบันเทิง” ที่บริสุทธิ์ มันคือหนังที่คุณดูจบแล้วจะอยากไปกินอาหารเม็กซิกัน อยากหัดเล่นกีตาร์ และอยากใส่แว่นกันแดดเดินเท่ๆ หากคุณต้องการเสพงานภาพยนตร์ที่มีสไตล์จัดจ้าน การแสดงที่แพรวพราว และดนตรีประกอบที่เร้าใจ นี่คือหนังที่คุณห้ามพลาด รับชม Once Upon a Time in Mexico (2003) เพชฌฆาตกระสุนโลกันตร์ แบบภาพคมชัด Full HD เสียงกระหึ่ม (แนะนำให้ดูซาวด์แทร็กเพื่อฟังเสียงป๋าเดปป์) ได้ที่ Movie24HD