

เรื่องราวของ Oppenheimer ชายผู้มีปัญหาในตัวเองมากมาย แต่ก็ถูกมองข้ามไปด้วยความปราดเปรื่องของตัวเขา เมื่อเขาถูกขอความช่วยเหลือให้หาหนทางยุติสงครามโลกครั้งที่สอง เขาก็ชี้ไปที่ความหวังเดียวเท่านั้น คือ อาวุธปรมาณูที่มีพลังทำลายล้างรุนแรงจนสามารถยับยั้งไม่ให้ทุกฝ่ายต่อสู้กันต่อไปได้อีกนี่คือบทความรีวิวระดับมาสเตอร์พีซ (Masterpiece Review) สำหรับภาพยนตร์ที่กวาดรางวัลออสการ์และสร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลกอย่าง Oppenheimer (2023) บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อ Movie24HD โดยเฉพาะ ด้วยการเจาะลึกที่เหนือกว่าแค่การเล่าเรื่อง แต่คือการถอดรหัสงานศิลปะของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ครับ

หากคุณคิดว่า Oppenheimer เป็นเพียงหนังชีวประวัติ (Biopic) ของนักวิทยาศาสตร์แก่ๆ ที่คุยกันเรื่องฟิสิกส์ในห้องสี่เหลี่ยม… คุณกำลังคิดผิดถนัดที่ Movie24HD เราขอนิยามหนังเรื่องนี้ว่ามันคือ “หนังสยองขวัญ” (Horror Movie) ภายใต้หน้ากากของหนังประวัติศาสตร์ มันคือเรื่องราวของชายผู้มอบ “ไฟ” ให้กับมนุษยชาติ (เปรียบดั่งตำนาน Prometheus) ก่อนจะตระหนักได้ว่า ไฟนั้นกำลังจะเผาผลาญโลกทั้งใบจนมอดไหม้ วันนี้เราจะพาทุกท่านดำดิ่งลงไปในสมองของ J. Robert Oppenheimer ผ่านเลนส์กล้องของเสด็จพ่อ คริสโตเฟอร์ โนแลน เพื่อวิเคราะห์ว่าทำไมหนังความยาว 3 ชั่วโมงที่มีแต่บทสนทนาเรื่องนี้ ถึงสามารถตรึงคนดูให้นั่งตัวเกร็ง ลืมหายใจ และเดินออกจากโรงด้วยความรู้สึก “ว่างเปล่า” และ “สะเทือนใจ” ถึงขีดสุด
ความอัจฉริยะของบทหนังเรื่องนี้ คือการที่โนแลนไม่ยอมเล่าเรื่องแบบเส้นตรง (Linear) ตามสไตล์ถนัด แต่เขาแบ่งโครงสร้างหนังออกเป็น 2 ส่วนที่ขัดแย้งกัน เหมือนปฏิกิริยานิวเคลียร์
นี่คือมุมมองของ ออพเพนไฮเมอร์ (Subjective) เป็นมุมมองบุคคลที่ 1 ที่เราจะได้เห็นโลกผ่านสายตาของเขา เห็นจินตนาการของอะตอมที่วิ่งพล่าน ความหลงใหลในฟิสิกส์ ความรักที่ซับซ้อน และที่สำคัญที่สุดคือ “ความหยิ่งผยอง” (Arrogance) ของคนที่เชื่อว่าตัวเองกำลังจะหยุดสงครามโลก บทหนังในช่วงนี้พาเราไต่ระดับความตื่นเต้นของการสร้างระเบิด (The Manhattan Project) เหมือนหนังจารกรรมที่ต้องแข่งกับเวลา (และแข่งกับนาซี) เราจะเอาใจช่วยให้เขาสร้างระเบิดสำเร็จ… จนกระทั่งวินาทีที่มันระเบิดจริงๆ เราถึงได้รู้ตัวว่า เราเพิ่งเอาใจช่วยให้สร้างปีศาจขึ้นมา
นี่คือมุมมองของ ลูอิส สเตราส์ (Objective) รับบทโดย โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ซึ่งเป็นมุมมองบุคคลที่ 3 ที่มองออพเพนไฮเมอร์ด้วยสายตาของนักการเมืองและคนภายนอก บทหนังส่วนนี้ทำหน้าที่เหมือน “ศาลเตี้ย” ที่เข้ามาพิพากษาการกระทำของออพเพนไฮเมอร์ มันคือเกมการเมืองที่สกปรก เข้มข้น และเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา การตัดสลับระหว่าง “การสร้างระเบิด” (สี) และ “การถูกเชือดไก่ให้ลิงดู” (ขาวดำ) ทำให้หนังมีความเป็น Thriller สูงมาก มันไม่ใช่แค่การสู้กับระเบิด แต่คือการสู้กับ “อีโก้” ของมนุษย์
แก่นแท้ที่บทหนังต้องการสื่อ ไม่ใช่แค่ปฏิกิริยาลูกโซ่ทางฟิสิกส์ที่ทำให้ระเบิดทำงาน แต่คือ “ปฏิกิริยาลูกโซ่ทางผลกรรม” การตัดสินใจสร้างระเบิดเพียงครั้งเดียว นำไปสู่การแข่งกันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ (Cold War), การทำลายชีวิตคนนับแสน, และการทำลายชีวิตของออพเพนไฮเมอร์เองในที่สุด บทสรุปของหนังไม่ได้จบที่ระเบิดตูมตาม แต่จบที่ “ดวงตา” ของชายที่รู้ตัวว่า เขาได้ทำลายโลกใบนี้ไปแล้ว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
คริสโตเฟอร์ โนแลน ขึ้นชื่อเรื่องการไม่ใช้ CGI (คอมพิวเตอร์กราฟิก) และใน Oppenheimer เขาได้พิสูจน์แล้วว่า “ของจริง” ทรงพลังที่สุด
หนังถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX 70mm ซึ่งปกติใช้ถ่ายภูเขาหรือฉากแอ็คชั่นใหญ่ๆ แต่โนแลนเอามันมาถ่าย “หน้าคน” (Close-up) เราจะได้เห็นรูขุมขน รอยย่น และแววตาที่สั่นไหวของ Cillian Murphy แบบเต็มตา การถ่ายทำแบบนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปในความคิดของตัวละคร เราเห็นความกังวลที่กัดกินใจเขาได้ชัดเจนกว่าคำพูดใดๆ
ฉากทดสอบระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลก (Trinity Test) คือฉากที่ถูกพูดถึงมากที่สุด และมัน “สมคำร่ำลือ” โนแลนสร้างระเบิดจริง (โดยไมใช้นิวเคลียร์) เพื่อให้ได้เปลวไฟ ควัน และแรงระเบิดที่ดูสมจริงและน่าเกรงขาม แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ “การเล่นกับเสียง” ในวินาทีที่ระเบิดทำงาน… หนังเงียบกริบ (Silence) เราเห็นแค่แสงจ้าและลูกไฟมรณะที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ความเงียบนั้นยาวนานจนน่าอึดอัด ก่อนที่เสียงระเบิดจะตามมา ตู้ม! กระแทกโสตประสาท เทคนิคนี้อ้างอิงหลักฟิสิกส์จริง (แสงเดินทางเร็วกว่าเสียง) และในทางภาพยนตร์ มันสร้างความรู้สึก “ช็อก” ได้มากกว่าเสียงตูมตามแบบหนังแอ็คชั่นทั่วไปมหาศาล
ฉากที่ออพเพนไฮเมอร์ยืนกล่าวสุนทรพจน์ในโรงยิม คือฉากที่สยองขวัญที่สุด งานภาพบิดเบี้ยว แสงสีขาวสว่างวาบจนมองไม่เห็นหน้าคน เสียงกรีดร้องที่เหมือนเสียงเชียร์ ผิวหนังของคนที่ค่อยๆ หลุดลอก… นี่คือการใช้ Visual เพื่อสื่อถึง PTSD (ภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง) ได้อย่างชาญฉลาด เราไม่ต้องเห็นภาพระเบิดที่ฮิโรชิม่า แต่เราเห็น “นรก” ในใจของเขาแทน
หนังเรื่องนี้รวบรวมนักแสดงระดับ A-List ไว้คับคั่งจนแทบจะเดินชนกันตาย แต่มี 2 คนที่โดดเด่นจนต้องลุกขึ้นปรบมือ
นี่คือบทบาทแห่งชีวิต (Role of a Lifetime) ของซิลเลียน เมอร์ฟีย์ เขาต้องแบกหนังทั้งเรื่องไว้ด้วย “สายตา” เขาไม่ได้เล่นบทคนบ้าคลั่ง หรือคนเกรี้ยวกราด แต่เขาเล่นบทคนที่ “กำลังพังทลายจากข้างใน” (Imploding) ความผอมแห้งของร่างกาย แก้มที่ตอบ และสายตาที่ว่างเปล่า สื่อถึงคนที่ถูกความรู้สึกผิดกัดกินวิญญาณได้ดีเหลือเกิน การแสดงที่ “น้อยแต่มาก” (Subtle) ของเขา ทำให้เราไม่สามารถละสายตาจากเขาได้เลยตลอด 3 ชั่วโมง
ลืมภาพ Iron Man ผู้กวนประสาทไปได้เลย เพราะ RDJ ในเรื่องนี้คือ “งูพิษ” เขาเล่นเป็นนักการเมืองที่ดูภายนอกสุขุม นุ่มลึก แต่ข้างในเต็มไปด้วยความขี้อิจฉาและความเคียดแค้น (Petty & Vindictive) การแสดงของ RDJ มีความซับซ้อนมาก เขาทำให้คนดูเชื่อในตอนแรกว่าเขาเป็นคนดี ก่อนจะค่อยๆ เผยธาตุแท้ออกมาทีละนิด นี่คือการแสดงที่สมศักดิ์ศรีรางวัลออสการ์อย่างแท้จริง
แม้บทจะดูน้อย แต่ทุกฉากที่เธอออกมาคือการ “ขโมยซีน” โดยเฉพาะฉากในห้องสอบสวน (Interrogation) ที่เธอเปลี่ยนจากแม่บ้านขี้เมา กลายเป็นหญิงแกร่งที่ฟาดปากกับอัยการได้อย่างเจ็บแสบ เธอคือเสาหลักทางจิตใจเดียวที่ยึดเหนี่ยวออพเพนไฮเมอร์ไว้ไม่ให้สติแตก
ดนตรีประกอบโดย Ludwig Göransson (ผู้ทำเพลง Black Panther, Tenet) คืออีกหนึ่งตัวละครเอกของเรื่อง เขาเลือกใช้ “ไวโอลิน” เป็นเครื่องดนตรีหลัก เพราะไวโอลินสามารถเล่นเสียงที่ไพเราะที่สุด และเสียงที่ “น่ารำคาญ/เสียดแทง” ที่สุดได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนบุคลิกของออพเพนไฮเมอร์ได้ดี ดนตรีในเรื่องแทบไม่เคยหยุด มันทำหน้าที่เหมือนเข็มนาฬิกาที่เดินถอยหลัง เร่งจังหวะให้หัวใจคนดูเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดระเบิด มันคือดนตรีที่สร้างความวิตกกังวล (Anxiety) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Oppenheimer ไม่ใช่แค่หนังให้ความรู้ แต่เป็นหนังที่ “ให้ความรู้สึก” มันทำให้เราตั้งคำถามกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (ซึ่ง Relate มากกับยุค AI ปัจจุบัน) มันทำให้เราเห็นความน่ากลัวของการเมือง และความเปราะบางของจิตใจมนุษย์ นี่คือภาพยนตร์ที่คุณต้องใช้สมาธิในการดูสูง เพื่อเก็บรายละเอียดของบทสนทนาที่เชือดเฉือนและงานภาพที่ซ่อนสัญญะไว้มากมาย การรับชมในคุณภาพ Full HD / 4K ที่ Movie24HD จะช่วยให้คุณเห็นทุกรายละเอียดอารมณ์บนใบหน้าของนักแสดง และได้ยินเสียงดนตรีประกอบที่มิกซ์มาอย่างดีเยี่ยม จงอย่าพลาดผลงานที่จะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เรื่องนี้ มาร่วมเป็นสักขีพยานความยิ่งใหญ่และความล่มสลายของ “บิดาแห่งระเบิดปรมาณู” ได้แล้ววันนี้ คลิกเพื่อรับชม Oppenheimer (2023) ออพเพนไฮเมอร์ แบบภาพชัด เสียงซาวด์แทร็ก/พากย์ไทย ครบครัน