

สโนไวท์ สาวน้อยที่กระจกวิเศษบอกว่าเธอสวยกว่า ราชินีแห่งความชั่วร้าย (แสดงโดย ชาร์ลิซ เธอรอน ดารายอดฝีมือระดับออสการ์) ดังนั้นการตามล่าทำลายล้างเจ้าหญิงสโนไวท์จึงเกิดขึ้น หลังจากโดนยึดเมืองไป สโนไวท์ก็ได้พบกับนายพรานป่า (แสดงโดย คริส เฮมส์เวิร์ธ จาก ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า) ที่ได้รับคำสั่งให้มาฆ่าเธอ แต่เขากลับมาฝึกให้เธอต่อสู้เพื่อทวงบัลลังก์กลับคืน ส่วนของเจ้าชายหนุ่มรูปงามผู้ตกหลุมรักในความงามและความเก่งกาจของสโนไวท์ในเวอร์ชั่นนี้ แสดงโดย แซม คลาฟิน (จาก ไพเรทออฟดิคาริบเบียน: ออน สเตรนเจอร์ ไทด์)

สิ่งที่ทำให้เนื้อหาของ โดดเด่นกว่าเวอร์ชันอื่นๆ คือการเปลี่ยนจาก “นิทานก่อนนอน” ให้กลายเป็น “บันทึกสงครามและการเอาชีวิตรอด”
หนังไม่ได้มองว่าความงามคือลาภอันประเสริฐเพียงอย่างเดียว แต่นำเสนอในฐานะ “อาวุธ” และ “คำสาป” ผ่านตัวละครราชินีราเวนน่า เนื้อเรื่องพาเราไปสำรวจบาดแผลทางใจของตัวร้ายที่น่าสนใจมาก ว่าทำไมเธอถึงหลงใหลในความงามจนกลายเป็นความคลั่ง ซึ่งมันสะท้อนปัญหาสังคมเรื่องความร่วงโรยตามกาลเวลาได้ดีเยี่ยม เนื้อหาตรงนี้ทำให้หนังมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การสู้กันระหว่างความดีและความชั่ว
ในเวอร์ชันนี้ สโนว์ไวท์ไม่ใช่เจ้าหญิงที่รอให้เจ้าชายมาจุมพิตเพื่อฟื้นจากนิทรา แต่เธอคือ “นักโทษ” ที่แหกคุกออกมาเรียนรู้วิถีชีวิตในโลกที่ล่มสลาย การเดินทางผ่านป่าต้องห้าม (Dark Forest) คือการเปรียบเปรยถึงการก้าวผ่านวัยที่โหดร้าย เนื้อหาเน้นไปที่การสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนลุกขึ้นสู้ ซึ่งเปลี่ยนมู้ดของนิทานให้กลายเป็นหนังปลุกใจได้อย่างน่าทึ่ง
ทีมนักแสดงในเรื่องนี้ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวและน่าสนใจมาก:
Charlize Theron (Ravenna): ต้องบอกว่านี่คือ “แบกหนัง” ทั้งเรื่องอย่างแท้จริง ชาร์ลิซมอบการแสดงที่ทรงพลังและน่าเกรงขามที่สุดเท่าที่เคยมีมารับบทราชินีใจร้าย เธอไม่ได้แค่ร้าย แต่เธอดู “แตกสลาย” และ “น่าหวาดกลัว” ไปพร้อมๆ กัน ทุกครั้งที่เธอออกมาหน้าจอ พลังงานความกดดันมันแผ่ซ่านจนคนดูสัมผัสได้
Kristen Stewart (Snow White): แม้ในช่วงนั้นเธอจะได้รับคำวิจารณ์เรื่องการแสดงหน้านิ่ง แต่ในเรื่องนี้ความ “หม่น” ของเธอกลับเข้ากับโทนหนังอย่างประหลาด เธอถ่ายทอดภาพของหญิงสาวที่ดูอ่อนแอนอกแต่แข็งแกร่งในออกมาได้ดี โดยเฉพาะในฉากที่เธอต้องสวมเกราะออกรบ
Chris Hemsworth (The Huntsman): พรานป่าเอริคในเวอร์ชันนี้คือชายขี้เมาที่สูญเสียศรัทธาในชีวิต คริสใช้เสน่ห์ของความดิบเถื่อนมาทำให้ตัวละครนี้ดูมีเสน่ห์แบบ “ฮีโร่สายดาร์ก” เคมีของเขากับคริสเตนอาจจะไม่ใช่หวือหวาแบบคนรัก แต่มันคือเคมีของเพื่อนร่วมตายที่ดูสมจริง
Sam Claflin (William): แม้บทเจ้าชายจะดูจืดจางไปนิดเมื่อเทียบกับพรานป่า แต่แซมก็นำเสนอภาพของชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์และพยายามไถ่บาปในอดีตได้ตามมาตรฐาน
งานภาพ (Cinematography) คือสิ่งที่ผมอยากก้มกราบทีมงานมากที่สุด เพราะมันคือ “งานศิลปะ” อย่างแท้จริง:
The Dark Forest vs. Sanctuary: หนังทำฉาก Contrast กันได้อย่างสุดยอด ป่าต้องห้ามที่ดูหลอน มีสปอร์ราและพืชรูปร่างประหลาดตัดสลับกับ “แดนสวรรค์” ที่เขียวขจีและมีสิ่งมีชีวิตในตำนานอาศัยอยู่ มันคือการแสดงฝีมือด้าน Visual Effects ที่ล้ำยุคมากในปี 2012
Costume Design: ชุดของราชินีราเวนน่าที่ทำจากขนนกสีดำหรือชุดเกราะที่ดูเหมือนโครงกระดูก คือจุดสูงสุดของคอสตูมในหนังแฟนตาซี มันสื่อถึงอำนาจและความตายที่เธอแบกไว้
โทนสี (Color Grading): หนังเลือกใช้โทนสีหม่น เทา และน้ำเงินเข้ม เพื่อสร้างบรรยากาศของยุคกลางที่แร้นแค้น ทำให้ฉากที่สโนว์ไวท์ใส่ชุดเกราะสีเงินดูเด่นขึ้นมาเป็นความหวังท่ามกลางความมืดมิด
แม้ความเห็นจะแตกออกเป็นสองฝ่าย แต่ในแง่ของความบันเทิงและงานสร้าง ถือว่าสอบผ่านฉลุย:
| แหล่งรีวิว | คะแนน / คำนิยม |
| Rotten Tomatoes | 49% – “งานสร้างระดับเทพแต่บทอาจจะดำเนินเรื่องช้าไปนิด” |
| IMDb | 6.1/10 – “เป็นการตีความเทพนิยายที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด” |
| Metacritic | 57/100 – “Charlize Theron คือหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ควรค่าแก่การดู” |
ถ้าคุณชอบความอลังการแบบ ผมขอแนะนำ:
The Huntsman: Winter’s War: ภาคต่อที่เน้นสงครามราชินีสองพี่น้อง
Maleficent: อีกหนึ่งมุมมองของนางร้ายที่คุณจะเกลียดไม่ลง
Pan’s Labyrinth: เทพนิยายดาร์กสุดขีดสำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะ
สรุปจาก movie24hd:
คือหนังที่พิสูจน์ว่าเทพนิยายไม่ได้มีไว้แค่เด็กดูเท่านั้น ด้วยงานภาพที่วิจิตรบรรจงจนแทบลืมหายใจ และการแสดงระดับออสการ์ของ Charlize Theron ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังดาร์กแฟนตาซีที่ผมหยิบมาดูซ้ำได้บ่อยๆ ใครที่อยากเห็นสโนว์ไวท์สายนักรบ นี่คือหนังที่คุณห้ามพลาดครับ! ร่วมเดินทางเข้าสู่ป่าต้องห้ามและชมรีวิวหนังใหม่ๆ ได้ที่: Website: https://movie24hd.net/