

ความวุ่นวายและความสนุกเริ่มต้นขึ้นเมื่อ คะน้า สาวน้อยผู้คลั่งไคล้ซีรี่ย์เกาหลีเกิดหลงรัก อาจู พระเอกเกาหลีในซีรี่ย์ ชักชวน มะระ พี่สาวที่ฝันอยากศัลยกรรมหน้าใหม่ให้แบ๊วอย่างสาวเกาหลี ตะลุยเกาหลีหวังตามหารักแท้ โดยหารู้ไม่ว่า ชาย เพื่อนสนิทที่ตามไปเกาหลีด้วยนั้น แอบหลงรักเธออยู่ รวมถึง วอน ที่ทำตัวเรียนแบบเกาหลีทุกอย่างเพื่อเอาใจคะน้า และมีความฝันจะได้เป็นนักร้องเกาหลี อันยองฮาเซโยครับเพื่อนๆ! วันนี้ผม Review Movie Content movie24hd ขอสวมวิญญาณโอปป้า พาเพื่อนๆ นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปสู่ยุคที่กระแส “K-Pop” เริ่มบูมจนฉุดไม่อยู่ ยุคที่เพลง Sorry, Sorry ของ Super Junior ดังทั่วบ้านทั่วเมือง และเป็นยุคที่สาวไทยครึ่งประเทศฝันอยากจะมีแฟนเป็นหนุ่มเกาหลี! ใช่ครับ… ผมกำลังพูดถึงภาพยนตร์ไทยรอมคอมสุดน่ารักที่เป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยอย่าง หรือชื่อไทยยาวๆ ว่า “เการัก ที่เกาหลี Sorry ซารังเฮโย”

สวัสดีครับชาว Movie24hd และแฟนคลับช่อง YouTube Malagorman, GreaterThanStudio และ DooaraiD555 ทุกท่าน! วันนี้เราจะมาคุยถึงหนังที่เป็นเหมือน “บันทึกหน้าหนึ่ง” ของประวัติศาสตร์ความคลั่งไคล้เกาหลีในไทย ไม่ใช่แค่หนังรักธรรมดา แต่มันคือ Fan Fiction ที่มีชีวิต! พล็อตเรื่องที่ว่าด้วยสาวไทยธรรมดาๆ ที่จับพลัดจับผลูได้ไปใกล้ชิดกับซูเปอร์สตาร์เกาหลี มันคือพล็อตในฝันที่สาวๆ ทุกคนเคยจินตนาการก่อนนอน แต่พจน์ อานนท์ (ผู้ควบคุมงานสร้าง) และทีมงาน ทำให้มันกลายเป็นภาพยนตร์ที่จับต้องได้ แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 10 ปี แต่เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ยังคงทำงานได้ดี โดยเฉพาะกับคนที่อยากหนีโลกความจริงไปพักใจในโลกสีชมพู
| หัวข้อ | รายละเอียด |
| ชื่อเรื่อง | Sorry Saranghaeyo (เการัก ที่เกาหลี Sorry ซารังเฮโย) |
| ปีที่ฉาย | 2010 |
| แนว (Genre) | Romantic / Comedy / Drama |
| ผู้กำกับ | พจน์ อานนท์ (โปรดิวเซอร์/ดูแลงานสร้าง) |
| นักแสดงนำ | โน มินวู (Noh Min-woo), ฮารุ ยามากูชิ, กาย รัชชานนท์, อาจู (Ajoo) |
| สถานที่ถ่ายทำ | กรุงโซล, เกาะนามิ (เกาหลีใต้) |
| ความยาว | 1 ชั่วโมง 45 นาที |
| ช่องทางรับชม | ดูหนัง Sorry Saranghaeyo เต็มเรื่องที่ Movie24hd |
ยอมรับกันตรงๆ ครับว่าพล็อตของ Sorry Saranghaeyo นั้นเต็มไปด้วยสูตรสำเร็จ (Cliché) แบบละครเกาหลีผสมละครไทย แต่นั่นแหละคือ “จุดแข็ง” ของมัน เพราะมันคือหนังที่สร้างมาเพื่อ Service ความฝันของคนดูโดยเฉพาะ
ตัวละคร คะน้า (รับบทโดย ฮารุ) คือกระจกสะท้อนภาพของสาวก K-Pop ในยุคนั้น เธอคลั่งไคล้ไอดอล ยอมทำทุกอย่างเพื่อจะได้เจอศิลปินที่รัก พล็อตเรื่องเล่นกับความบังเอิญแบบสุดขีด เมื่อเธอต้องมาพัวพันกับ อาจู ไอดอลหนุ่มสุดฮอต และ ชายหนุ่มปริศนา (กาย รัชชานนท์) ที่เข้ามาในชีวิต หนังตั้งคำถามที่น่าสนใจ (แม้จะเล่าแบบเบาสมอง) ว่า… “ระหว่างคนที่เรารัก (ไอดอล) กับคนที่รักเรา (คนธรรมดา) ใครกันแน่ที่คือความสุขจริงๆ?” การเดินทางของคะน้าจึงไม่ใช่แค่การตามกรี๊ดผู้ชาย แต่เป็นการเรียนรู้ความรักในโลกแห่งความเป็นจริง
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีรสชาติแปลกใหม่ คือการผสมผสานความตลกโปกฮาแบบไทยๆ (มุกเจ็บตัว มุกกะเทย มุกตบตี) เข้ากับบรรยากาศโรแมนติกชวนฝันแบบซีรีส์เกาหลี มันเป็นส่วนผสมที่ดูเหมือนจะไม่เข้ากัน แต่กลับกลมกล่อมอย่างประหลาด ช่วงแรกหนังจะพาเราไปฮากับความโก๊ะของนางเอก ก่อนจะค่อยๆ ปรับโหมดเข้าสู่ดราม่ารักสามเส้าในช่วงท้าย ซึ่งทำได้ซึ้งเกินคาด โดยเฉพาะปมเรื่องครอบครัวและความเสียสละ มุมมองวิเคราะห์: หนังเรื่องนี้มาก่อนกาลในแง่ของการนำเสนอ “Soft Power” ของเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว หรือวัฒนธรรมแฟนคลับ ซึ่งในปัจจุบันเรื่องเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติ แต่ในปี 2010 ถือว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากครับ
ถ้าคุณคิดถึงเกาหลี แต่ไม่อยากเสียตังค์ค่าตั๋วเครื่องบิน การดูหนังเรื่องนี้คือทางออกครับ!
หนังเรื่องนี้คือ Vlog ท่องเที่ยว ฉบับภาพยนตร์ ทีมงานยกกองไปถ่ายทำในสถานที่ที่เป็น Signature ของซีรีส์ดังๆ ในยุคนั้นครบถ้วน
เกาะนามิ (Nami Island): ฉากทิวสนที่โด่งดังจาก Winter Love Song ถูกนำมาใช้เป็นฉากโรแมนติกที่สวยงาม
Teddy Bear Museum: พิพิธภัณฑ์หมีเท็ดดี้ (จากซีรีส์ Princess Hours) ถูกนำเสนอออกมาได้น่ารักกุ๊กกิ๊ก
เมียงดง & โซลทาวเวอร์: บรรยากาศการช้อปปิ้งและคล้องกุญแจคู่รัก ได้ฟีลลิ่งเกาหลีแท้ๆ
งานภาพเน้นความสว่างสดใส (High Key) แบบหนังรอมคอม เสื้อผ้าหน้าผมของนักแสดงคือ Fashion 2010 ของแท้ ผ้าพันคอผืนใหญ่ เสื้อโค้ทตัวหนา ทรงผมรากไทร (ของฝ่ายชาย) ดูแล้วมันให้ความรู้สึก Nostalgia (ถวิลหาอดีต) มากๆ ใครที่ทันยุคนั้นดูแล้วต้องอมยิ้มแน่นอน
ไฮไลท์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยังถูกพูดถึง คือเสน่ห์ของนักแสดงครับ
นี่คือแม่เหล็กดึงดูดเบอร์หนึ่ง! โน มินวู ในยุคนั้นคือหล่อเทพบุตรมาก (สมัยยังอยู่ในวง TRAX หรือเพิ่งเริ่มงานแสดง) การที่เขามาเล่นหนังไทยถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์
การแสดง: แม้จะมีกำแพงภาษา แต่สายตาและรอยยิ้มของเขาทำลายล้างมาก เขาเล่นบทหนุ่มเกาหลีมาดเท่ที่ซ่อนความอบอุ่นได้ดีเยี่ยม แค่เห็นหน้าก็คุ้มค่าตั๋วแล้วครับ
ฮารุในยุคนั้นคือตัวแทนของความสดใส (ก่อนจะมาเป็นคุณแม่ลูกดกในปัจจุบัน) เธอเล่นได้ “ล้น” และ “รั่ว” สมบทบาทติ่งตัวแม่ แม้บางฉากอาจจะดู Overacting ไปบ้างตามสไตล์หนังพจน์ อานนท์ แต่ความน่ารักและเป็นธรรมชาติของเธอทำให้เราเกลียดไม่ลง กลับรู้สึกเอ็นดูและเอาใจช่วย
กายรับบทเป็นพระรอง(หรือพระเอก?) ที่ต้องสู้กับโอปป้าเกาหลี เขาถ่ายทอดความรู้สึกของ “ผู้ชายไทยธรรมดาๆ” ที่มีความจริงใจออกมาได้ดี เคมีคู่กัดระหว่างเขากับฮารุ ดูเป็นธรรมชาติและน่ารักกว่าคู่หลักในบางช่วงเสียอีก
ไอดอลตัวจริงมารับบทไอดอลในหนัง (Meta สุดๆ) อาจูมีบุคลิกที่ขี้เล่นและเข้าถึงง่าย ทำให้บทซูเปอร์สตาร์ดูไม่ถือตัวจนเกินไป เป็นสีสันที่ขาดไม่ได้ของเรื่อง
หลายคนอาจถามว่า หนังเก่าขนาดนี้ ดูไปทำไม?
บันทึกยุคสมัย: มันคือ Time Capsule ที่เก็บรวบรวมบรรยากาศยุคเริ่มแรกของ Hallyu Wave ในไทย คุณจะเห็นมือถือปุ่มกด, แฟชั่นยุค 2010, และความบ้าคลั่งที่บริสุทธิ์ของแฟนคลับ
เปรียบเทียบกับ “กวน มึน โฮ”: ในปี 2010 มีหนังไทยไปถ่ายเกาหลี 2 เรื่องดัง คือ กวน มึน โฮ และ เการัก ที่เกาหลี ถ้ากวนมึนโฮคือสายอาร์ต/เรียล เการักฯ คือสายฝัน/แฟนตาซี การดูทั้งสองเรื่องจะทำให้เห็นมุมมองต่อเกาหลีที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ความ Feel Good: ในวันที่โลกเครียดๆ หนังเรื่องนี้คือยาวิเศษที่ไม่ต้องคิดเยอะ ปล่อยใจจอยๆ ไปกับความหล่อของพระเอกและความฮาของนางเอกก็พอ
คะแนนจากนักเขียน: 7.5/10 (แต่ความ Nostalgia ให้ 10/10) อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่บทสมบูรณ์แบบที่สุด หรือมีการแสดงระดับออสการ์ แต่มันคือภาพยนตร์ที่ “จริงใจ” กับความรู้สึกของคนดู มันทำหน้าที่สานฝันให้สาวไทยได้เข้าไปอยู่ในโลกนิทานที่มีเจ้าชายเป็นหนุ่มเกาหลี การกลับมาดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง ไม่ใช่แค่การดูหนัง แต่คือการกลับไปเยี่ยม “ตัวเราเองในอดีต” ช่วงเวลาที่เรามีความสุขกับการกรี๊ดโอปป้าหน้าจอ ช่วงเวลาที่ความรักเป็นเรื่องของจินตนาการที่สวยงาม อย่ารอช้าครับ! เก็บกระเป๋า (ทิพย์) แล้วบินไปเกาหลีกับคะน้าและโอปป้าได้ที่ movie24hd เว็บดูหนังออนไลน์ที่รู้ใจคนรักหนังที่สุด และอย่าลืมติดตามรีวิวหนังมันส์ๆ และคอนเทนต์ย้อนวัยได้ที่ช่องทางพันธมิตรของเรา