

เรื่องราวของ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ (ทอม ฮอลแลนด์) พยายามหลีกหนีจากภาระหน้าที่ของสไปเดอร์แมน ด้วยการเดินทางไปพักผ่อนที่ยุโรปกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน แต่แล้วทริปพักผ่อนของเขาก็ถูกพรากไประหว่างทาง เมื่อ นิค ฟิวรี่ (ซามูเอล แอล แจ็คสัน) ผู้ชอบทำลายช่วงเวลาดี ๆ ของทุกคนด้วยแผนปกป้องโลกของเขาปรากฏตัวออกมาเพื่อจ้างสไปร์ดี้ไปไฝว้กับมอนสเตอร์จากนอกโลกที่บุกมารุกรานแดนยุโรป การผจญภัยครั้งนี้จะสนุกสุดมันส์หรืออลวนจนหัวปั่นขนาดไหนต้องไปพิสูจน์ด้วยตาของคุณเอง

สวัสดีเพื่อนสมาชิก Movie24hd ครับ! ถ้าเปรียบ Homecoming คือการพยายามพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ได้เข้าทีม Far From Home ก็คือการพยายาม “หนี” จากความรับผิดชอบที่ใหญ่เกินตัว หนังเรื่องนี้ทำหน้าที่เป็น Epilogue (บทส่งท้าย) ของ Infinity Saga ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่แค่หนังแอ็คชั่นฮีโร่ แต่มันคือ Teen Comedy ผสม Psychological Thriller ที่ตั้งคำถามสำคัญกับเราว่า “โลกยังต้องการฮีโร่ไหม? และใครกันแน่ที่เราควรไว้ใจ?” วันนี้เราจะมา “ชำแหละ” หนังเรื่องนี้ให้ถึงแก่น โดยไม่เน้นเล่าเรื่องย่อ (เพราะเชื่อว่าทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าน้องไปเที่ยวยุโรปแล้วเจอสัตว์ประหลาด)
บทหนังของ Far From Home มีความฉลาดล้ำลึกในการหยิบจับประเด็นสังคมปัจจุบันมาใส่ในหนังฮีโร่ได้อย่างแนบเนียน
ธีมหลักของเรื่องคือ “Legacy” หรือมรดกตกทอด ทุกมุมถนนในเรื่องเต็มไปด้วยรูปวาดของ Iron Man ทุกคำถามที่นักข่าวถามปีเตอร์คือ “คุณจะมาแทนที่ Iron Man ใช่ไหม?” บทหนังขยี้จุดนี้ได้เจ็บปวดมาก มันทำให้เรารู้สึกถึงความหนักอึ้งบนบ่าของเด็กมัธยมคนหนึ่งที่แค่อยากจะไปจีบสาวที่ปารีส ปีเตอร์ในภาคนี้จึงอยู่ในสภาวะ Imposter Syndrome (โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่งจริง) เขาพยายามผลักไสแว่นตา EDITH (มรดกหมื่นล้าน) ให้คนอื่น เพราะเขามองว่าตัวเองไม่คู่ควร จุดนี้ทำให้ตัวละครดูมีมิติความเป็นมนุษย์สูงมาก ไม่ใช่แค่ฮีโร่ที่เก่งเวอร์มาจากไหน
นี่คือจุดที่ผมชอบที่สุด และคิดว่าแฟนช่อง GreaterThanStudio น่าจะถูกใจ บทหนังเล่นกับคอนเซปต์ของ “Post-Truth Era” (ยุคหลังความจริง) ผ่านตัวร้ายอย่าง Mysterio หนังกำลังบอกเราว่า “คนเรามักจะเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ” และ “ความจริงเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้” ในยุคที่สื่อและเทคโนโลยีสามารถบิดเบือนทุกอย่าง การต่อสู้ของสไปเดอร์แมนในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การต่อยตีทางกายภาพ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อ “แยกแยะความจริง” ออกจากคำโกหก เป็นบทที่เขียนมาได้ทันสมัยและเสียดสีสังคมโซเชียลมีเดียได้อย่างเจ็บแสบ
ผู้กำกับ Jon Watts ยังคงรักษาโทนหนังวัยรุ่น High School ได้ดีเยี่ยม การเปลี่ยนโลเคชั่นจากนิวยอร์ก ไปเป็น เวนิส, ปราก, และลอนดอน ช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ และทำให้หนังไม่จำเจ มุกตลกในเรื่องจังหวะดีมาก (โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของ Ned กับ Betty) เป็นการเบรกอารมณ์ดราม่าได้ถูกจังหวะ
ถ้าพูดถึงงานภาพ Far From Home คือหนึ่งในหนังที่มีฉาก Visual Effects ที่ “สร้างสรรค์ที่สุด” เรื่องหนึ่งในจักรวาล Marvel โดยเฉพาะเมื่อดูผ่านจอความละเอียดสูงที่ Movie24hd.net
นี่คือ Masterpiece ของหนังเรื่องนี้ครับ! ใครที่เป็นแฟนคอมิกส์ดั้งเดิมของ Steve Ditko จะต้องกรีดร้อง ฉากที่ Mysterio ปั่นหัวปีเตอร์ด้วยภาพหลอนซ้อนทับกันไปมา
ความหลอน: มันไม่ใช่แค่ CG สวยๆ แต่มันคือ Psychedelic Horror ย่อมๆ เราเห็น Iron Man ในสภาพซอมบี้พุ่งออกมาจากหลุมศพ, เราเห็น MJ ตกจากที่สูงซ้ำแล้วซ้ำเล่า, เราเห็นปีเตอร์ติดอยู่ในลูกแก้วหิมะ
การเล่าเรื่องด้วยภาพ: ฉากนี้ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ แต่สื่อให้เห็นถึงความกลัวก้นบึ้งหัวใจของปีเตอร์ได้หมดเปลือก ทีมงาน VFX สมควรได้รับรางวัลจากซีนนี้จริงๆ ครับ มันมีความคล้ายกับ Doctor Strange แต่มีความ “จิต” และ “มืดหม่น” กว่า
การออกแบบสัตว์ประหลาดธาตุ (น้ำ, ไฟ, ลม, ดิน) ทำออกมาได้ดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม โดยเฉพาะฉากต่อสู้ที่คลองเวนิสและงานเทศกาลที่ปราก รายละเอียดของน้ำและไฟสมจริงมาก จนทำให้คนดู (และตัวละครในเรื่อง) เชื่อสนิทใจว่าเป็นภัยพิบัติระดับโลกจริงๆ
ภาคนี้เราได้เห็นชุดใหม่ถึง 2 ชุด คือ Stealth Suit (ชุดดำที่ดูเหมือน Night Monkey) และ Upgraded Suit (ชุดแดง-ดำ ที่ปีเตอร์สร้างเอง) ดีไซน์ของชุดแดง-ดำมีความเท่ ทันสมัย และเป็นการสื่อสัญญะว่าปีเตอร์เริ่มจะก้าวออกจากเงาของ Iron Man (ชุดแดง-ทอง) มาเป็นตัวของตัวเองแล้ว
สิ่งที่แบกหนังทั้งเรื่องไว้ นอกจากการดำเนินเรื่องที่สนุก คือพลังของนักแสดงชุดนี้ครับ
ทอม ฮอลแลนด์ ยังคงเป็นสไปเดอร์แมนที่ “น่าเอ็นดูและน่าสงสาร” ที่สุด เขาถ่ายทอดความอึดอัดใจของเด็กวัยรุ่นที่อยากหนีงาน (การกู้โลก) ไปเที่ยวเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ สายตาที่เขามอง MJ (Zendaya) เต็มไปด้วยความประหม่าแบบ Puppy Love ที่ดูแล้วเขินแทน
แต่ในพาร์ทดราม่า ทอมก็ทำได้ดีเยี่ยม ฉากที่เขาร้องไห้กับ Happy (Jon Favreau) บนเครื่องบิน คือฉากที่ปลดล็อคความรู้สึกคนดู ทำให้เรารู้ว่าเขากดดันแค่ไหน
ขอยกตำแหน่ง MVP ให้กับ Jake Gyllenhaal ครับ! เขาคือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับบทนี้
ช่วงแรก: เขาเล่นเป็น “คุณอาผู้แสนดี” (The Cool Uncle) ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ Tony Stark ทิ้งไว้ เขาดูอบอุ่น เข้าอกเข้าใจ และพึ่งพาได้ จนเราเผลอเชื่อใจเขาไปพร้อมกับปีเตอร์
จุดพลิกผัน: เมื่อธาตุแท้เปิดเผย เจคเปลี่ยนโหมดเป็นคนบ้าอำนาจ หลงตัวเอง และมีความเป็นผู้นำลัทธิ (Cult Leader) ได้อย่างน่าขนลุก การแสดงออกทางสีหน้าและน้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันคือการแสดงซ้อนการแสดงที่ยอดเยี่ยมมาก
ในภาคนี้ MJ มีบทบาทมากขึ้น เธอไม่ใช่แค่สาวที่นั่งทำหน้าเบื่อโลกอยู่หลังห้องเรียนอีกต่อไป Zendaya ทำให้ MJ เวอร์ชันนี้มีความฉลาด ช่างสังเกต แต่ก็ยังมีความแปลก (Quirky) และปากแข็ง เคมีระหว่างเธอกับทอม (ซึ่งเป็นแฟนกันในชีวิตจริงด้วย) มันล้นทะลุจอ ทำให้เราอยากเอาใจช่วยคู่รักคู่นี้
เขาคือหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงปีเตอร์กับโทนี่ แฮปปี้ในภาคนี้ไม่ได้มาแค่เป็นตัวตลก แต่มาเป็น Mentor (พี่เลี้ยง) ที่คอยประคองปีเตอร์ การแสดงของเขามีความอบอุ่นและซื่อสัตย์ ทำให้เรารู้สึกว่าโทนี่ สตาร์ค ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวพวกเขาเสมอ
Spider-Man: Far From Home อาจจะไม่ใช่หนังที่ดาร์กหรือเครียดเท่า Endgame แต่มันคือ “จุดพักใจ” ที่จำเป็น และเป็น “บททดสอบ” ที่โหดร้ายสำหรับปีเตอร์ ปาร์คเกอร์
หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:
อย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น: ในโลกมายา เราต้องใช้สติปัญญาไตร่ตรอง
การเป็นตัวเองดีที่สุด: ปีเตอร์ไม่จำเป็นต้องเป็น Iron Man คนต่อไป เขาแค่ต้องเป็น Spider-Man ที่ดีที่สุดในแบบของเขา
ความผิดพลาดคือครู: การที่ปีเตอร์มอบแว่นให้ผิดคน คือบทเรียนราคาแพงที่ทำให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่
สำหรับใครที่ชอบฟังรีวิวแบบเจาะลึก อย่าลืมไปติดตามช่อง Malagorman และ DooaraiD555 เพื่อเก็บตกรายละเอียด Easter Eggs เพิ่มเติมนะครับ แต่ถ้าอยากดูหนังเรื่องนี้แบบชัดๆ เต็มอรรถรส ต้องที่ Movie24hd.net เท่านั้น! คะแนนรีวิวโดย movie24hd: ⭐⭐⭐⭐½ (9/10) หัก 1 คะแนนตรงที่บางมุกอาจจะดูเด็กไปหน่อย แต่โดยรวมคืองานคุณภาพที่ห้ามพลาด