

เวลาผ่านไป 8 ปีต่อมา…เหตุการณ์ใน Civil War “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์” ที่กำลังตื่นเต้นกับการเป็นส่วนหนึ่งของทีมอเวนเจอร์สเฉพาะกิจ (เรียกว่าเด็กฝึกงานก็ไม่ผิด) แต่หลังจากที่ไปอาละวาดใน CivilWar เขาก็พบกับความจริงว่า ตัวเขาเป็นเพียงฮีโร่เด็กน้อย ที่ยังไม่แกร่งพอจะทำภารกิจใหญ่ๆได้ โทนี่ สตาร์คมักจะเฝ้าบอกเสมอว่า “ให้เป็นฮีโร่เพื่อนบ้านที่แสนดี” ไปก่อน โดยเน้นงานเล็กๆน้อยๆ…แต่วันนึง ปีเตอร์ ก็ได้พบกับแก๊งค้าอาวุธของทูมเมอร์สเข้า ทำให้เขาต้องตัดสินใจหยุดชายคนนี้เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้โทนี่ สตาร์คได้เห็นว่าเขาเองก็มีดีพอเหมือนกัน.. แต่ชีวิตวัยเรียนมัธยมของปีเตอร์นั้น ก็มีอุปสรรคในการตัดสินใจ ว่าจะเป็นนักเรียนที่ดี หรือจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ดี…นี่คือบททดสอบ “บทแรก” ในฐานะฮีโร่ของ “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์” ในวัยมัธยมที่ไม่รู้ชะตากรรมว่าในอนาคตเขาอาจจะเป็นหนึ่งในความหวังของทีมอเวนเจอร์รุ่นใหม่ก็เป็นได้…

สวัสดีเพื่อนสมาชิก Movie24hd ครับ! ย้อนกลับไปปี 2017 หลายคนคงตั้งคำถามว่า “เรายังต้องการดูหนัง Spider-Man อีกเหรอ? นี่มันเวอร์ชันที่ 3 ในรอบ 15 ปีแล้วนะ!” แต่คำตอบที่ Marvel Studios และ Sony มอบให้เราคือ… “ใช่! เพราะคุณยังไม่เคยเห็นสไปเดอร์แมนที่เป็น ‘เด็ก’ จริงๆ ต่างหาก” Homecoming ไม่ใช่แค่ชื่อกิมมิคงานโรงเรียน แต่มันคือการประกาศก้องว่า “สไปดี้กลับบ้านมาอยู่กับ Marvel แล้ว” หนังเรื่องนี้ฉลาดมากที่ข้ามฉาก “ลุงเบนตาย” และ “โดนแมงมุมกัด” (ที่เราดูกันจนจำได้ทุกช็อต) ไปเลย แต่เลือกที่จะเล่าเรื่องชีวิตวัยรุ่นที่ว้าวุ่นใจ อยากพิสูจน์ตัวเองให้ “ป๋าโทนี่” (Tony Stark) ยอมรับ
จุดเด่นที่สุดของ Homecoming คือมันไม่ใช่หนังแอ็คชั่นกู้โลก แต่มันคือ High School Movie สไตล์ยุค 80s (แบบ The Breakfast Club หรือ Ferris Bueller’s Day Off)
ในขณะที่ Avengers สู้กับเอเลี่ยนหรือหุ่นยนต์ล้างโลก ศัตรูของปีเตอร์ในเรื่องนี้คือ “โจรขโมยของ” และ “การสอบภาษาสเปน” บทหนังทำให้เราเห็นว่า ปัญหาชีวิตวัยรุ่นอย่างการ “ชวนสาวไปงานพรอม” มันน่าหนักใจพอๆ กับการต่อสู้กับวายร้าย ความเจ๋งคือหนังทำให้สองเรื่องนี้มาบรรจบกันได้อย่างลงตัว สเกลหนังดูเล็ก (Street Level) แต่มันทำให้เราเข้าถึงตัวละครได้ง่ายกว่าเทพเจ้าสายฟ้าหรือเศรษฐีเกราะเหล็ก
ถ้าพูดถึงซีนที่ทำให้โรงหนังเงียบกริบจนได้ยินเสียงแอร์ ต้องยกให้ “ซีนเปิดประตู” ครับ การเปิดเผยว่า Adrian Toomes (The Vulture) คือพ่อของ Liz (สาวที่ปีเตอร์ชอบ) คือการเขียนบทที่อัจฉริยะมาก
มันเปลี่ยนหนังจาก Action Comedy เป็น Psychological Thriller ทันทีในชั่ววินาที
The Car Scene: ฉากนั่งรถไปงานโรงเรียน ที่ปีเตอร์ต้องนั่งหลังรถโดยมีวายร้ายเป็นคนขับ และค่อยๆ ถูกจับได้ทีละนิด… สำหรับผม นี่คือฉากต่อสู้ที่กดดันที่สุดในเรื่อง โดยไม่ต้องมีการชกต่อยกันแม้แต่หมัดเดียว บทสนทนาที่คมคายและการจัดแสงไฟจราจร เขียว-แดง ที่สาดเข้ามาในรถ คือ Masterpiece ของการกำกับครับ
ความสัมพันธ์ระหว่าง Tony Stark กับ Peter Parker คือแกนหลักของเรื่อง ประโยคทองที่โทนี่พูดว่า “If you’re nothing without the suit, then you shouldn’t have it” (ถ้าไม่มีชุดแล้วนายไม่มีน้ำยา นายก็ไม่สมควรใส่ชุดนี้) คือบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่หล่อหลอมให้ปีเตอร์กลายเป็นสไปเดอร์แมนที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เด็กบ้าเห่อของเล่น
ผู้กำกับ Jon Watts เลือกใช้โทนภาพที่แตกต่างจากหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป มันมีความสดใส (Vibrant) แบบหนังวัยรุ่น แต่ก็มีความสมจริงในรายละเอียด
เราคุ้นเคยกับสไปเดอร์แมนที่โหนตึกสูงระฟ้าในแมนฮัตตัน แต่ใน Homecoming ปีเตอร์ปฏิบัติการในย่าน Queens ซึ่งเป็นบ้านจัดสรร ตึกเตี้ยๆ
ฉากที่ปีเตอร์ต้องวิ่งไล่รถตู้ผ่านสนามกอล์ฟ เพราะไม่มีตึกให้เกาะใย เป็นมุกตลกทางภาพที่ฉลาดและบอกเล่าข้อจำกัดของตัวละครได้ดีเยี่ยม
ชุด Homemade: หนังให้ความสำคัญกับชุดผ้ากิ๊กก๊อกที่ปีเตอร์เย็บเองในช่วงท้ายเรื่อง (หลังจากโดนยึดชุดไฮเทค) งานภาพตรงนี้สื่อสารว่า “ฮีโร่ไม่ได้อยู่ที่ชุด แต่อยู่ที่หัวใจ” ได้อย่างทรงพลัง
ชุดของ Vulture ในเวอร์ชันนี้คือที่สุดของการดีไซน์ครับ มันดูดิบ เถื่อน และเป็นเครื่องจักร (Mechanical) ที่เกิดจากการเก็บขยะเทคโนโลยี ต่างจากในคอมิกส์ที่เป็นชุดขนนกเขียวๆ ตลกๆ การที่ปีกของ Vulture กางออกแล้วดูเหมือน “นกแร้ง” จริงๆ บวกกับแสงสีเขียวที่ส่องผ่านดวงตาหน้ากาก สร้างความน่าเกรงขามและน่ากลัวได้ทุกครั้งที่ปรากฏตัว
หนังเรื่องนี้จะไปไม่รอดเลยถ้านักแสดงนำเอาไม่อยู่ และโชคดีที่เราได้นักแสดงระดับท็อปฟอร์มมารวมตัวกัน
ทอม ฮอลแลนด์ คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความเนิร์ดของ Tobey Maguire และความกวนของ Andrew Garfield
ความเด็ก: ทอมทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าเขาคือเด็กอายุ 15 ที่ตื่นเต้นกับทุกเรื่อง พลังงานของเขาล้นเหลือ พูดมาก ขี้อวด (อยากเข้า Avengers) แต่ก็มีความเปราะบาง
ซีนใต้ซากตึก: ฉากที่ปีเตอร์ถูกตึกถล่มทับแล้วร้องไห้ตะโกนขอความช่วยเหลือ… มันคือการแสดงที่สมจริงมาก มันเตือนสติคนดูว่า “เฮ้ย นี่มันแค่เด็กนะ” ก่อนที่เขาจะรวบรวมความกล้าฮึดสู้ขึ้นมาได้เอง
ต้องกราบการแสดงของรุ่นเก๋าอย่าง Michael Keaton (อดีต Batman) เขาทำให้ Vulture เป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ดีที่สุดใน MCU
เขาไม่ใช่ตัวร้ายที่อยากครองโลก แต่เขาคือ “คนงาน” ที่แค้นระบบทุนนิยม (Tony Stark) และทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงครอบครัว
สายตาของเขาในฉากที่คุยกับปีเตอร์ มันเย็นชาและคุกคามโดยไม่ต้องตะคอก มันคือความน่ากลัวของผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาเยอะและพร้อมจะขยี้เด็กเมื่อไหร่ก็ได้
การมีอยู่ของ Ned (เพื่อนซี้สายซัพพอร์ต) คือสีสันใหม่ที่สไปเดอร์แมนเวอร์ชันก่อนๆ ไม่มี Jacob เล่นได้เป็นธรรมชาติมาก เป็นตัวแทนของคนดูที่ตื่นเต้นกับการมีเพื่อนเป็นฮีโร่ และประโยค “I’m the guy in the chair” ก็กลายเป็นมีมตำนานไปแล้ว
Spider-Man: Homecoming คือการพิสูจน์ว่า Marvel และ Sony คิดถูกที่เลือกเส้นทางนี้ หนังไม่ได้ขายแค่ฉากแอ็คชั่น (ซึ่งจริงๆ ฉากเรือข้ามฟาก Ferry Scene ก็ทำได้ลุ้นระทึกดี) แต่ขาย “หัวใจ” และ “พัฒนาการ”
หนังเรื่องนี้สอนปีเตอร์ (และคนดู) ว่า:
ความอดทน: อย่ารีบโต เป็นเด็กให้สนุกก่อน
ความรับผิดชอบ: การเป็นฮีโร่เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว (Friendly Neighborhood)
ตัวตน: อย่าให้สิ่งของภายนอกมากำหนดคุณค่าในตัวเรา
สำหรับแฟนๆ ช่อง GreaterThanStudio ที่ชอบวิเคราะห์โครงสร้างบท หนังเรื่องนี้คือตัวอย่างของการทำ Origin Story แบบที่ไม่ต้องเล่า Origin ที่ยอดเยี่ยมครับ และถ้าใครอยากดูความชัดระดับ HD เพื่อเก็บรายละเอียด Easter Eggs ในห้องปีเตอร์ ต้องมาดูที่ movie24hd.net ครับ คะแนนรีวิวโดย Movie24hd: ⭐⭐⭐⭐⭐ (9/10) สนุก สดใส และจริงใจ เป็นรากฐานที่มั่นคงให้ไตรภาคนี้อย่างแท้จริง