

เป็นเวลากว่า 3 ปี ที่ชาน นายตำรวจใหญ่ และลูกทีมของเขาคอยจับตาความเป็นไปของโป หัวหน้าแก๊งค์มาเฟีย ที่เชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารโหดพยานรายหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานที่สามารถเอาผิด และจับตัวมาลงโทษตามกฏหมายได้ นอกจากคดีที่ยังปิดไม่ลงแล้วชานยังต้องพบกับปัญหาส่วนตัว นั่นคืออาการทางสมอง ที่เกิดจากการต่อสู้จับกุมคนร้าย ทำให้เขามีโอกาสที่จะปฎิบัติหน้าที่อีกเพียงไม่นาน พอดีกับการก้าวเข้ามาแทนที่ในทีมของ หม่า นายตำรวจนอกพื้นที่ เพียงเพื่อพบว่าทีมกำลังเข้าขั้นวิกฤติ นั่นยิ่งทำให้เขาอยากที่จะจับกุมตัวคนร้ายให้ได้ ด้วยหลักฐานชิ้นเดียวที่อยู่ในมือ ซึ่งมันอาจทำให้หัวหน้าแก๊งค์มาเฟียรายใหญ่ต้องสูญเสียอิสรภาพไปตลอดกาล เพียงแต่มันอาจไม่ง่ายอย่างที่เขาคิด!

ชื่อเรื่อง SPL ย่อมาจากคำว่า Sha Po Lang (ดาวสามดวงในคติจีน: เจ็ดอสูร, ทลายทัพ, โลภะ) ซึ่งสื่อถึงการทำลายล้างและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หนังเรื่องนี้ไม่ได้มาเพื่อเล่นๆ แต่มันมาเพื่อปฏิวัติวงการหนังแอ็กชันด้วยความ “ดิบ” และ “สมจริง” ในยุคที่หนังสายสลิงกำลังจะเสื่อมถอยไป
เนื้อหาของ SPL ไม่ได้เดินตามสูตรสำเร็จของหนังตำรวจจับผู้ร้ายที่จบลงด้วยชัยชนะของความดี แต่มันตั้งคำถามกับเราว่า “เพื่อที่จะจับปีศาจ เราจำเป็นต้องกลายเป็นปีศาจด้วยหรือไม่?”
ความขัดแย้งของกฎหมายและศีลธรรม: เราเห็นตัวละคร สารวัตรฉาน (เซินจินหง) ตำรวจที่กำลังจะเกษียณและป่วยเป็นมะเร็ง เขาทำทุกอย่างแม้กระทั่ง “ปลอมหลักฐาน” เพื่อจะลากตัว หว่องโป (หงจินเป่า) มาเฟียผู้มีอิทธิพลเข้าคุกให้ได้
โชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: หนังใช้บรรยากาศที่อึดอัด บีบคั้น และเต็มไปด้วยความสูญเสีย ทุกการกระทำของตัวละครนำไปสู่บทสรุปที่คาดไม่ถึงและทิ้งความหน่วงไว้ในใจคนดูอย่างมหาศาล
Donnie Yen (ดอนนี่ เยน) ในบท หม่ากวน: นี่คือหนึ่งในบทบาทที่เท่ที่สุดของเขา ดอนนี่ถ่ายทอดอารมณ์ของตำรวจหนุ่มที่มีทิฐิ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ เขาดูเหมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะปะทุทุกเมื่อ และการแสดงออกทางสีหน้าของเขาในฉากสุดท้ายนั้นทรงพลังมาก
Sammo Hung (หงจินเป่า) ในบท หว่องโป: ลืมภาพคุณลุงใจดีไปได้เลย เพราะหงจินเป่าในเรื่องนี้คือ “ปีศาจ” ในร่างมนุษย์ เขานิ่ง สุขุม แต่แฝงไปด้วยความอำมหิต ทุกย่างก้าวของเขาน่าเกรงขาม และเขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ร่างกายจะเจ้าเนื้อแต่ความเร็วและความดุดันของเขานั้นหาตัวจับยาก
Wu Jing (อู๋จิง) ในบท มือสังหารชุดขาว: แม้จะมีบทพูดไม่กี่คำ แต่เขากลายเป็นไอคอนของหนังเรื่องนี้ไปทันที ด้วยลีลาการควงมีดสั้นที่รวดเร็วปานสายฟ้าและความเยือกเย็นในสายตา ทำให้เขากลายเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับดอนนี่ เยน มากที่สุด
ฉากดวลมีด vs กระบอง (The Alleyway Fight): นี่คือฉากที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก! ฉากที่ดอนนี่ เยน ปะทะกับ อู๋จิง ในตรอกแคบๆ มีรายงานว่าเป็นการ “ด้นสด” (Improvise) คิวบู๊บางส่วนเพื่อให้ได้ความสมจริง ผลลัพธ์ที่ได้คือความเร็วที่กล้องแทบจะจับไม่ทัน และเสียงกระแทกที่ทำให้คนดูรู้สึกเจ็บแทน
MMA ในหนังแอ็กชัน: ดอนนี่ เยน นำเอาศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (Mixed Martial Arts) เข้ามาใช้ในหนังเรื่องนี้เป็นยุคแรกๆ เราจะได้เห็นท่าทุ่ม ท่าล็อก (Grappling) ที่ดูสมจริงและรุนแรง ซึ่งต่างจากหนังฮ่องกงยุคเก่าที่เน้นรำกังฟูสวยงาม
| เว็บไซต์ | คะแนน / คำนิยม |
| IMDB | 7.0/10 (แฟนหนังบู๊ทั่วโลกยกย่องว่าเป็นหนังขึ้นหิ้ง) |
| Rotten Tomatoes | Audience Score 81% (คนดูส่วนใหญ่ทึ่งในคิวบู๊ที่ดุดัน) |
มุมมองจาก movie24hd: SPL ไม่ใช่แค่หนังที่ดูเอามันส์ แต่มันคืองานศิลปะที่พูดถึงความเป็นมนุษย์ ความพ่ายแพ้ และราคาที่ต้องจ่ายให้กับความแค้น เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมทั้งในแง่ของแอ็กชันและบทดราม่าครับ
Flash Point (2007): อีกหนึ่งโปรเจกต์ของ Wilson Yip และ Donnie Yen ที่เน้น MMA แบบจัดเต็ม
Special ID (2013): หนังตำรวจสายลับที่เน้นการต่อสู้แบบดิบๆ
SPL II (2015): ภาคต่อที่ขยายสเกลความมันส์ไปถึงคุกในเมืองไทย
SPL: Kill Zone (2005) คือหมุดหมายสำคัญที่ทำให้หนังบู๊ฮ่องกงกลับมายิ่งใหญ่ มันคือการรวมตัวของนักแสดงระดับตำนานในบทบาทที่ลึกซึ้ง งานภาพที่หม่นสวยงาม และคิวบู๊ที่เปลี่ยนโลกใบเดิมไปตลอดกาล หากคุณเรียกตัวเองว่าเป็นแฟนหนังแอ็กชัน แต่ยังไม่เคยดูเรื่องนี้ ถือว่าคุณยังมาไม่ถึงจุดสูงสุดของวงการครับ! movie24hd