

เป็นเวลาถึง 8 ปีแล้วที่แบทแมนหายตัวไปในยามค่ำคืน พลิกจากมาดฮีโร่กลายเป็นผู้หลบหนีอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่เข้าใจว่ายอมรับผิดในการตายของอัยการเขตฮาร์วีย์ เดนท์ อัศวินรัตติกาลยอมสละทุกสิ่ง เพื่อสิ่งที่เขาและผู้บัญชาการกอร์ดอนต่างหวังว่าจะดียิ่งขึ้น ระหว่างที่มีการโกหกนี้อาชญากรที่ก่อเหตุในเมืองก็อธแธมถูกปราบปรามภายใต้กฏหมายป้องกันอาชญากรรมเดนท์แอ็ค แต่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีแมวขโมยเจ้าเล่ห์เผยโฉมพร้อมกับปฏิบัติการลับ ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือไม่ว่าเบนจะมีวิวัฒนาการขนาดไหน วายร้ายที่สวมหน้ากากไว้ก็มีแผนการป่วนก็อธแธม ซึ่งบีบให้บรูซต้องออกจากการปลีกตัว แต่ถึงแม้เบนจะกลับสวมผ้าคลุมและหน้ากากอีกครั้ง กลับดูเหมือนเขาไม่เหมาะกับการเป็นแบทแมนอีกต่อไป

สวัสดีเพื่อนสมาชิก Movie24hd ครับ! การทำภาคต่อของ The Dark Knight (2008) เป็นงานหินที่สุดในโลกภาพยนตร์ เพราะ Heath Ledger ได้สร้างมาตรฐานไว้สูงจนเพดานแทบทะลุ แต่ Christopher Nolan เลือกที่จะไม่แข่งกับตัวเองในแง่จิตวิทยาความบ้าคลั่งแบบ Joker แต่เขาเลือกที่จะขยายสเกลไปสู่ “สงคราม” และ “ความเจ็บปวดทางกายภาพ” แทน The Dark Knight Rises ไม่ใช่แค่หนังฮีโร่ปราบผู้ร้าย แต่มันคือหนัง Epic War Drama ที่ว่าด้วยเรื่องของการปฏิวัติ การเมือง และจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ต้องตกต่ำถึงขีดสุดก่อนจะพบแสงสว่าง
บทหนังของภาคนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง A Tale of Two Cities ของ Charles Dickens ผสมกับเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส มันจึงเต็มไปด้วยความขลังและความยิ่งใหญ่
หนังเปิดเรื่องมาด้วยสภาพของ Bruce Wayne ที่ “พัง” ยับเยิน ทั้งกายและใจ เวลา 8 ปีที่ผ่านไปไม่ได้ช่วยเยียวยา แต่กลับทำให้เขาจมดิ่ง บทหนังนำเสนอให้เห็นว่า “แบทแมนไม่ใช่สิ่งอมตะ” เขามีเข่าที่เสื่อม มีกระดูกที่หัก และมีจิตใจที่ว่างเปล่า การที่เขาต้องกลับมาสวมหน้ากากอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความเท่ แต่เพราะ “ความจำเป็น” และ “ความตาย” ที่เขาถวิลหา
หลายคนเอา Bane ไปเทียบกับ Joker ซึ่งผมมองว่าเทียบกันไม่ได้ครับ เพราะ Joker คือความวุ่นวายทางจิตใจ (Chaos) แต่ Bane คือ “จุดจบทางกายภาพ” (Reckoning) บทหนังสร้าง Bane ให้เป็นนักปฏิวัติที่มีอุดมการณ์บิดเบี้ยว เขาไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการ “ปลดปล่อย” ก็อตแธมด้วยการทำลายโครงสร้างสังคม การยึดตลาดหุ้น การระเบิดสะพาน และการขังตำรวจไว้ใต้ดิน คือสัญลักษณ์ของ Anarchy (อนาธิปไตย) ที่น่ากลัวและจับต้องได้จริง
ซีนที่ทรงพลังที่สุดในเรื่องไม่ใช่ฉากสู้กันในเมือง แต่คือฉากใน “คุกหลุมนรก” ครับ ปรัชญาเรื่อง “Why do we fall?” (เราล้มเพื่ออะไร?) ถูกนำมาขยี้บทสรุปที่นี่ การที่บรูซต้องปีนขึ้นจากหลุมโดย “ไม่ใช้เชือกเซฟตี้” คือการสอนเรื่อง Fear (ความกลัว) ได้ดีที่สุด บทหนังบอกเราว่า ความกลัวไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่ความกลัวตายต่างหากที่เป็นแรงผลักดันให้เรามีชีวิตรอด นี่คือหัวใจของคำว่า “Rises” (ผงาด) อย่างแท้จริง
ถ้า The Dark Knight คือหนังฟิล์มนัวร์ยามค่ำคืน The Dark Knight Rises คือหนังสงครามกลางแสงแดดจ้าที่เปิดเผยความโหดร้ายให้เห็นกันชัดๆ
Nolan ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ฟิล์ม 70mm มากกว่าชั่วโมง! เมื่อคุณดูในระบบ HD บน Movie24hd.net คุณจะเห็นความแตกต่างชัดเจน
ฉากปล้นเครื่องบิน (Prologue): เปิดเรื่องมาก็อ้าปากค้างแล้วครับ การถ่ายทำจริงบนเวหาโดยไม่ใช้ CGI พร่ำเพรื่อ ทำให้เรารู้สึกถึงแรงลม ความสูง และความบ้าบิ่นของตัวละคร Bane
ฉากระเบิดสนามอเมริกันฟุตบอล: นี่คือฉากที่แสดงให้เห็นถึงสเกลความวินาศสันตะโรที่สวยงามและน่ากลัว การเห็นพื้นสนามยุบตัวลงไปทีละนิด มันคือ Visual Storytelling ที่บอกว่า “รากฐานของเมืองนี้กำลังจะพังทลาย”
Hans Zimmer กลับมาพร้อมกับเสียงสวด “Deshi Basara” (แปลว่า เขาผงาดขึ้น – He Rises) เสียงกลองที่รัวกระหน่ำและเสียงตะโกนของผู้คนนับพัน สร้างความรู้สึกฮึกเหิมและกดดันไปพร้อมกัน มันเป็นดนตรีที่กระตุ้นอะดรีนาลีนคนดูให้พุ่งพล่านตลอด 2 ชั่วโมงกว่า
ภาคนี้รวมนักแสดงระดับออสการ์ไว้เพียบ และทุกคนทำหน้าที่ได้สมศักดิ์ศรีบทสรุป
เบลทุ่มเทสุดตัวในการเล่นเป็นคนแก่สภาพโรยรา ฉากที่เขาเดินขากะเผลก หรือฉากที่เขาตะคอกใส่ Alfred ด้วยความดื้อรั้น มันทำให้เราเห็นด้านที่ “มนุษย์” ที่สุดของแบทแมน และฉากที่เขาอยู่ในคุก การแสดงออกทางสายตาที่เปลี่ยนจากความสิ้นหวัง เป็นความมุ่งมั่น คือพัฒนาการตัวละครที่ยอดเยี่ยม
ต้องขอชื่นชม ทอม ฮาร์ดี้ ครับ การที่ต้องใส่หน้ากากปิดปากตลอดเวลา ทำให้เขาเหลือแค่ “ดวงตา” และ “เสียง” ในการแสดง
ดวงตา: แววตาของเบนมีความนิ่ง สุขุม แต่โหดเหี้ยม (ตอนที่พูดว่า “Do you feel in charge?” แล้วเอามือแตะไหล่ Daggett สายตานั้นคือที่สุด)
เสียง: แม้เสียงจะฟังยากในบางช่วง แต่มันมีความเป็น Opera เป็นการดัดเสียงที่ดูมีอำนาจและเย้ยหยันโลก
ภาษากาย: ท่ายืนจับปกเสื้อกั๊ก หรือท่าเดินที่ดูอุ้ยอ้ายแต่มั่นคง ทำให้เขาดูเหมือนขุนศึกที่ไม่มีใครล้มได้
เธอคือเซอร์ไพรส์ที่น่ายินดีที่สุดครับ! ลบคำสบประมาทได้หมดจด แคทวูแมนเวอร์ชันนี้ดูสมจริง มีเสน่ห์แบบอันตราย และฉลาดเป็นกรด เธอเล่นบท “ตีสองหน้า” ได้เนียนกริบ (ฉากที่กรีดร้องเรียกตำรวจแล้วเปลี่ยนสีหน้าทันทีที่ตำรวจหันไปทางอื่น คือ Masterclass ของการแสดง) เคมีของเธอกับเบลเข้ากันได้ดีมาก ทั้งในแง่คู่ปรับและคู่รัก
เตรียมทิชชู่ไว้เลยครับ… ไมเคิล เคน ในภาคนี้มีบทไม่เยอะ แต่ทุกฉากคือ “ระเบิดอารมณ์” ฉากที่เขาร้องไห้หน้าหลุมศพ… ถ้าคุณดูแล้วไม่รู้สึกจุกในอก คุณอาจจะต้องเช็คหัวใจตัวเองดูใหม่ครับ เขาคือหัวใจของตระกูล Wayne อย่างแท้จริง
The Dark Knight Rises อาจจะมีช่องโหว่ของบทบ้าง (เช่น ตำรวจที่ลงไปอยู่ในท่อระบายน้ำเป็นเดือนๆ แล้วตัวยังสะอาด) แต่ถ้ามองข้ามจุดเล็กน้อยเหล่านี้ไป นี่คือหนังที่มอบ “ความรู้สึก” (Emotion) ให้กับคนดูได้อย่างมหาศาล
มันสอนเราว่า:
การล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดา: แต่การลุกขึ้นมาสู้ใหม่ต่างหากคือเรื่องยิ่งใหญ่
ฮีโร่อยู่ในตัวทุกคน: ไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากาก แค่เอาเสื้อคลุมไหล่ให้เด็กที่หนาวสั่น คุณก็เป็นฮีโร่ได้แล้ว
การปล่อยวาง: ตอนจบของเรื่องคือการปลดปล่อย Bruce Wayne จากความเจ็บปวด เพื่อให้เขาได้ใช้ชีวิตจริงๆ เสียที
สำหรับแฟนๆ GreaterThanStudio และ Malagorman ที่ต้องการเสพงานศิลปะภาพยนตร์ชั้นครู หนังเรื่องนี้คือห้องเรียนที่คุณต้องเข้าเรียนครับ และที่สำคัญ Movie24hd.net พร้อมให้คุณรับชมความคมชัดระดับตำนานนี้ได้ทันที คะแนนรีวิวโดย movie24hd: ⭐⭐⭐⭐⭐ (9.5/10) แม้จะไม่สมบูรณ์แบบเท่าภาคสองในแง่ความคมคาย แต่ในแง่อารมณ์และความยิ่งใหญ่ นี่คือฉากจบที่แบทแมนสมควรได้รับ