

อินโดจีน พ.ศ. 2488 ขณะที่ชาวฝรั่งเศสถูกคุกคามโดยทั้งกองทัพญี่ปุ่นและกลุ่มกบฏเวียดนาม โรเบิร์ต ทาสเซน พลทหารผู้ยังคงนึกถึงโศกนาฏกรรมซึ่งเขาเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว จึงออกเดินทางเพื่อค้นหาวอบิ่งห์เยน ผู้ลึกลับและโหดร้าย หนึ่งในผู้นำการกบฏ
หากคุณกำลังมองหาหนังสงครามที่สาดกระสุนกันโครมครามแบบฮอลลีวูด เรื่องนี้อาจไม่ใช่คำตอบครับ แต่ถ้าคุณมองหาหนังที่ขุดลึกลงไปในบาดแผลของมนุษย์ ความแค้นที่กัดกินจิตใจ และบรรยากาศที่อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกท่ามกลางป่าดิบชื้นของเวียดนาม เตรียมตัวอ่านรีวิวเจาะลึก 2,000 คำนี้ได้เลยที่ movie24hd.net ครับ!

ใน To the Ends of the World, เนื้อหาไม่ได้มุ่งเน้นที่ชัยชนะหรือแพ้ในเชิงกลยุทธ์การรบ แต่มันคือการสำรวจสภาวะจิตใจของทหารหนุ่มที่รอดตายจากเหตุการณ์สังหารหมู่ในปี 1945 ที่อินโดจีน (เวียดนามในปัจจุบัน)
บทภาพยนตร์เรื่องนี้มีความเป็นบทกวีที่มืดหม่น (Dark Poetic) มากครับ หนังนำเสนอภาพของทหารฝรั่งเศสที่หลงทางอยู่ในเขาวงกตของป่าและอุดมการณ์ ความน่าสนใจของภาคนี้คือการเปรียบเทียบระหว่าง “สงครามภายนอก” (การรบกับเวียดมินห์) และ “สงครามภายใน” (การต่อสู้กับความทรงจำอันเลวร้าย) หนังเล่าเรื่องผ่านความเงียบและการสังเกตการณ์ มากกว่าการอธิบายด้วยคำพูด เราจะเห็นตัวละครหลักที่หมกมุ่นอยู่กับการตามล่าล้างแค้นชายที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมครอบครัวของเขา แต่ยิ่งเขาถลำลึกเข้าไปในป่าลึกมากเท่าไหร่ เขากลับยิ่งสูญเสียตัวตนและความเป็นมนุษย์ไปมากเท่านั้น หนังตั้งคำถามที่เจ็บปวดว่า “เมื่อสงครามสิ้นสุดลง แล้วคนที่ถูกทำลายไปแล้วจะเหลืออะไร?”
ผู้กำกับ Guillaume Nicloux และผู้กำกับภาพทำผลงานออกมาได้ “น่าทึ่ง” จนแทบจะหยุดหายใจ งานภาพในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่มันคือ “ตัวละคร” ตัวหนึ่งเลยทีเดียวครับ
งานภาพ (Cinematography) ใช้แสงธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้เรารู้สึกถึงความร้อนชื้นของป่าเวียดนาม ความเขียวขจีที่ดูเหมือนจะโอบกอดแต่กลับซ่อนอันตรายไว้ทุกย่างก้าว แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ดูเหมือนประกายแห่งความหวังที่ริบหรี่ ในขณะที่ฉากกลางคืนถูกถ่ายทอดออกมาด้วยความมืดมิดที่กดดัน การใช้มุมกล้องแบบ Long Take ในบางฉากช่วยดึงคนดูให้เข้าไปอยู่ในสภาวะหลอนประสาทพร้อมกับตัวละคร เราจะได้ยินเสียงแมลง เสียงน้ำไหล และเสียงกระซิบของป่าที่ทำหน้าที่เป็นดนตรีประกอบที่ทรงพลังที่สุด ใครที่ชอบเสพงานภาพแนวสุนทรียศาสตร์ของความทุกข์ทน รับรองว่าดูผ่าน movie24hd.net คุณจะได้รับอรรถรสแบบเต็มพิกัดครับ
นี่คือหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดและน่าจดจำที่สุดของ Gaspard ผู้ล่วงลับ เขาถ่ายทอดบททหารที่ “ตายไปแล้วข้างใน” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แววตาที่ว่างเปล่าสลับกับความคุ้มคลั่งในบางจังหวะทำให้เราขนลุก เขาไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ แต่การขยับร่างกายและความนิ่งเฉยของเขาสื่อสารความเจ็บปวดออกมาได้อย่างมหาศาล
การได้เห็นรุ่นใหญ่อย่าง Gérard Depardieu มารับบทนักเขียน/ผู้สังเกตการณ์ ช่วยเพิ่มมิติความขลังให้กับเรื่องนี้ได้ดีมาก เขาเป็นเหมือนเสียงแห่งเหตุผลที่พยายามดึงตัวเอกกลับมาจากหุบเหว ส่วน Guillaume Gouix ในบทเพื่อนทหารก็แสดงให้เห็นถึงความดิบเถื่อนและความอ่อนแอของมนุษย์ที่ถูกบีบด้วยสถานการณ์สงครามได้อย่างดีเยี่ยม
เธอคือ “แสงสว่าง” เพียงหนึ่งเดียวในเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นทางออกของตัวเอก แต่ในขณะเดียวกันเธอก็คือกระจกสะท้อนความแปลกแยกของคนสองสัญชาติ การแสดงของเธอมีความนุ่มนวลแต่แข็งแกร่งอย่างน่าอัศจรรย์
แม้จะเป็นหนังที่มีจังหวะเนิบช้า (Slow Burn) แต่ความคมคายของมันทำให้ได้รับคำชมอย่างมาก:
The Hollywood Reporter: “To the Ends of the World คือหนังที่กล้าหาญในการนำเสนอภาพความโหดร้ายของสงครามในมุมที่ต่างออกไป มันงดงามและน่าสยดสยองในเวลาเดียวกัน”
IMDb: คะแนนเกาะกลุ่มอยู่ที่ 6.3/10 (ซึ่งเป็นปกติของหนังสาย Art House ที่เน้นอารมณ์มากกว่าแอ็คชั่น)
Rotten Tomatoes: ฝั่งนักวิจารณ์ชื่นชมการถ่ายภาพและการแสดงของ Gaspard Ulliel เป็นอย่างมาก โดยให้คะแนนในส่วนของงานสร้างที่ไร้ที่ติ
เพื่อรำลึกถึง Gaspard Ulliel: หากคุณเป็นแฟนคลับเขา นี่คือหนังที่โชว์ศักยภาพการแสดงขั้นสูงสุดของเขา
เสพงานภาพระดับรางวัล: ทุกเฟรมภาพคือบทกวีที่คัดสรรมาอย่างดี เหมาะสำหรับคนรักการถ่ายภาพ
ทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองมนุษย์: หนังให้ภาพของสงครามอินโดจีนที่ดูจริงจังและไม่พยายามทำให้ใครเป็นฮีโร่
ถ้าคุณชอบความหม่นและความงามในป่าลึกแบบนี้ ลองดูเรื่องเหล่านี้ต่อที่ movie24hd.net:
Apocalypse Now (1979): ต้นฉบับหนังสงครามที่ลงลึกไปถึงก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์
The Thin Red Line (1998): งานภาพกวีสงครามที่ตั้งคำถามกับธรรมชาติ
Platoon (1986): ความขัดแย้งระหว่างทหารในสมรภูมิเวียดนามที่สมจริง
To the Ends of the World (2018) คือภาพยนตร์ที่พาเราเดินทางไปจนถึงขอบเขตสุดท้ายของจิตใจมนุษย์ มันไม่ได้ให้คำตอบว่าสงครามคืออะไร แต่มันแสดงให้เห็นว่า “สงครามหลงเหลืออะไรไว้ในตัวเราบ้าง” ด้วยงานภาพที่วิจิตรบรรจงและการแสดงที่เข้าถึงจิตวิญญาณ หนังเรื่องนี้จึงเป็นงานศิลปะที่ควรค่าแก่การรับชมสักครั้งในชีวิต