

อุโมงค์ที่สร้างไว้อย่างหละหลวมเกิดถล่มลงมา ชายคนหนึ่งจึงติดอยู่ในรถโดยมีเพียงน้ำ 2 ขวดและเค้กวันเกิดลูกสาวเป็นตัวช่วยให้ชีวิตรอด
ลองจินตนาการดูนะครับ… คุณกำลังขับรถกลับบ้านเพื่อไปฉลองวันเกิดลูกสาว ขับผ่านอุโมงค์ที่คุณใช้สัญจรอยู่ทุกวัน แต่วินาทีถัดมา “ครืนนน!” ทุกอย่างมืดมิด คุณถูกฝังทั้งเป็นอยู่ใต้ภูเขาหินนับล้านตัน พร้อมกับน้ำเปล่า 2 ขวด และเค้ก 1 ก้อน… คุณจะทำอย่างไร?นี่คือสถานการณ์สุดบีบหัวใจในภาพยนตร์เรื่อง “Tunnel (2016) อุโมงค์มรณะ” หนังหายนะ (Disaster Movie) ที่ไม่ได้มีสัตว์ประหลาดหรือเอเลี่ยน แต่มีความน่ากลัวที่เรียกว่า “ความสะเพร่าของมนุษย์” และ “ระบบราชการที่ล้มเหลว” วันนี้ผมจะมารีวิวเจาะลึกแบบถึงพริกถึงขิง วิเคราะห์งานภาพ การแสดง และสัญญะที่ซ่อนอยู่ รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะมองการขับรถเข้าอุโมงค์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป! และแน่นอนว่าคุณสามารถลุ้นระทึกไปกับหนังเรื่องนี้ได้ที่ https://movie24hd.net/ ครับ

Tunnel ผลงานการกำกับของ Kim Seong-hun (ผู้กำกับ Kingdom ซีรีส์ซอมบี้ชื่อดัง) ไม่ใช่แค่หนังเอาตัวรอดธรรมดา แต่มันคือ Black Comedy หรือตลกร้ายที่เสียดสีสังคมเกาหลี (และอาจรวมถึงที่อื่นๆ ในโลก) ได้อย่างแสบสันต์ หนังเรื่องนี้ทำให้เราตั้งคำถามว่า “ชีวิตของคนหนึ่งคน มีค่าเท่ากับเงินงบประมาณเท่าไหร่?” และ “เราจะฝากชีวิตไว้กับรัฐได้จริงหรือ?”สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจกว่าหนังฮอลลีวูด คือความ “เรียล” ครับ มันไม่มีฮีโร่เหาะมาช่วย มีแต่คนธรรมดาที่ต้องสู้ยิบตา และเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ต้องงัดข้อกับเบื้องบนที่ห่วงแต่หน้าตาตัวเอง
ชื่อเรื่อง: Tunnel (อุโมงค์มรณะ)
ปีที่ฉาย: 2016
แนว: Drama, Survival, Thriller
ผู้กำกับ: Kim Seong-hun
นักแสดงนำ: Ha Jung-woo, Bae Doona, Oh Dal-su
ความยาว: 2 ชั่วโมง 6 นาที
ช่องทางรับชม: Movie24HD
หลายคนอาจคิดว่าหนังติดในอุโมงค์ต้องเครียดจนปวดหัวตลอด 2 ชั่วโมง แต่เปล่าเลยครับ Tunnel ฉลาดมากในการบาลานซ์อารมณ์
ตัวเอก Lee Jung-soo (รับบทโดย Ha Jung-woo) ติดอยู่ในรถที่ถูกหินทับขยับตัวแทบไม่ได้ หนังพาเราไปดูวิธีบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัด (น้ำ, แบตเตอรี่โทรศัพท์, เค้ก) ซึ่งทำออกมาได้สมจริงและลุ้นตามทุกวินาที
จุดที่น่าสนใจ: การปรากฏตัวของตัวละครลับ “น้องหมาปั๊ก” (Tang-i) ที่เข้ามาแย่งซีนและสร้างสถานการณ์ทั้งฮาและน่าโมโห มันสะท้อนให้เห็นว่าในวินาทีเฉียดตาย แม้แต่หมาตัวหนึ่งก็เป็นเพื่อน (หรือศัตรู) ที่สำคัญที่สุดได้
นี่คือหัวใจหลักของเรื่องครับ หนังแบ่งโลกออกเป็น 2 ฝั่งชัดเจน:
ในอุโมงค์: ความมืด ความเงียบ ความหวังที่ริบหรี่ แต่มีความเป็นมนุษย์เต็มเปี่ยม
นอกอุโมงค์: ความวุ่นวาย แสงแฟลชกล้องถ่ายรูป นักข่าวที่หิวโหยยอดวิว นักการเมืองที่มาเพื่อถ่ายรูปโปรโมท (คุ้นๆ ไหมครับ?)
หนังวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชนที่ไร้จรรยาบรรณ การสัมภาษณ์สดคนกำลังจะตายเพียงเพื่อเรตติ้ง หรือการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างสถิติโลก (เจาะอุโมงค์) มากกว่าชีวิตคน ตรงนี้ดูแล้ว “จุก” ครับ เพราะมันสะท้อนเหตุการณ์จริงในหลายๆ ประเทศ
เมื่อเวลาผ่านไป ความหวังเริ่มเลือนลาง สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า “เราควรหยุดกู้ภัยไหม?” เพราะมันใช้งบประมาณมหาศาล และทำให้การก่อสร้างอุโมงค์เฟส 2 ล่าช้า หนังบีบให้คนดูต้องคิดตามว่า ถ้าเป็นญาติเรา เราจะยอมแพ้ไหม? และสังคมมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินว่าใครควรอยู่หรือตายเพื่อ “ผลประโยชน์ส่วนรวม”
หนังเรื่องนี้พึ่งพาพลังของนักแสดงหลัก 3 คนอย่างมหาศาล และพวกเขาทำหน้าที่ได้ระดับ Masterpiece ครับ
Ha Jung-woo (จาก Along with the Gods) คือเดอะแบกของจริงครับ เขาต้องแสดงคนเดียวในที่แคบๆ กว่า 70% ของเรื่อง
การแสดงออกทางสีหน้า: เขาทำให้เราเห็นพัฒนาการจาก “คนตกใจ” เป็น “คนมีความหวัง” และกลายเป็น “คนสิ้นหวัง” ได้ผ่านแค่แววตาและลมหายใจ
บทพูดคนเดียว: การบ่นกับตัวเอง หรือคุยกับหมา ดูเป็นธรรมชาติมาก ไม่ดูประดิดประดอย ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังแอบดูเหตุการณ์จริงผ่านกล้องวงจรปิด
Bae Doona (จาก Kingdom, Sense8) มอบการแสดงที่ “น้อยแต่มาก” (Subtle but impactful) เธอไม่ได้ฟูมฟายเล่นใหญ่รัชดาลัยตลอดเวลา แต่เธอแสดงความเข้มแข็งของผู้หญิงที่ต้องเป็นหลักยึดให้กับสามี
ฉากวิทยุ: ฉากที่เธอต้องจัดรายการวิทยุเพื่อพูดกับสามี (โดยไม่รู้ว่าเขาได้ยินไหม) เป็นฉากที่เรียกน้ำตาได้ดีที่สุดฉากหนึ่ง มันเต็มไปด้วยความรัก ความเจ็บปวด และความพยายามที่จะไม่ร้องไห้เพื่อให้สามีสบายใจ
นี่คือตัวละครที่เป็น “ความหวังของมนุษยชาติ” ในเรื่องครับ Oh Dal-su เล่นเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยคนเดียวที่ดู “ปกติ” ที่สุดในระบบที่บิดเบี้ยว เขาจริงใจ ทุ่มเท และกล้าที่จะด่ากราดใส่พวกนักการเมืองแทนคนดู การแสดงของเขาทำให้หนังมีหัวใจและไม่หดหู่จนเกินไป
ผู้กำกับภาพเก่งมากในการใช้แสงจำกัด (แสงไฟฉาย, แสงหน้าจอมือถือ, แสงไฟหน้ารถ) เพื่อสร้างมิติในพื้นที่แคบๆ เราจะรู้สึกอึดอัดตามตัวละคร แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นรายละเอียดอารมณ์ชัดเจน
ในอุโมงค์: โทนสีเทา ดำ ฝุ่นคลุ้ง สื่อถึงความตายและความนิ่ง
นอกอุโมงค์: โทนสีขาวโพลน (หิมะ) แสงแดดจ้า สื่อถึงความหนาวเหน็บของจิตใจคนภายนอก และความวุ่นวายที่ว่างเปล่า
แนะนำให้ใส่หูฟังหรือดูผ่านระบบเสียงดีๆ ครับ เพราะเสียงในเรื่องนี้สำคัญมาก เสียงหินลั่นเปรี้ยะๆ เสียงน้ำหยด หรือเสียงลมหายใจของพระเอก มันสร้างความระทึกได้ดีกว่าดนตรีประกอบเสียอีก มันทำให้เรารู้สึก “ไม่ปลอดภัย” ตลอดเวลา
Tunnel (2016) ไม่ใช่แค่หนังดูเอามันส์ แต่มันคือหนังที่ “กระตุกต่อมสำนึก”
มันบอกเราว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้กับทุกคน
มันเตือนเราว่า อย่าไว้ใจโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างโดยการโกงกิน
และสุดท้าย มันยืนยันว่า “ความหวัง” และ “กำลังใจ” คือสิ่งเดียวที่จะพาเราผ่านความมืดมิดไปได้
หากคุณชอบหนังแนว The Terror Live หรือ Cast Away แต่ต้องการความดราม่าและเสียดสีสังคมสไตล์เกาหลี เรื่องนี้คือ A Must Watch ที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ
คะแนนรีวิวจาก Movie24HD:
ความระทึก: 9/10
เนื้อเรื่อง/บท: 9.5/10 (บทดีมาก เสียดสีเจ็บ)
การแสดง: 10/10 (Ha Jung-woo คือที่สุด)
งานภาพ: 8.5/10
อย่ารอช้าครับ! มาร่วมลุ้นไปกับปฏิบัติการกู้ภัยที่ยาวนานที่สุด และดูว่าเขาจะรอดออกมาเห็นแสงตะวันอีกครั้งหรือไม่ 👉 คลิกเพื่อดูหนัง Tunnel (2016) อุโมงค์มรณะ แบบเต็มเรื่อง คมชัด ฟรี! ที่ Movie24HD