

นักเขียนระดับตำนานเกย์ ทาลีสขอกระชากหน้ากากเจ้าของโมเต็ลผู้แอบถ้ำมองแขกที่เข้าพักมานานนับสิบปี แต่เรื่องราวที่ชวนตะลึกนี้กลับต้องกลายเป็นข่าวฉาวโฉ่เสียเอง พร้อมหรือยังที่จะก้าวเข้าสู่โลกแห่งความลับ ที่เส้นแบ่งระหว่าง “ความอยากรู้อยากเห็น” กับ “อาชญากรรม” บางเบาจนแทบมองไม่เห็น? วันนี้ผม Review Movie Content movie24hd จะพาเพื่อนๆ ไปเปิดโปงเรื่องจริงที่อื้อฉาวที่สุดในวงการวารสารศาสตร์ กับภาพยนตร์สารคดี Netflix Original ที่เขย่าขวัญยิ่งกว่าหนังระทึกขวัญแต่งเรื่องใดๆ กับ “Voyeur” (2017) หรือชื่อไทยสั้นๆ ได้ใจความว่าเรื่องนี้ไม่ใช่หนังโป๊ ไม่ใช่หนังเกรดบี แต่มันคือการประชันหน้ากันระหว่าง Gay Talese นักข่าวระดับตำนานผู้ยิ่งใหญ่ กับ Gerald Foos เจ้าของโรงแรมที่แอบดูแขกมีเพศสัมพันธ์มานานกว่า 30 ปี! ใครที่ชอบเรื่องราวแนวจิตวิทยา การสืบสวนหาความจริง และความดำมืดของจิตใจมนุษย์ ห้ามเลื่อนผ่านรีวิวนี้เด็ดขาดครับ เพราะสิ่งที่คุณจะได้รู้ต่อไปนี้ จะทำให้คุณไม่กล้าเข้าพักโรงแรมเกรดต่ำอีกเลย…

สวัสดีครับเพื่อนสมาชิก Movie24hd และแฟนคลับจากช่อง YouTube Malagorman, GreaterThanStudio และ DooaraiD555 ทุกท่าน! วันนี้เราจะมาเปลี่ยนรสชาติจากหนัง Fiction มาสู่ Documentary (สารคดี) ที่ระทึกใจยิ่งกว่านิยาย เพราะ “ความจริงมันแปลกกว่าเรื่องแต่ง” เสมอ เล่าเรื่องราวของ Gerald Foos ชายผู้ซื้อโมเทลแห่งหนึ่งในโคโลราโด เพื่อทำการติดตั้ง “เพดานปลอม” ไว้สำหรับแอบดูแขกที่มาพักโดยเฉพาะ เขาทำแบบนั้นมานานหลายทศวรรษ จดบันทึกทุกอย่างที่เห็น และวันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจส่งจดหมายไปหา Gay Talese นักเขียนชื่อดัง เพื่อให้มาเขียนเรื่องราวของเขา ประเด็นคือ… นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตาลุงโรคจิต แต่มันเป็นเรื่องของ “จรรยาบรรณ” และ “อีโก้” ของนักเขียน ที่ยอมปิดปากเงียบเรื่องอาชญากรรมนี้มา 30 ปี เพื่อรอวันจะได้ตีพิมพ์หนังสือระดับ Masterpiece แต่มันจะคุ้มค่าหรือ? เมื่อความจริงที่เขาได้รับ อาจจะเป็นคำโกหกคำโต!
| หัวข้อ | รายละเอียด |
| ชื่อเรื่อง | Voyeur (ถ้ำมอง) |
| ปีที่ฉาย | 2017 |
| ประเภท | Documentary / Crime / Biography |
| ผู้กำกับ | Myles Kane, Josh Koury |
| บุคคลในเรื่อง | Gay Talese, Gerald Foos |
| ความยาว | 1 ชั่วโมง 36 นาที |
| ช่องทางรับชม | ดูหนังสารคดี Voyeur เต็มเรื่องที่ Movie24hd |
ความยอดเยี่ยมของสารคดีเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่การโชว์ฉากแอบดู (ใครหวังมาดูฉากวับๆ แวมๆ อาจจะผิดหวังนะครับ) แต่อยู่ที่การ “ชำแหละสันดานมนุษย์” ผ่านตัวละครหลักสองคนที่มีอีโก้สูงเสียดฟ้าพอกัน
หนังตั้งคำถามที่รุนแรงมากกับ Gay Talese (เกย์ ทาเลีส) เขาคือนักเขียนระดับตำนาน บิดาแห่ง New Journalism ผู้มักจะสวมสูทหรูตลอดเวลา การที่เขารู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 1980 แต่ไม่แจ้งตำรวจ ไม่ห้ามปราม แถมยังไปร่วมแอบดูด้วยในบางครั้ง เพียงเพราะต้องการ “วัตถุดิบ” มาเขียนหนังสือ มันทำให้เขากลายเป็นอาชญากรไปด้วยหรือไม่? หนังพาเราไปดูความพยายามของ Talese ที่จะปกป้องงานเขียนของตัวเอง โดยอ้างว่าเขาคือนักสังเกตการณ์ที่ไม่แทรกแซง แต่มันฟังดูย้อนแย้งและน่าขนลุกเมื่อสิ่งที่เขาเพิกเฉยคือการละเมิดสิทธิขั้นรุนแรง และอาจรวมถึงการฆาตกรรม!
จุดพีคที่สุดของหนังคือช่วงครึ่งหลัง เมื่อหนังสือของ Talese ใกล้วางแผง แล้วความจริงบางอย่างถูกเปิดเผยโดยผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checker) ว่าบันทึกของ Gerald Foos (เจอรัลด์ ฟูส) อาจจะเชื่อถือไม่ได้! เราจะได้เห็นปฏิกิริยาของนักข่าวระดับโลกที่ “หน้าแตก” และพยายามแถสีข้างถลอกเพื่อกู้หน้าตัวเอง ในขณะที่ตัว Foos เองก็พยายามบิดเบือนความจริงเพื่อเรียกร้องความสนใจ มันกลายเป็นเกมจิตวิทยาที่คนดูต้องตัดสินเองว่า “ใครกันแน่ที่โรคจิตกว่ากัน?” ระหว่างคนแอบดู กับคนที่หากินกับคนแอบดู บทวิเคราะห์: สารคดีเรื่องนี้เหมือนกระจกเงาสามด้าน ด้านหนึ่งสะท้อนความวิปริตของ Foos ด้านหนึ่งสะท้อนความทะเยอทะยานที่ไร้ศีลธรรมของ Talese และอีกด้านสะท้อน “เรา” ในฐานะคนดู ที่ก็กำลังนั่งดูเรื่องราวชาวบ้านผ่านหน้าจอเหมือนกัน (Voyeurismception!)
แม้จะเป็นสารคดี แต่ทีมงานสร้างทำออกมาได้ Cinematic มากๆ ครับ ให้ความรู้สึกเหมือนดูหนังฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ผสมกับหนังสยองขวัญยุค 70s
เนื่องจากเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในอดีตและไม่มีฟุตเทจจริง หนังจึงใช้วิธีสร้าง “โมเดลจำลอง” ของโมเทล Manor House ขึ้นมา แล้วใช้มุมกล้องถ่ายเจาะเข้าไปในห้องต่างๆ เหมือนเราเป็นยักษ์ที่กำลังมองดูมนุษย์ตัวเล็กๆเทคนิคนี้ฉลาดมากครับ มันสื่อถึงมุมมองของ Gerald Foos ที่มองว่าตัวเองเป็น “พระเจ้า” ผู้เฝ้ามองชีวิตสัตว์โลก และยังให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก น่าอึดอัด เหมือนกำลังดูบ้านผีสิง มากกว่าดูโรงแรม
หนังตัดสลับระหว่างภาพลักษณ์อันหรูหราของ Talese ในนิวยอร์ก กับความสกปรก รกรุงรังในบ้านของ Foos ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ฉากสัมภาษณ์: การจับภาพใบหน้า (Close-up) ของทั้งสองคนในเวลาที่จนมุมหรือโกหก ทำออกมาได้ทรงพลัง เราจะเห็นแววตาที่ลอกแลก หรือรอยยิ้มที่ฝืนธรรมชาติ ชัดเจนระดับ 4K
ในสารคดีไม่มีนักแสดง มีแต่คนจริง ซึ่งคาแรคเตอร์ของทั้งคู่จัดจ้านยิ่งกว่าตัวละครในนิยายเสียอีก
Foos คือภาพสะท้อนของคนที่ต้องการการยอมรับอย่างรุนแรง เขาเรียกตัวเองว่า “นักวิจัยทางเพศ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำต่ำช้าของตัวเอง เขาดูภูมิใจมากเมื่อเล่าถึงเทคนิคการแอบดู แต่ลึกๆ แล้วเขาคือชายแก่ขี้เหงาที่จมปลักอยู่กับอดีต การได้เห็นเขาพยายามปั่นหัวนักข่าวระดับโลก เป็นอะไรที่ทั้งน่าหมั่นไส้และน่าสมเพชในเวลาเดียวกัน
Talese คือไฮไลท์ของเรื่อง เขามาพร้อมชุดสูทสั่งตัดแบบเนี้ยบกริบทุกฉาก (แม้แต่ตอนลงไปห้องใต้ดิน) บุคลิกของเขาคือความมั่นใจและหยิ่งทระนง (Arrogance) แต่เมื่อความน่าเชื่อถือของเขาถูกสั่นคลอน เราจะได้เห็นเปลือกนอกที่ค่อยๆ กะเทาะออกมา ฉากที่เขาโวยวายใส่ทีมงาน หรือฉากที่เขาพยายามแก้ตัวเรื่องไทม์ไลน์ที่ไม่ตรงกัน ทำให้เราเห็นว่า “อีโก้ของนักเขียน” นั้นน่ากลัวไม่แพ้ความหมกมุ่นของคนถ้ำมองเลย
Voyeur ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ใส่คนดูและวงการสื่อมวลชน:
ความจริง vs ความทรงจำ: เราจะเชื่อบันทึกในอดีตได้แค่ไหน? คนเรามักจะแต่งเติมเรื่องราวเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นเสมอ
จรรยาบรรณสื่อ: เส้นแบ่งระหว่าง “การรายงานข่าว” กับ “การเพิกเฉยต่ออาชญากรรม” อยู่ตรงไหน? การที่ Talese รู้เห็นการฆาตกรรม (ตามคำอ้างของ Foos) แต่ไม่แจ้งตำรวจเพื่อรอเขียนหนังสือ เป็นสิ่งที่ให้อภัยได้หรือไม่?
Privacy is Dead: เรื่องนี้ตอกย้ำว่า ในพื้นที่ส่วนตัวที่สุดของเรา อาจจะมีสายตาของใครบางคนจับจ้องอยู่เสมอ (ในยุคนี้อาจจะไม่ใช่เพดาน แต่เป็นกล้องแอบถ่าย หรือข้อมูลในมือถือ)
คะแนนจากนักเขียน: 8.5/10 ไม่ใช่สารคดีที่จะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นหัวใจ แต่มันจะทำให้คุณ “ตาสว่าง” ในเรื่องของความน่าเชื่อถือและศีลธรรม มันคือการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่ง Gerald Foos อาจจะเป็นคนโรคจิตที่แอบดูคนอื่น แต่ Gay Talese คือคนที่ทำให้เรารู้ว่า บางครั้งคนที่ถือปากกาและสวมสูทดูดี ก็อาจจะมีความดำมืดซ่อนอยู่ไม่แพ้กัน… และสุดท้าย เราทุกคนต่างก็เป็น “Voyeur” ที่กำลังจ้องมองชีวิตพวกเขาผ่านหน้าจอนี่แหละครับถ้าคุณพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่น่าอึดอัด และบทเรียนราคาแพงของนักข่าวระดับโลก คลิกเข้าไปดู Voyeur ได้เลยที่ movie24hd แล้วคุณจะมองเพดานห้องนอนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!