

เรื่องราวว่าด้วยการเผชิญหน้าของสองอารยธรรมอันแตกต่าง ระหว่างฝ่ายพันธมิตรและอนารยชน เมื่อ เผ่าพันธุ์ออร์ค ผู้รักสันติและวิถีธรรมชาติ ถูกล่อลวงหวังใช้ประโยชน์จาก Sargeras จอมปีศาจผู้หวังทำลายล้างเผ่าพันธุ์ที่ขัดขืนต่อการครอบงำจากพลังชั่วร้ายอย่าง เผ่าพันธุ์มนุษย์ใน Azeroth ที่แฝงไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์จากทวยเทพ การปะทะของกองทัพ The Horde กับ Azeroth จึงเริ่มขึ้น ฝ่ายมนุษย์ก็ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ขณะที่ฝ่ายออร์คก็ต้องฟาดฟัน เพื่อหนีพ้นจากการกดขี่… แต่ไม่ว่าจุดจบของเรื่องราวในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร บอกได้อย่างเดียวว่า นี่อาจเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป… แต่ที่แน่ๆ แค่ตัวอย่างแรกที่ปล่อยออกมาสั้นๆ เพียง 16 วินาที ก็อาจทำเอาใครหลายคนเผลอหลุดเข้าไปในโลกของ Warcraft ได้อย่างง่ายๆ เพราะไม่ว่าจะบรรยากาศบ้านเมือง หรือฉากการปะทะกันของทั้งสองเผ่าพันธุ์ ก็เรียกได้ว่า “น่าตื้นเต้น ถึงรสถึงขิง” จนอาจทำเอาใครหลายคนอดใจรอแทบไม่ไหวกันได้!!!

การรีวิวหนังเรื่อง Warcraft ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนี่คือหนังที่แบกความคาดหวังของแฟนเกมระดับโลกเอาไว้มหาศาล แต่สิ่งที่ Duncan Jones ทำออกมานั้นไม่ใช่แค่การเอาใจแฟนคลับเพียงอย่างเดียว เขายังพยายามสร้างโลกแฟนตาซีที่มี “เนื้อหนัง” และ “อารมณ์” ของตัวละครที่จับต้องได้จริง
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในบทภาพยนตร์ของ Warcraft คือการที่มัน ไม่ยอมให้มีฝั่งไหนเป็นผู้ร้าย 100% หนังแบ่งน้ำหนักให้เราเห็นใจทั้งฝั่งมนุษย์ (Alliance) ที่ต้องปกป้องบ้านเกิด และฝั่งออร์ค (Horde) ที่กำลังจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์และต้องการที่อยู่ใหม่
มุมมองของ Durotan (ออร์ค): เราได้เห็นความอ่อนโยนภายใต้ร่างกายที่กำยำ ความเป็นพ่อ และความจงรักภักดีต่อเผ่าพันธุ์ ซึ่งมันทำให้เราลืมภาพจำว่าออร์คคือสัตว์ประหลาดดุร้ายไปเลย
มุมมองของ Anduin Lothar (มนุษย์): เขาไม่ใช่ฮีโร่ที่ไร้ที่ติ แต่เป็นแม่ทัพที่สูญเสีย เป็นพ่อที่เจ็บปวด และเป็นคนที่ต้องแบกภาระอันหนักอึ้งไว้บนบ่า
การดำเนินเรื่องอาจจะดูรวดเร็วไปนิดสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเกมมาก่อน เพราะหนังพยายามยัดเยียดภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของโลก Azeroth เข้ามาเยอะมาก แต่สำหรับคนที่ชอบงานแนว High Fantasy นี่คืออาหารสมองชั้นเลิศที่เคี้ยวสนุกและเข้มข้น
ถ้าจะพูดถึงจุดที่ Warcraft ชนะขาดลอย คือเรื่อง CGI และ Motion Capture ครับ งานสร้างโดย Industrial Light & Magic (ILM) ทำให้ตัวละครออร์คดูมีชีวิตชีวาอย่างไม่น่าเชื่อ
รายละเอียด: คุณสามารถเห็นรูขุมขน รอยแผลเป็น และความชื้นในดวงตาของออร์คได้ชัดเจนมาก การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเวลาที่พวกเขาขยับร่างกายมันดู “หนัก” และ “จริง” จนทำให้ตัวแสดงที่เป็นมนุษย์บางคนดูจืดชืดไปเลย
เวทมนตร์ (Magic): นี่คือหนังที่ทำ “เอฟเฟกต์เวทมนตร์” ออกมาได้สวยงามและดูมีพลังที่สุดเรื่องหนึ่ง แสงของมานา (Mana) และการร่ายคาถาของ Khadgar หรือ Medivh มันดูขลังและน่าเกรงขาม ไม่ใช่แค่แสงสีวูบวาบธรรมดา
Toby Kebbell (รับบท Durotan): นี่คือ MVP ของเรื่องเลยครับ แม้เราจะเห็นแต่หน้าออร์ค แต่ Toby ส่งผ่านอารมณ์ผ่านแววตาและการหายใจได้ลึกซึ้งมาก เขาทำให้เรารู้สึกว่า Durotan คือหัวหน้าเผ่าที่แบกโลกไว้จริงๆ
Travis Fimmel (รับบท Lothar): เขาพกเสน่ห์ความกวนและความดุดันมาจากซีรีส์ Vikings ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ Lothar ดูเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีความโกรธ และความเศร้า
Paula Patton (รับบท Garona): ตัวละครครึ่งออร์คที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองโลก เธอทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมทางอารมณ์ของหนังได้ดี แม้เมคอัพตัวเขียวของเธอจะดูโดดเด่นกว่าใคร แต่การแสดงออกถึงความโดดเดี่ยวของเธอนั้นกินใจมาก
| แหล่งที่มา | คะแนน / ความเห็น |
| IMDB | 6.7/10 (คะแนนค่อนข้างดีในกลุ่มคนดูทั่วไป ชื่นชมงานภาพและโลกที่สร้างได้อลังการ) |
| Rotten Tomatoes | 29% (Critics) / 76% (Audience) |
มุมมองจาก movie24hd: สังเกตได้ว่า “ช่องว่าง” ระหว่างนักวิจารณ์กับคนดูนั้นห่างกันมาก นักวิจารณ์อาจมองว่าบทหนังมันซับซ้อนและเข้าใจยากไปหน่อย แต่สำหรับ “คนดู” และ “เกมเมอร์” นี่คือจดหมายรักที่สร้างออกมาได้สมเกียรติที่สุดเรื่องหนึ่งครับ
ถ้าคุณอินกับบรรยากาศสงครามแฟนตาซีแบบ Warcraft ต้องไม่พลาดเรื่องเหล่านี้:
The Lord of the Rings Trilogy: ที่สุดของงานมหากาพย์แฟนตาซีระดับตำนาน
The Hobbit Series: การผจญภัยในโลกเดิมที่เพิ่มความแฟนตาซีและตัวละครที่หลากหลาย
DOTA: Dragon’s Blood (Netflix): แอนิเมชันจากเกมที่มีเนื้อหาเข้มข้นไม่แพ้กัน
คือภาพยนตร์ที่พิสูจน์ว่า “หนังจากเกม” สามารถทำออกมาให้ดูจริงจังและเปี่ยมไปด้วยคุณภาพได้ แม้ว่าบทจะมีความแน่นจนบางคนตามไม่ทัน แต่งานภาพระดับ Masterpiece และการแสดงที่เน้นอารมณ์ของตัวละครออร์ค ก็เพียงพอที่จะทำให้หนังเรื่องนี้ขึ้นแท่นหนังแฟนตาซีที่ “ต้องดูสักครั้งในชีวิต” movie24hd