

หลังจากปรากฏการณ์ไฟดับทั่วโลก มนุษยชาติสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับเดอะ บีเทิลส์ นักดนตรีไส้แห้งจึงถือโอกาสเล่นเพลงของวงดังซึ่งมีแต่เขาที่จำได้จนกลายเป็นกระแส
นี่คือโจทย์ของภาพยนตร์เรื่อง “Yesterday (2019)” ภาพยนตร์โรแมนติก-คอมเมดี้-มิวสิคัล ที่เกิดจากการร่วมมือกันของสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการบันเทิงอังกฤษ คือผู้กำกับ Danny Boyle (จาก Slumdog Millionaire) และมือเขียนบท Richard Curtis (จาก About Time, Love Actually) วันนี้ผมจะพาไปรีวิวเจาะลึกทุกอารมณ์เพลงและความรู้สึก รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะอยากฮัมเพลงตามและคลิกเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ที่ https://movie24hd.net/ ทันทีเลยครับ!

Yesterday ไม่ใช่หนังชีวประวัติวงสี่เต่าทอง แต่เป็นหนังที่ใช้เพลงของพวกเขาเป็น “ตัวละครหลัก” ในการขับเคลื่อนเรื่องราว เรื่องราวของ Jack Malik (รับบทโดย Himesh Patel) นักดนตรีไส้แห้งที่กำลังจะถอดใจจากความฝัน แต่ดันประสบอุบัติเหตุในช่วงที่ไฟดับทั่วโลก พอตื่นขึ้นมาเขากลับพบว่า เขาเป็นคนเดียวที่ร้องเพลงของ The Beatles ได้ และโลกใบนี้ไม่เคยมี John, Paul, George, และ Ringo ความน่าสนใจมันอยู่ที่ว่า “บทเพลงระดับตำนาน” เมื่อมาอยู่ในยุค 2019 มันจะยัง “ขลัง” อยู่ไหม? และความสำเร็จที่ได้มาจากการ “ขโมย” ผลงานคนอื่น (ที่ไม่มีตัวตน) จะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงหรือเปล่า?
ชื่อเรื่อง: Yesterday (เยสเตอร์เดย์)
ปีที่ฉาย: 2019
แนว: Comedy, Fantasy, Music, Romance
ผู้กำกับ: Danny Boyle
ผู้เขียนบท: Richard Curtis
นักแสดงนำ: Himesh Patel, Lily James, Ed Sheeran, Kate McKinnon
ความยาว: 1 ชั่วโมง 56 นาที
ช่องทางรับชม: Movie24HD
สิ่งแรกที่ต้องชมคือ “High Concept” หรือไอเดียตั้งต้นของหนังครับ มันแข็งแรงมาก การลบ The Beatles ออกจากประวัติศาสตร์โลก ไม่ใช่แค่ลบเพลง แต่คือการตั้งคำถามถึง “อิทธิพล” ของพวกเขาที่มีต่อวัฒนธรรม pop culture (รวมถึงสิ่งอื่นๆ ที่หายไปพร้อมกันอย่าง โค้ก, บุหรี่ หรือแม้แต่ Harry Potter!?)
หนังเล่นกับความรู้สึกผิดของพระเอกได้ดีครับ Jack Malik ไม่ใช่คนเลว เขาแค่อยากให้โลกได้ยินเพลงที่สวยงามเหล่านี้ แต่ยิ่งเขาดังมากเท่าไหร่ เขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็น “ตัวปลอม” มากขึ้นเท่านั้น หนังถ่ายทอดความกดดันนี้ผ่านเนื้อเพลงที่เขาเลือกมาร้อง เช่นเพลง Help! ที่เขาร้องออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจจริงๆ ไม่ใช่แค่การโชว์พลังเสียง แต่มันคือการร้องขอความช่วยเหลือจากสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ตามสไตล์ของ Richard Curtis (เจ้าพ่อหนังรักอังกฤษ) หนังไม่ได้มีแค่เรื่องเพลง แต่มีเส้นเรื่องความรักระหว่าง Jack กับ Ellie (รับบทโดย Lily James) ผู้จัดการส่วนตัวที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก
ประเด็น Friend Zone ถูกนำมาขยี้ได้น่ารักและหน่วงหัวใจ
หนังตั้งคำถามคลาสสิก: คุณจะเลือกอะไร ระหว่างการเป็นราชาเพลงป๊อปที่โดดเดี่ยว หรือครูสอนดนตรีธรรมดาที่มีคนรักอยู่ข้างกาย? แม้พล็อตส่วนนี้อาจจะดูสูตรสำเร็จ (Cliché) ไปบ้าง แต่มันคือสูตรที่ “อร่อย” และกลมกล่อมเมื่อทานคู่กับเพลงของ The Beatles ครับ
หนังมีการจิกกัดอุตสาหกรรมดนตรีสมัยใหม่ผ่านตัวละครผู้จัดการ Debra (Kate McKinnon) และ Ed Sheeran (ที่มาเล่นเป็นตัวเอง) ได้อย่างเจ็บแสบ เช่น การพยายามเปลี่ยนชื่อเพลง Hey Jude เป็น Hey Dude เพื่อให้เข้าถึงวัยรุ่น หรือการมองศิลปินเป็นแค่ “ผลิตภัณฑ์” ที่ต้องทำกำไร ประเด็นนี้ทำให้หนังดูทันสมัยและสมจริงขึ้นครับ
หนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้นักแสดงเบอร์ใหญ่ที่สุดมาเป็นพระเอก แต่นั่นคือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครับ
Himesh คือตัวแทนของ “คนธรรมดา” (Everyman) ที่จับต้องได้ เขาไม่ได้หล่อเหลาแบบพระเอกฮอลลีวูด แต่เขามีเสน่ห์ในความซื่อและความรักดนตรี
เสียงร้อง: ไฮไลท์สำคัญคือ Himesh ร้องเพลงและเล่นดนตรีเองสดๆ ในกองถ่าย (Live Recording) ไม่ได้เข้าห้องอัดแล้วมาลิปซิงค์ทีหลัง ทำให้เสียงที่ออกมามีความ “ดิบ” และ “จริงใจ” เราสัมผัสได้ถึงความประหม่าและความสุขของเขาในทุกคอร์ดที่กดลงไป
Lily James คือ “หัวใจ” ของหนังเรื่องนี้ครับ รอยยิ้มและแววตาของเธอทำให้เราเชื่อสนิทใจว่าเธอรัก Jack มาตลอด (แม้พระเอกเราจะบื้อไม่รู้ตัวก็ตาม)
เธอเป็นตัวละครที่คอยดึงสติพระเอก และเป็นตัวแทนของความสุขที่เรียบง่าย เคมีของทั้งคู่ดูเป็นธรรมชาติเหมือนเพื่อนที่สนิทกันมานานจริงๆ ทำให้คนดูลุ้นตามว่าจะลงเอยกันเมื่อไหร่
ถ้าหนังเรื่องนี้หวานเกินไป Kate McKinnon คือ “มะนาว” ที่มาตัดเลี่ยนครับ เธอเล่นเป็นผู้จัดการค่ายเพลงที่หน้าเงิน ไร้หัวใจ และพูดจาขวานผ่าซาก การแสดงแบบ Over-acting นิดๆ ของเธอสร้างสีสันและความฮาได้ทุกฉากที่ออกมา
การที่ Ed Sheeran มาเล่นเป็นตัวเองและยอมให้หนัง “แกง” ตัวเอง (เช่นฉากที่ยอมรับว่าเพลงตัวเองสู้เพลง The Beatles ไม่ได้เลย) แสดงให้เห็นถึงสปิริตและความน่ารักของเขาครับ เขาเป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกความจริงกับโลกแฟนตาซีในหนังได้ดีเยี่ยม
ปกติเราจะคุ้นเคยกับ Danny Boyle ในหนังตัดต่อฉับไว บ้าพลัง (Trainspotting, 28 Days Later) แต่ใน Yesterday เขาปรับโหมดมาเป็นความละมุน แต่ยังคงลายเซ็นความเก๋ไก๋เอาไว้
Boyle ใช้เทคนิคการขึ้นตัวอักษรบนจอ (On-screen text) เพื่อบอกสถานที่และเวลาที่ดูทันสมัย มุมกล้องมีความหลากหลาย ตั้งแต่ภาพกว้างที่เห็นคอนเสิร์ตคนดูเป็นแสน ไปจนถึงมุมกล้อง Handheld ที่ตามติดชีวิตพระเอก ทำให้หนังดูไม่น่าเบื่อ
นี่คือจุดที่เสี่ยงที่สุด แต่หนังทำได้ดีครับ เพลงถูกเรียบเรียงใหม่ในสไตล์ Acoustic Pop ที่ทันสมัยขึ้น แต่ยังคงจิตวิญญาณเดิม
ฉากประทับใจ: ฉากที่ Jack ร้องเพลง Yesterday ให้เพื่อนๆ ฟังครั้งแรก แล้วทุกคนอึ้งเงียบกริบ หรือฉากที่เขาร้อง Let It Be ให้พ่อแม่ฟังแต่โดนขัดจังหวะตลอด (ฮามาก) ฉากเหล่านี้แสดงให้เห็น “พลังของบทเพลง” ที่สามารถสะกดคนฟังได้ไม่ว่าจะยุคไหน
ผมขอพูดถึงฉากหนึ่งที่เป็น “The Best Scene” ของเรื่อง โดยไม่บอกรายละเอียดทั้งหมดนะครับ… นั่นคือฉากที่ Jack ได้ไปพบกับ “ชายคนหนึ่ง” ที่ริมทะเล
ฉากนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์แบบ มันตอบคำถามที่ว่า “ความสำเร็จคืออะไร?” การได้เห็นบุคคลในตำนานคนนั้น (ในโลกที่เขาไม่ได้เป็นนักดนตรี) ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความสุข มันกระแทกใจพระเอกและคนดูอย่างจัง เป็นฉากที่ทำเอาหลายคนน้ำตาซึมด้วยความตื้นตันครับ
Yesterday (2019) อาจมีช่องโหว่ของพล็อตบ้าง (เช่น ทำไม Google ถึงค้นไม่เจอสิ่งนั้นสิ่งนี้) แต่ถ้าเรามองข้ามตรรกะเล็กๆ น้อยๆ ไป แล้วปล่อยใจไปกับเสียงเพลง นี่คือหนังที่มอบความสุขและรอยยิ้มได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง
มันย้ำเตือนเราว่า “เพลงที่ดี ไม่มีวันตาย”
มันบอกเราว่า “ความรักและความจริงใจ สำคัญกว่าชื่อเสียงเงินทอง”
ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่ดูจบแล้วใจฟู อยากกลับไปเปิดเพลงเก่าๆ ฟัง หรืออยากเติมพลังบวกให้ชีวิต ผมแนะนำ Yesterday อย่างยิ่งครับ และแน่นอนว่าต้องดูที่ Movie24HD เพื่อภาพและเสียงที่คมชัดได้อรรถรส
คะแนนรีวิวจาก Movie24HD:
เนื้อเรื่อง: 8.5/10 (ไอเดียเลิศ บทสรุปอบอุ่น)
การแสดง: 9/10 (Lily James น่ารักมาก Himesh ร้องเพลงเพราะ)
เพลงประกอบ: 10/10 (ก็เพลง The Beatles นี่นา!)
ความคุ้มค่า: 9/10 (ดูแล้วมีความสุขแน่นอน)
อย่ารอให้พรุ่งนี้มาถึงครับ! มาร่วมสัมผัสปาฏิหาริย์แห่งเสียงเพลงและความรักได้ตอนนี้เลย 👉 คลิกเพื่อดูหนัง Yesterday (2019) แบบเต็มเรื่อง คมชัด ทั้งพากย์ไทยและซาวด์แทร็ก ที่ Movie24HD