

หลังจากลูกสาวของแฟนสาวเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาด พอล เคอร์ซีย์จึงเข้าไปพัวพันกับแก๊งค้ายาในท้องถิ่นนี่คือรีวิวเจาะลึกภาพยนตร์แอ็คชั่นสุดระห่ำจากยุค 80s ที่เขียนขึ้นในสไตล์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์ เพื่อเว็บไซต์ Movie24HD โดยเฉพาะครับ

สวัสดีเพื่อนสมาชิกชาว Movie24HD และคอหนังแอ็คชั่นรุ่นเก๋าทุกท่านครับ! วันนี้ผมจะพาทุกคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปสู่ปี 1987 ยุคที่หนังแอ็คชั่นฮอลลีวูดเปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นของการระเบิดภูเขาเผากระท่อม ยุคที่พระเอกไม่ต้องพูดเยอะ (แต่ยิงเยอะ) และแน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงแฟรนไชส์ระดับตำนานอย่าง Death Wish ถ้าภาค 1 คือดราม่าอาชญากรรมที่สะเทือนอารมณ์ และภาค 2-3 คือการไต่ระดับความเดือด… Death Wish 4: The Crackdown หรือ “ล้างบัญชียมบาล 4” คือจุดที่กราฟความมันส์พุ่งทะลุปรอทจนกลายเป็นความ “บ้าคลั่ง” อย่างสมบูรณ์แบบครับ ในภาคนี้ Charles Bronson (ชาร์ลส์ บรอนสัน) ในวัย 66 ปี (แต่ยังฟิตเปรี้ยะ) กลับมารับบท พอล เคอร์ซีย์ อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ใช่แค่ชายแก่ที่เดินถือปืนสั้นไล่ยิงโจรข้างถนนอีกต่อไป เขามาพร้อมกับอาวุธสงคราม แผนการซ้อนแผน และศัตรูระดับแก๊งค้ายาข้ามชาติ! วันนี้เราจะมา “ชำแหละ” หนังเรื่องนี้กันให้ถึงพริกถึงขิง ว่าทำไมมันถึงเป็นภาคที่ “ดูเอามันส์” ได้ดีที่สุดภาคหนึ่งในซีรีส์นี้ ตามมาครับ!
สิ่งที่ทำให้ Death Wish 4 แตกต่างจากภาคก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง คือ “สเกล” ของเรื่องราวครับ
ในภาคก่อน ๆ พอล เคอร์ซีย์ ลุกขึ้นสู้เพราะครอบครัวของเขาถูกทำร้ายโดยตรง แต่ในภาคนี้ บทหนังเริ่มต้นด้วยประเด็นทางสังคมที่ร้อนแรงในยุค 80s นั่นคือ “สงครามยาเสพติด” (War on Drugs)
ลูกสาวของแฟนใหม่พอล เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด (Overdose) เหตุการณ์นี้จุดไฟแค้นให้พอลอีกครั้ง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการปรากฏตัวของตัวละครลึกลับนามว่า “เนธาน ไวท์” (Nathan White) มหาเศรษฐีที่สูญเสียลูกสาวเพราะยาเสพติดเช่นกัน เขาจ้างพอลให้เป็น “มือสังหาร” เพื่อกวาดล้างแก๊งค้ายา 2 แก๊งใหญ่ใน L.A. ให้สิ้นซาก
กลยุทธ์เสี้ยมให้ตีกัน: พอลไม่ได้แค่เดินเข้าไปยิงดื้อ ๆ แต่เขาใช้แผนการ “เสี้ยม” ให้แก๊งมาเฟีย 2 กลุ่มเข้าใจผิดและฆ่ากันเอง พล็อตตรงนี้มีความคล้ายคลึงกับหนังซามูไรอย่าง Yojimbo หรือหนังคาวบอย A Fistful of Dollars ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มมิติให้ตัวละครพอลดูฉลาดขึ้น
หักมุมสไตล์ 80s: หนังมีจุดหักมุม (Twist) เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของผู้ว่าจ้าง ซึ่งแม้คนดูยุคนี้อาจจะเดาได้ตั้งแต่ 10 นาทีแรก แต่ในยุคนั้นถือว่าเป็นการเขียนบทที่พยายามฉีกหนีความจำเจเดิม ๆ
มุมมองผู้เขียน: บทหนังภาคนี้ตัดความดราม่าสมจริงทิ้งไปเกือบหมด แล้วใส่ความเป็น “หนังซูเปอร์ฮีโร่สายดาร์ก” เข้ามาแทน พอล เคอร์ซีย์ แทบจะเป็น The Punisher เวอร์ชันคนแก่ เขาบุกเดี่ยวถล่มรังโจรที่มีลูกน้องเป็นสิบได้โดยแทบไม่มีรอยขีดข่วน ถ้าคุณมองหาความสมเหตุสมผล คุณอาจจะต้องกุมขมับ แต่ถ้าคุณมองหาความสะใจ นี่คือบุฟเฟต์กระสุนปืนที่คุณทานได้ไม่อั้นครับ
หนังเรื่องนี้สร้างโดยค่าย Cannon Films ซึ่งเป็นตำนานของหนังเกรดบีทุนหนาในยุคนั้น (ค่ายเดียวกับที่สร้างหนัง Chuck Norris) ดังนั้นงานภาพจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้ในหนังยุคปัจจุบัน
Practical Effects 100%: ลืม CGI ไปได้เลยครับ ทุกระเบิดที่คุณเห็นคือระเบิดจริง ทุกรูกระสุนคือ Squib (ถุงเลือดเทียม) ของจริง ฉากรถระเบิด ฉากกระจกแตกกระจาย มันให้ความรู้สึก “ดิบ” และ “หนักแน่น” เสียงปืนในเรื่องนี้ดังสนั่นสะใจมาก
ฉากลานสเก็ต (Roller Rink Shootout): นี่คือหนึ่งในฉากที่จดจำได้มากที่สุดของเรื่อง การดีไซน์ฉากให้เกิดขึ้นในลานสเก็ตที่มีแสงไฟวิบวับ ตัดกับความโหดเหี้ยมของการยิงกัน เป็นความ Contrast ที่ดูแปลกตาและเท่มาก
ฉากโรงจอดรถ: การต่อสู้ในที่แคบที่แสดงให้เห็นถึงไหวพริบของพอล การใช้รถยนต์เป็นอาวุธ และการจัดแสงเงาที่ทำให้พอลดูเหมือนปีศาจที่โผล่ออกมาจากความมืด
ภาคนี้พอล เคอร์ซีย์ อัปเกรดคลังแสงแบบจัดเต็ม จากเดิมใช้แค่ปืนพกลูกโม่ ภาคนี้เราจะได้เห็น:
ปืนพกเก็บเสียง (Silencer)
ปืนกลมือ Uzi
ระเบิดขวด (Molotov Cocktails) ที่ทำจากขวดไวน์
และไฮไลท์… เครื่องยิงระเบิด (Grenade Launcher) ที่พอลเอามายิงใส่คนในระยะเผาขน! (ใช่ครับ มันเวอร์ขนาดนั้นแหละ)
ในหนังแนวนี้ การแสดงไม่ได้วัดกันที่การบีบน้ำตา แต่วัดกันที่ “บารมี” (Charisma) และความน่าเกรงขาม
The Look: แม้วัยจะล่วงเลยเข้า 66 ปี แต่บรอนสันยังคงดูแข็งแกร่ง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยประสบการณ์และหนวดที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เขายืนเฉย ๆ ก็ดูอันตรายแล้ว
The Acting: การแสดงของเขาคือสไตล์ Minimalist พูดน้อย ต่อยหนัก หน้าตายตลอดเวลา ไม่ว่าจะดีใจ เสียใจ หรือกำลังฆ่าคน สีหน้าของเขาแทบไม่เปลี่ยน ซึ่งนี่แหละคือเสน่ห์ของ “Paul Kersey” ที่แฟน ๆ หลงรัก เขาคือเพชฌฆาตที่ไร้ความรู้สึก
ฉากแอ็คชั่น: ต้องยอมรับว่ามีการใช้สตั๊นท์แมน (Stunt Double) ช่วยในฉากผาดโผนหลายฉาก แต่ในฉากยิงปืน บรอนสันยังคงจับปืนได้ทะมัดทะแมงและดูสมจริงที่สุดคนหนึ่งในวงการ
ตัวร้ายหลักที่เล่นได้ “ยียวน” และน่าหมั่นไส้มาก จอห์น พี. ไรอัน มอบการแสดงแบบ Overacting นิด ๆ ซึ่งเข้ากับโทนหนังเกรดบีได้เป็นอย่างดี การปะทะคารมระหว่างเขากับบรอนสันในช่วงท้ายเรื่องคือความสนุกที่ลงตัว
Trivia สำคัญ! หลายคนอาจไม่สังเกตว่า แดนนี่ เทรโฮ (พระเอก Machete) โผล่มาเล่นเป็นตัวประกอบในเรื่องนี้ด้วย! ในบทลูกน้องมาเฟีย แม้จะออกมาแป๊บเดียว แต่หน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ก็ขโมยซีนได้ ใครดูเรื่องนี้ลองจับตาดูให้ดีนะครับ
Guilty Pleasure (ความบันเทิงที่รู้สึกผิด): มันคือหนังที่คุณรู้ว่าบทมันหลวม ตรรกะมันพัง (เช่น ตำรวจในเรื่องนี้ไร้ประโยชน์สิ้นเชิง) แต่คุณกลับหยุดดูไม่ได้ เพราะความสะใจในการเห็นคนชั่วถูกกำจัดด้วยวิธีโหด ๆ
บรรยากาศยุค 80s: แฟชั่น ทรงผม เพลงประกอบ และบรรยากาศเมือง L.A. ในยุคนั้น ถูกถ่ายทอดออกมาได้ชัดเจน ใครที่โหยหาความ Nostalgia ของยุค 80s เรื่องนี้คือไทม์แคปซูลที่ดีเยี่ยม
ตำนานที่ยังมีลมหายใจ: การได้เห็น Charles Bronson ในบทบาทที่เป็น Iconic ที่สุดของเขา ก่อนที่สังขารจะร่วงโรยไปมากกว่านี้ในภาค 5 ถือเป็นความทรงจำที่ล้ำค่าสำหรับคอหนัง
IMDb: คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5.4/10
ความเห็นผู้ชม: แฟนเดนตายของบรอนสันมักยกให้ภาคนี้สนุกเป็นอันดับ 2 รองจากภาคแรก เพราะความ “ไปสุด” ของแอ็คชั่น ในขณะที่นักวิจารณ์สายศิลปะอาจจะส่ายหัวให้กับความรุนแรง
Rotten Tomatoes: คะแนนฝั่งผู้ชม 32%
ความเห็น: “หนังที่โง่เง่าแต่สนุกชะมัด” (So stupid it’s fun) คือคำนิยามที่เจอบ่อยที่สุด
สรุปจาก Movie24HD: อย่าให้คะแนนหลอกตาคุณ! ถ้าคุณชอบหนังแอ็คชั่นที่ไม่ต้องปีนกะไดดู ชอบเสียงปืนดัง ๆ และพระเอกที่ยิงก่อนถามทีหลัง นี่คือหนัง 8/10 ในใจคุณแน่นอน
เนื้อเรื่อง: 6/10 (พล็อตสูตรสำเร็จ คาดเดาง่าย แต่เดินเรื่องไว ไม่น่าเบื่อ)
งานภาพ/โปรดักชั่น: 7.5/10 (เอฟเฟกต์จริง ระเบิดจริง ดิบ เถื่อน ได้ใจ)
การแสดง: 7/10 (ปู่บรอนสันแบกหนังทั้งเรื่องด้วยมาดเท่ ๆ)
ความมันส์/สะใจ: 9/10 (ฉากฆ่ามีความคิดสร้างสรรค์และโหดได้ใจ)
คะแนนรวม: ⭐ 7.5/10 ⭐ (คะแนนสำหรับคอหนังแอ็คชั่นคลาสสิก)
Death Wish 4: The Crackdown คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของคำว่า “Action B-Movie” ที่ทำหน้าที่ของมันได้สมบูรณ์แบบ คือการมอบความบันเทิงแบบไม่ต้องคิดเยอะให้กับผู้ชม หากคุณอยากเห็นการล้างแค้นที่เดือดดาลที่สุดครั้งหนึ่งของโลกภาพยนตร์ คุณต้องไม่พลาดเรื่องนี้ครับ สามารถติดตามรับชมและค้นหาหนังระดับตำนานแบบนี้ได้ที่ Movie24HD.net