

Home2Home บอกเล่าเรื่องราวของ Dennis Kailing ที่เดินทาง 43,600 กม. (27,000 ไมล์) ผ่าน 41 ประเทศใน 6 ทวีปเพื่อแล่นเรือรอบโลกใน 761 วัน เขาทำสิ่งนี้ด้วยจักรยาน – ในการปั่นจักรยานครั้งแรกของเขา ด้วยคำถามที่ว่า “อะไรทำให้คุณมีความสุข” แต่ไม่มีประสบการณ์ในการเดินทางด้วยจักรยาน นักเตะวัย 24 ปีจากเยอรมนีจึงกระโดดลงลึกและออกเดินทางโดยมุ่งไปทางตะวันออกเสมอ เขาเดินทางคนเดียว แต่ไม่ค่อยเหงา การเผชิญหน้ากับคนที่น่าสนใจ คนบ้า หรือ “คนธรรมดา” หลายครั้งทำให้เขาได้รับข้อมูลเชิงลึกที่นักท่องเที่ยวธรรมดาๆ มักไม่ค่อยได้สัมผัส ในขณะที่คนอื่นชอบทัวร์แบบรวมทุกอย่างที่มีโครงสร้างดี ทัวร์ปั่นจักรยานนี้เป็นการเดินทางสู่ความไม่แน่นอน แต่ในความไม่แน่นอนซ่อนการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
– เดนนิสค่อยๆตระหนักถึงสิ่งนี้ นอกจากทิวทัศน์ที่สวยงามตระการตาและอารมณ์ขันแล้ว “Home2Home” ยังแสดงให้เห็นด้านที่ไม่น่าพอใจของการเดินทางด้วยจักรยานเป็นเวลานาน: ฝนที่ตกไม่รู้จบในเทือกเขาแอนดีสของอเมริกาใต้ ความเจ็บป่วยระหว่างเจดีย์สีทองในเมียนมาร์ และความเหงาในดินแดนที่กว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ชนบทห่างไกลของออสเตรเลีย หลังจาก 43,600 กิโลเมตรใน 41 ประเทศใน 6 ทวีปและการโคจรรอบโลกของเรา เดนนิสกำลังเดินทางกลับจากตะวันตกไปยังสถานที่ซึ่งเขาออกเดินทางไปทางทิศตะวันออกเมื่อสองปีก่อน ในท้ายที่สุด เขาเข้าใกล้คำถามมากขึ้นอีกเล็กน้อยว่า ‘อะไรทำให้คุณมีความสุข’ ส่วนใหญ่เป็นเพียงเรื่องง่ายๆ เล็กๆ แต่เป็นธรรมชาติโดยสิ้นเชิง
หลังจากที่พาคุณไปดำดิ่งกับนรกอุตสาหกรรมใน Mad God และความเดือดดาลระดับเทพใน K.G.F Chapter 2 มาแล้ว วันนี้ผมจะขอพาคุณเปลี่ยนบรรยากาศแบบ 360 องศา มาสู่หนังที่อาจจะดูเงียบสงบกว่า แต่พลังการทำลายล้างทางความรู้สึก (ในแง่บวก) นั้นรุนแรงไม่แพ้กันครับ นั่นคือ Home2Home (2022)หลายคนอาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไปเพราะคิดว่าเป็นสารคดีท่องเที่ยวธรรมดา แต่ช้าก่อนครับ… ถ้าคุณดูให้ลึกถึงแก่น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การแบกเป้เที่ยว แต่มันคือ “ปรัชญาชีวิตและการเดินทางภายในจิตใจ” (Spiritual Journey) ที่ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ วันนี้เราจะมารีวิวกันแบบเจาะลึกว่า ทำไมการเดินทางครั้งนี้ถึงควรค่าแก่การเสียเวลาดู

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่มีบทสคริปต์เป๊ะๆ แต่มันคือ Documentary Film ที่บันทึกเรื่องราวของ Denis Katzer ชายหนุ่มที่ตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าดีเดือด: เดินทางรอบโลกโดย “ไม่ขึ้นเครื่องบิน” (No Flying) เป็นระยะทางกว่า 40,000 กิโลเมตร
ถ้าคุณคาดหวังจะเห็นรายการนำเที่ยวแบบ “พาไปกินร้านเด็ด” หรือ “เช็คอินจุดถ่ายรูป” คุณจะผิดหวังทันทีครับ เพราะเนื้อหาของ Home2Home มันลึกซึ้งกว่านั้นมาก ปรัชญาแห่งการช้าลง (The Art of Slow Travel): ในยุคที่ทุกอย่างต้องเร็ว เราบินข้ามทวีปได้ใน 12 ชั่วโมง แต่หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามกับเราว่า “เราพลาดอะไรไปหรือเปล่าในระหว่างทาง?” เนื้อหาของหนังเน้นย้ำเรื่อง Transformation (การเปลี่ยนแปลง) ของตัว Denis เอง จากจุดเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยไฟฝัน สู่ความเหนื่อยล้า ความท้อแท้ จนเกือบจะยอมแพ้ และสุดท้ายคือการตื่นรู้
บทหนัง (ซึ่งคือชีวิตจริง) นำเสนอความดิบของอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่โหดร้าย อาการบาดเจ็บ หรือความโดดเดี่ยว มันทำให้เราเห็นว่า “อิสรภาพ” มีราคาที่ต้องจ่าย และราคาของมันคือความอดทน
มนุษยธรรมไร้พรมแดน (Humanity Without Borders): จุดที่ทรงพลังที่สุดของเนื้อเรื่องคือ “ตัวละครข้างทาง” ครับ หนังพาเราไปเจอผู้คนแปลกหน้าที่ Denis พบเจอ ตั้งแต่คนในหมู่บ้านห่างไกลในเอเชีย ไปจนถึงผู้คนในตะวันออกกลาง
สิ่งที่หนังสื่อออกมาได้โคตรดีคือ “ภาษาใจ” แม้จะคุยกันคนละภาษา แต่รอยยิ้ม การแบ่งปันอาหาร และน้ำใจ คือภาษาสากล หนังตบหน้าข่าวสารบ้านเมืองที่มักสร้างภาพให้เรากลัว “คนอื่น” หรือ “คนต่างชาติ” แต่หนังเรื่องนี้กลับบอกเราว่า “มนุษย์ส่วนใหญ่บนโลกนี้ใจดีกว่าที่คุณคิด” นี่คือแก่นเรื่องที่ทำให้คนดูน้ำตาซึมได้โดยไม่รู้ตัว
นิยามใหม่ของคำว่า “บ้าน”: ชื่อเรื่อง Home2Home นั้นมีความหมายลึกซึ้ง ตอนแรกเราอาจคิดว่ามันคือจากบ้านเกิด (เยอรมนี) ไปสู่เป้าหมาย แต่พอดูจบ คุณจะเข้าใจว่า “Home” ในที่นี้หมายถึงโลกทั้งใบ ตราบใดที่คุณเปิดใจ ทุกที่คือบ้าน และทุกคนคือครอบครัว
ในขณะที่หนังฟอร์มยักษ์ต้องใช้ CG สร้างโลกเสมือนจริง Home2Home กลับมีฉากหลังที่งดงามยิ่งกว่าและ “ฟรี”… นั่นคือ ธรรมชาติของโลกใบนี้ Cinematography แบบกองโจรที่ทรงพลัง: เนื่องจากเป็นการถ่ายทำระหว่างเดินทาง ทีมงานไม่ได้ใหญ่โต แต่ภาพที่ได้กลับมีความเป็น Cinematic สูงมาก
Landscape Shots: การใช้โดรน (Drone) ในจังหวะที่ถูกต้อง ทำให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ของเทือกเขา ทะเลทราย และป่าไม้ ตัว Denis กลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในเฟรมภาพ สื่อสัญญะว่า “มนุษย์เรามันช่างเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับธรรมชาติ” ภาพภูเขาหิมะที่ตัดกับท้องฟ้าสีคราม หรือทะเลทรายเวิ้งว้างที่ไม่มีจุดสิ้นสุด มันสวยจนแทบหยุดหายใจ
Intimate Handheld: ตัดสลับกับภาพจากกล้อง Handheld หรือ GoPro ที่สั่นไหว เวลาที่ Denis เหนื่อย หอบ หรือพูดคุยกับกล้องระยะประชิด (Close-up) งานภาพส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงคนดูเข้าไป “ร่วมหัวจมท้าย” กับเขา เราเห็นเม็ดเหงื่อ เห็นรอยยับบนใบหน้า เห็นแววตาที่อิดโรย ความไม่นิ่งของกล้องนี่แหละครับคือเสน่ห์ที่ทำให้หนังดู “จริง” (Authentic)
การเกรดสี (Color Grading): หนังไม่ได้ย้อมสีให้ฉูดฉาดเหมือน MV ท่องเที่ยว แต่เน้นสีธรรมชาติ (Natural Tone)
สีน้ำตาลของฝุ่น
สีเขียวของป่า
ในสารคดี เราไม่เรียกว่าการแสดง แต่เราเรียกว่า “Presence” (การมีอยู่) และ “Vulnerability” (ความเปราะบาง) ครับ ซึ่ง Denis Katzer ทำหน้าที่เป็นผู้นำเรื่องได้น่าสนใจมาก ไม่ใช่ฮีโร่ แต่คือมนุษย์: Denis ไม่ได้พยายามทำตัวเท่ หรือทำตัวเป็นกูรูผู้รู้แจ้งโลก
เขาแสดงให้เห็นด้านที่ “พัง” ของเขา เขาบ่น เขาเจ็บ เขาตั้งคำถามว่า “กูมาทำบ้าอะไรที่นี่?” ความซื่อสัตย์ (Honesty) ตรงนี้แหละที่ซื้อใจคนดู เขาไม่ได้ขายฝันว่าการเที่ยวรอบโลกมันสวยหรู แต่เขาขายความจริง
จังหวะการเล่าเรื่อง (Narration) ของเขา เหมือนเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟัง น้ำเสียงมีทั้งความตื่นเต้นและความเหนื่อยหน่ายที่ปนกันไป มันทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยง (Relate) ได้ง่ายมาก เคมีกับผู้คน (Chemistry with Strangers): สิ่งที่คุณจะเห็นคือ Denis เป็นผู้ฟังที่ดี เวลาเขาปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน หรือเด็กๆ ระหว่างทาง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเคารพและความอยากรู้อยากเห็น
เขาไม่ได้มองคนเหล่านั้นเป็นแค่ “พร็อพประกอบฉาก” แต่มองเป็น “ครู” สีหน้าเวลาเขาได้รับน้ำใจจากคนแปลกหน้า มันคือความตื้นตันที่ออกมาจากข้างในจริงๆ ไม่มีการเสแสร้ง (No Acting required)
Home2Home เข้าฉายในช่วงปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่โลกเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากโรคระบาด (Pandemic) หนังเรื่องนี้ทำหน้าที่เป็น “ยารักษาใจ” ครับ ในวันที่เราถูกกักขัง เราโหยหาการเดินทาง โหยหาการสัมผัส และโหยหาอิสรภาพ หนังเรื่องนี้มาเติมเต็มช่องว่างนั้น มันบอกเราว่าโลกข้างนอกยังคงสวยงามและรอให้เราออกไปสัมผัสอยู่เสมอ
บทสรุป: Home2Home ไม่ใช่หนังแอคชั่นล้างผลาญ ไม่ใช่หนังผีหลอกวิญญาณหลอน แต่มันคือ “หนังผจญภัยของจิตวิญญาณ” ถ้า K.G.F คือความสะใจ และ Mad God คือความหดหู่… Home2Home คือ “แรงบันดาลใจ” ครับ มันเหมาะสำหรับคนที่กำลังหมดไฟ คนที่รู้สึกว่าชีวิตติดลูป และคนที่กำลังตั้งคำถามกับความหมายของชีวิต ดูจบแล้วคุณอาจจะไม่ได้อยากลาออกไปเดินรอบโลกทันทีหรอกครับ แต่คุณจะมอง “การเดินทางระหว่างบ้านกับที่ทำงาน” หรือมอง “คนแปลกหน้าบนรถไฟฟ้า” เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
คะแนนความอิ่มเอมใจ: 9/10 คำเตือน: ดูจบแล้วระวังจะเผลอกดจองตั๋วเครื่องบิน หรือซื้อจักรยานโดยไม่รู้ตัว! ถ้าคุณชอบแนวคิดเรื่องการเดินทางเพื่อค้นหาตัวตน หรือสนใจเรื่องราวการผจญภัยแบบดิบๆ ผมมีหนังแนวนี้อีก 2-3 เรื่องแนะนำนะครับ หรือจะให้ผมเจาะลึกประเด็นไหนของเรื่องนี้เพิ่มไหมครับ? movie24hd